ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1035 (เล่ม 68)

ในญาณ ๕ เหล่านี้ อิทธิวิธญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๗
ด้วยสามารถแห่งปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อตีตารมณ์ ๑
อนาคตารมณ์ ๑ ปัจจุปันนารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธา-
รมณ์ ๑.
โสตธาตุวิสุทธิญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๔ ด้วยสามารถ
แห่งปริตตารมณ์ ๑ ปัจจุปันนารมณ์ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธา-
รมณ์ ๑.
เจโตปริยญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ ด้วยสามารถแห่ง
ปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อัปปมาณารมณ์ ๑ มัคคารมณ์ ๑
อตีตารมณ์ ๑ อนาคตารมณ์ ๑ ปัจจุปันนารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑
บุพเพนิวาสานุสติญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ ด้วย
สามารถแห่งปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อัปปมาณารมณ์ ๑
มัคคารมณ์ ๑ อตีตารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑
นวัตตัพพารมณ์ ๑.
ทิพจักขุญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๔. ด้วยสามารถแห่ง
ปริตตารมณ์ ๑ ปัจจุปันนารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทรารมณ์ ๑.
ยถากัมมูปคญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๕ ด้วยสามารถ
แห่งปริตตารมณ์ มหัคคตารมณ์ ๑ อตีตารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑

1035
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1036 (เล่ม 68)

พหิทธารมณ์ ๑.
อนาคตังสญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ ด้วยสามารถแห่ง
ปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อัปปมาณารมณ์ ๑ มัคคารมณ์ ๑
อนาคตารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑ นวัตตัพพารมณ์ ๑.
จบ ปัญจญาณปกิณกะ
อาสวักขยญาณนิทเทส
[๒๕๘]ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓
ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณอย่างไร ?
อินทรีย์ ๓ ประการเป็นไฉน คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑
อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑.
อันญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร อัญญินทรีย์ย่อม
ถึงฐานะเท่าไร อัญญาตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร ?
อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค
อัญญินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สก-
ทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อัญญาตาวินทรีย์
ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ อรหัตผล.

1036
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1037 (เล่ม 68)

[๒๕๙] ในขณะโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร วีริยินทรีย์มีการประคอง
ไว้เป็นบริวาร สตินทรีย์มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร สมาธินทรีย์มีความ
ไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร ปัญญินทรีย์มีความเห็นเป็นบริวาร มนินทรีย์
มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร โสมนัสสินทรีย์มีความยินดีเป็นบริวาร ชีวิ-
ตินทรีย์ มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร
ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะโสดาปัตติมรรค นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็น
สมุฏฐาน เป็นกุศลทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่อง
นำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพาน
เป็นอารมณ์ ในขณะโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ มี
อินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่น ๆ
เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็น
บริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกัน
ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารของอนัญญาตัญญัสสามีติน-
ทรีย์นั้น.
[๒๖๐] ในขณะโสดาปัตติผล อัญญินทริย์มีสัทธินทรีย์ซึ่งมี
ความน้อมใจเธอเป็นบริวาร ... ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะโสดาปัตติผล
ทั้งหมดนั่นแลเป็นอัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วน
ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ในขณะโสดาปัตติผล

1037
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1038 (เล่ม 68)

อัญญินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร...ธรรม
เหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารของอัญญินทรีย์นั้น.
[๒๖๑] ในขณะสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะสกทาคามิผล
ฯลฯ ในขณะอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะอนาคามิผล ฯลฯ
ในขณะอรหัตมรรค อัญญินทรีย์มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจ
เชื่อเป็นบริวาร ฯลฯ ชีวิตินทรีย์มีความเป็นอธิบดีในความสืบต่อที่
กำลังเป็นไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะอรหัตมรรค นอก
จากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ทั้งหมดนั่นแลเป็นกุศลแล้ว ไม่มีอาสวะ เป็น
ธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ
มีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะอรหัตมรรค อัญญินทรีย์มีอินทรีย์ ๘
ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร . . . ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการ
และเป็นบริวารของอัญญินทรีย์นั้น.
[๒๖๒] ในขณะอรหัตผล อัญญาตาวินทรีย์มีสัทธินทรีย์
ซึ่งมีความน้อมใจเธอเป็นบริวาร วีริยินทรีย์มีการประคองไว้เป็นบริวาร
สตินทรีย์มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็น
บริวาร ปัญญินทรีย์มีความเห็นเป็นบริวาร มนินทรีย์มีความรู้แจ้ง
เป็นบริวาร โสมนัสสินทรีย์มีความยินดีเป็นบริวาร ชีวิตินทรีย์มีความ
เป็นอธิบดีในการสืบต่อ ที่กำลังเป็นไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิด
ในขณะอรหัตผล ทั้งหมดนั่นแลเป็นอัพยากฤตนอกจากรูปที่มีจิตเป็น

1038
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1039 (เล่ม 68)

สมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ ใน
ขณะอรหัตผล อัญญาตาวินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรม
เป็นบริวาร มีธรรมอื่น ๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร
มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้อง
กัน ประกอบด้วยกัน ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารของ
อัญญาตาวินทรีย์นั้น อินทรีย์ ๘ หมวดเหล่านี้ รวมเป็นอาการ ๖๔
ด้วยประการฉะนี้.
[๒๖๓] คำว่า อาสวะ ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน ?
อาสวะเหล่านั้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ.
อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามา-
สวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไป
เพราะโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะโสดาปัตติมรรค
นี้ กามาสวะส่วนหยาบ ๆ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับ
กามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้น
ไปในขณะสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ
ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมในรูปเพราะอนาคามิมรรค อาสวะ
เหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะ อวิชชาสวะทั้งสิ้น
ย่อมสิ้นไปเพราะอรหัตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอรหัต-
มรรคนี้.

1039
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1040 (เล่ม 68)

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเป็นผู้มีความ
ชำนาญ ในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณ.
๕๕. อรรถกถาอาสวักขยญาณนิทเทส
[๒๕๘ - ๒๖๓] พึงทราบวินิจฉัยในอาสวักขยญาณนิทเทสดังต่อ
ไปนี้. บทมีอาทิว่า อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ มีอรรถดังได้กล่าว
แล้ว.
บทว่า กติ ฐานานิ คจฺฉติ - ย่อมถึงฐานะเท่าไร เป็นคำถาม
เพื่อกำหนดฐานะที่เกิดของอินทรีย์หนึ่ง ๆ.
บทว่า เอกํ ฐานํ คจิฉติ - ย่อมถึงฐานะ ๑ ท่านอธิบายว่า
ย่อมเกิดในฐานะ ๑. ฐานะโอกาสที่เกิด ท่านกล่าวว่า ฐานะ เพราะ
มีที่ตั้ง
บทว่า ฉ ฐานานิ - ฐานะ ๖ คือ ในขณะมรรคและผล ๖.
ในอินทรีย์ ๓ มีอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์เป็นต้นแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย
เพื่อแสดงว่า อินทรีย์หนึ่ง ๆ เป็นอินทรีย์ยิ่ง. ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิ
ว่า สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ โหติ - มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจ
เชื่อเป็นบริวาร. ท่านกล่าวอธิโมกข์เป็นต้น ด้วยสามารถกิจแห่ง

1040
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1041 (เล่ม 68)

สัทธินทรีย์เป็นต้น ในบทมีอาทิว่า สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺโฐ๑-
มีอรรถว่าน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ฉันใด. แม้ในที่นี้ก็ฉันนั้น ท่าน
กล่าวว่า บทว่า อธิโมกฺขปริวารํ โหติ - เป็นบริวารของการน้อมใจ
เชื่อ คือ สัทธินทรีย์เป็นบริวารด้วยกิจแห่งการน้อมใจเชื่อ. แม้ในบท
ที่เหลือ ก็มีนัยนี้.
บทว่า ปริวารํ เป็นลิงควิปลาศ.
บทว่า ปญฺญินฺทิริยํ - ปัญญินทรีย์ ท่านกล่าว อนัญญาตัญ-
ญัสสามีตินทรีย์นั่นแหละทำไว้ต่างหากเพื่อแสดงสภาพรู้. แม้ในอภิ-
ธรรม ท่านก็จำแนกปัญญาหนึ่งไว้ ๘ ส่วน ในขณะมรรคและในขณะ
ผล เพื่อแสดงความพิเศษของกิจด้วยปัญญา.
บทว่า อภิสนฺทนปริวารํ - มีความยินดีเป็นบริวาร คือ โสมนัส-
สินทรีย์เป็นบริวารแห่งจิตและเจตสิก ด้วยกิจคือความเนหาดุจน้ำเป็น
บริวารแห่งจุณเครื่องฟอกตัวในเวลาอาบน้ำ. บทนี้ ท่านกล่าวด้วย
สามารถมรรคอันสัมปยุตด้วยโสมนัส. พึงเห็นอุเบกขินทรีย์ในฐานะ
แห่งโสมนัสสินทรีย์ ในมรรคอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา.
อนึ่ง พึงถือเอาอุเบกขินทรีย์นั้นว่า มีความไม่เพิ่มขึ้นเป็นบริวาร
ของสัมปยุตธรรมทั้งหลาย.
๑. ขุ. ป. ๓๑/๓๒.

1041
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1042 (เล่ม 68)

บทว่า ปวตฺตสนฺตตาธิปเตยฺยปริวารํ - ชีวิตินทรีย์มีความเป็น
อธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไปเป็นบริวาร คือความสืบต่อที่กำลัง
เป็นไป ชื่อว่า ปวัตตสันตตี. อธิบายว่า สันดานที่กำลังเป็นไปอยู่.
ความเป็นแห่งอธิบดี ชื่อว่า อธิปเตยยะ ความเป็นอธิบดีแห่งความ
สืบต่อที่กำลังเป็นไป ชื่อว่า ปวัตตสันตตาธิปเตยยะ.
ชีวิตินทรีย์เป็นบริวารแห่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เพราะ
เป็นปัจจัยแห่งความเป็นไป เบื้องบนของชีวิตนทรีย์ที่กำลังเป็นไปอยู่
และเพราะความเป็นอธิบดีของความสืบต่อที่เป็นไป ด้วยสามารถแห่ง
เบื้องต้นและเบื้องปลาย.
บทมีอาทิว่า โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ชาตา ธมฺมา - ธรรม
ทั้งหลายเกิดในขณะแห่งโสดาปัตติผล ท่านกล่าว เพื่อแสดงถึงคุณแห่ง
ธรรมสัมปยุตด้วยมรรคทั้งปวง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มคฺคกฺขเณ ชาตา - ธรรมทั้งหลาย
เกิดในขณะแห่งมรรค คือ ธรรมที่ตั้งอยู่ในมรรคอย่างนั้น. มิใช่ธรรม.
อื่น. เพราะรูปแม้ตั้งอยู่ในมรรค ก็ไม่ได้ชื่อว่ากุศลเป็นต้น. ฉะนั้น
เมื่อนำรูปนั้นออกไป จึงกล่าวว่า ฐเปตฺวา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูป -
นอกจากรูปมิจิตเป็นสมุฏฐาน. เพราะว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น
เป็นกุศล ด้วยอรรถว่ามีการทำลายสิ่งน่าเกลียดเป็นต้น. ธรรมเหล่านั้น

1042
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1043 (เล่ม 68)

ทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว เป็นไปอยู่. ชื่อว่า อนาสวา - เพราะ
ไม่มีอาสวะ.
ธรรมทั้งหลายตัดมูลแห่งวัฏฏะ ทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่า
นิยฺยานิกา เพราะนำออกจากวัฏฏะ.
ธรรมที่กล่าวคือ กุศล อกุศล ชื่อว่า อปจยคามิโน เพราะ
ทำนิพพาน กล่าวคือ ความไม่สะสม เพราะความปราศจากไปให้เป็น
อารมณ์แล้วเป็นไป ย่อมถึงความไม่สะสม.
ชื่อว่า อปจยคามิโน เพราะไม่สะสม คือ กำจัดสิ่งที่เป็นไป
อยู่บ้าง.
ชื่อว่า โลกุตฺตรา เพราะข้ามออกไปจากโลก โดยความไม่
เกี่ยวเนื่องในโลก.
ชื่อว่า นิพฺพานารมฺมณา เพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์.
บทมีอาทิว่า อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ มีอินทรีย์ ๘ ท่านกล่าว
เพื่อแสดงความเป็นบริวารดังกล่าวแล้วในตอนก่อน ความเป็นธรรม
มีอาทิ สหรคตด้วยอินทรีย์นั้น และอาการดังได้กล่าวแล้วในเบื้องต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐินฺทฺริยานิ คือ อินทรีย์ ๘
พร้อมด้วยปัญญินทรีย์ มีนัยดังกล่าวแล้วในตอนก่อน.
บทว่า สหชาตปริวารา - มีสหชาตเป็นบริวาร คือ อินทรีย์ ๗
นอกนั้น พร้อมด้วยอินทรีย์หนึ่ง ๆ ในอินทรีย์ ๘ เป็นสหชาต จึงชื่อว่า

4043
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1044 (เล่ม 68)

มีสหชาตของอินทรีย์นั้นเป็นบริวาร. อนึ่ง ธรรมอื่น ๆ เป็น อญฺญ-
มญฺญปริวารา คือ มีธรรมอื่น ๆ เป็นบริวาร ด้วยประการฉะนี้. ธรรม
ทั้งหลาย มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร
ของกันและกันก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
บทว่า สทคตา คือ ถึงภาวะมีเกิดร่วมกันกับอนัญญาตัญญัส-
สามีตินทรีย์นั้น.
บทว่า สหชาตา คือ เกิดพร้อมกันกับอนัญญาตัญญัสสามี-
ตินทรีย์นั้น.
บทว่า สํสฏฺฐา คือ เกี่ยวข้องกันกับอนัญญาตัญญัสสามีติน-
ทรีย์นั้น.
บทว่า สมฺปยุตฺตา คือ ประกอบด้วยประการมีเกิดร่วมกัน
เสมอกับด้วยอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นั้น.
บทว่า เตว ได้แก่ ธรรม คือ อินทรีย์ ๘ เหล่านั้นนั่นเอง.
บทว่า ตสฺส ได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์.
บทว่า อาการา คือ ส่วนที่เป็นบริวาร.
บทว่า ผลกฺขเณ ชาตา ธมฺมา สพฺเพว อพฺยากตา โหนฺติ-
ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะผล ทั้งหมดเป็นอัพยากฤต คือ ท่านกล่าว
พร้อมกับรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เพราะแม้รูปก็เป็นอัพยากฤต. ท่าน
ไม่กล่าวว่า เป็นกุศล เป็นนิยยานิกะ และเป็นอปจยคามี ในขณะ

4044