ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 985 (เล่ม 68)

บทว่า เกวลสฺส - ทั้งสิ้น คือ ไม่มีปน หรือสิ้นเชิง.
บทว่า ทุกฺขกฺขนฺธสฺส คือ กองทุกข์. มิใช่แห่งสัตว์ มิใช่
แห่งสุข และความงามเป็นต้น.
บทว่า สมุทโย คือ เกิด. บทว่า โหติ คือมี
ในบทเหล่านั้น อวิชชาเป็นอย่างไร ? คือ ความไม่รู้ทุกข์ ไม่
รู้ทุกขสมุทัย ไม่รู้ทุกขนิโวธ ไม่รู้ทุกุขนิโรธคามินีปฏิปทา ไม่รู้ที่
สุดเบื้องต้น ไม่รู้ที่สุดเบื้องปลาย ไม่รู้ทั้งที่สุดเบื้องต้นทั้งที่สุดเบื้อง
ปลาย ไม่รู้ในธรรมอันอาศัยกันเกิดขึ้น คือ อิทัปปัจจยตา - สิ่งนี้
เป็นปัจจัยของสิ่งนี้.
สังขารเป็นอย่างไร ? คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร
อาเนญชาภิสังขาร, กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร, กามาวจร-
กุศลเจตนา ๘ รูปาวจรกุศลเจตนา ๕ ชื่อว่าปุญญาภิสังขาร, อกุศล-
เจตนา ๑๒ ชื่อว่าอปุญญาภิสังขาร, อรูปาวจรกุศลเจตนา ๕ ชื่อว่า
อาเนญชาภิสังขาร. กายสัญเจตนา ชื่อว่ากายสังขาร. วจีสัญเจตนา
ชื่อว่าวจีสังขาร. มโนสัญเจตนา ชื่อว่าจิตตสังขาร.
ในข้อนั้นพึงมีคำถามว่า จะพึงรู้ข้อนั้นได้อย่างไรว่าสังขารเหล่านั้น
ย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย. รู้ได้เพราะความมีอวิชชา. จริงอยู่
ความไม่รู้ กล่าวคือ อวิชชาในทุกข์เป็นต้น อันภิกษุใดละไม่ได้แล้ว.

985
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 986 (เล่ม 68)

ภิกษุนั้นยึดถือสังขารทุกข์ด้วยสำคัญว่าเป็นสุขด้วยไม่รู้ในทุกข์ และในที่
สุดเบื้องต้นเป็นต้นมาก่อน แล้วปรารภสังขาร ๓ อย่างอันเป็นเขตุแห่ง
ทุกข์นั้น. ภิกษุสำคัญโดยเป็นเหตุแห่งสุขปรารภสังขารทั้งหลาย อัน
เป็นบริขารของตัณหา แม้เป็นเหตุแห่งทุกข์ด้วยไม่รู้ในสมุทัย.
อนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีความสำคัญในการดับทุกข์ อันเป็นคติวิเศษ
แม้มิใช่เป็นความดับทุกข์ด้วยไม่รู้ในนิโรธและมรรค และเป็นผู้มีความ
สำคัญในนิโรธและมรรคในยัญและตบะเพื่อความไม่ตายเป็นต้น แม้
มิใช่เป็นมรรคแห่งนิโรธ ปรารถนาความดับทุกข์ ย่อมปรารภสังขาร
ทั้งหลาย แม้ ๓ อย่าง โดยมียัญและตบะเพื่อความไม่ตายเป็นต้นเป็น
ประธาน.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุนั้นไม่รู้ทุกข์ กล่าวคือ ผลบุญแม้เกลือกกลั้ว
ด้วยโทษไม่น้อยมีชาติ ชรา โรค มรณะเป็นต้น โดยวิเศษเพราะไม่รู้การ
ไม่ละในสัจจะ ๔ ด้วยอวิชชานั้น โดยความเป็นทุกข์ย่อมปรารภปุญญา-
ภิสังขารอันมีประเภทเป็นกายสังขาร วจีสังขารและจิตสังขาร เพื่อ
บรรลุทุกข์นั้น ดุจผู้ใคร่นางเทพอัปสรปรารภการเกิดเป็นเทวดา ฉะนั้น.
แม้ไม่เห็นความเป็นทุกข์ คือ ความแปรปรวนและความเป็นสิ่งมีความ
ชื่นชมน้อย อันเกิดจากความเร่าร้อนใหญ่หลวงในที่สุดแห่งผลบุญนั้น
แม้สมมติว่าเป็นความสุข ย่อมปรารภปุญญาภิสังขารมีประการดังกล่าว

986
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 987 (เล่ม 68)

แล้วอันมีทุกข์นั้นเป็นปัจจัย ดุจตั๊กแตนปรารภถึงการตกไปในเปลวไฟ
ฉะนั้น. และดุจบุคคลอยากหยาดน้ำผึ้ง ปรารภการเลียคมศัสตราอัน
ฉาบไว้ด้วยน้ำผึ้ง ฉะนั้น. ไม่เห็นโทษในทุกข์พร้อมวิบาก มีการเสพ
กามเป็นต้น ปรารภอปุญญาภิสังขารแม้เป็นไปในทวาร ๓ ด้วยความ
สำคัญว่าเป็นสุข และเพราะถูกกิเลสครอบงำ ดุจเด็กอ่อนปรารภการ
เล่นคูถ ฉะนั้น. และดุจคนอยากตายปรารภการกินยาพิษ ฉะนั้น.
ไม่รู้ความที่สังขารเป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวนในวิบากอันไม่มีรูป
ปรารภอาเนญชาภิสังขาร อันเป็นจิตตสังขารด้วยความเห็นผิดว่าเที่ยง
เป็นต้น ดุจคนหลงทิศปรารภการเดินทางมุ่งหน้าไปเมืองปีศาจฉะนั้น
เพราะความเป็นสังขารโดยมีอวิชชา มิใช่เพราะความไม่มี. ฉะนั้น
ควรรู้บทนี้ว่า อิเม สงฺขาร อวิชฺชาปจฺจยา โหนติ - สังขารเหล่านี้
มีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ด้วยประการฉะนี้.
ในบทนี้พระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า เราจะถือเอาบทนี้ก่อนว่า
อวิชฺชา สงฺขารานํ ปจฺจโย - อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลาย.
ก็อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้นหรือเป็นปัจจัยแห่งสังขาร หรือว่า แม้
อย่างอื่นเป็นปัจจัยก็มี. อนึ่ง ผิว่า ในบทนี้ อวิชชาอย่างเดียวเท่านั้น
เป็นปัจจัย วาทะอันเป็นเหตุอย่างเดียว ย่อมมีหรือ. เมื่อเป็นเช่นนั้น
แม้อย่างอื่นก็ย่อมมี. การชี้แจงเหตุเดียวว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
จึงมีสังขารดังนี้จะไม่เกิดขึ้นได้. ไม่เกิด เพราะเหตุไร ? เพราะ

987
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 988 (เล่ม 68)

เอกํ น เอกโต อิธ นาเนกมเนกโตปิ โน เอกํ
ผลมตฺถิ อตฺถิ ปน เอกเหตุผลทีปเน อตฺโถ.
ในโลกนี้ ผลอย่างเดียว ย่อมมีเพราะเหตุ
อย่างเดียวก็หาไม่ ผลหลายอย่าง ย่อมมีเพราะเหตุ
อย่างเดียวก็หาไม่ ผลอย่างเดียว ย่อมมีเหตุหลาย
อย่างก็หาไม่ แต่ประโยชน์ในการแสดงเหตุและผล
แต่ละอย่างมีอยู่.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเหตุและผลอย่างเดียวเท่า
นั้น โดยความสมควรแก่ความเหมาะสมแห่งเทศนา และแก่เวไนยสัตว์
เพราะเป็นประธานในที่ทุกแห่ง เพราะปรากฏในที่ทุกแห่ง. เพราะ
ทั่วไปในที่ทุกแห่ง. ฉะนั้น พึงทราบว่า อวิชชาในที่นี้ แม้เมื่อเป็น
เหตุแห่งสังขารอันมีวัตถุเป็นอารมณ์ และธรรมเกิดร่วมกันเป็นต้นเหล่า
อื่น ท่านก็แสดงโดยความเป็นเหตุแห่งสังขารทั้งหลาย เพราะความเป็น
ประธานในบทว่า อวิชชาเป็นเหตุแห่งเหตุของสังขารมีตัณหาเป็นต้น
แม้เหล่าอื่นเพราะบาลีว่า อสฺสาทานุปสฺสิโน ตณฺหา ปวฑฺฒติ๑
ตัณหาย่อมเจริญแก่ผู้เห็นความชื่นชม และว่า อวิชฺชา สมุทยา
อาสวสมุทโย๒- เพราะอวิชชาเป็นสมุทัย อาสวะจึงเกิด. เพราะ
๑. สํ. นิ. ๑๖/๑๙๗. ๒. ม. มู. ๑๒/๑๓๐.

988
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 989 (เล่ม 68)

ปรากฏในพระบาลีว่า อวิทฺวา ภิกฺขเว อวิชฺชาคโต ปุญฺญาภิสงฺ-
ขารมฺปิ อภิสงฺขโรติ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ไม่รู้ไปสู่อวิชชา
ย่อมปรุงแต่ง แม้ปุญญาภิสังขาร และเพราะความไม่ทั่วไป. อนึ่ง
พึงทราบประโยชน์ ในการแสดงเหตุผลอย่างหนึ่ง ๆ ในที่ทั้งปวง ด้วย
การปกป้องการแสดงเหตุผลอย่างหนึ่ง ๆ นั้นนั่นแหละ.
ในบทนี้พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ความ
ที่อวิชชามีโทษเป็นผลไม่น่าปรารถณาโดยส่วนเดียวเป็นปัจจัยแห่งปุญญา.
ภิสังขารและอาเนญชาภิสังขารจะถูกต้องได้อย่างไร. เพราะอ้อยย่อมไม่
เกิดขึ้นจากพืชสะเดาได้. จักไม่ถูกต้องได้อย่างไร. เพราะในโลก
วิรุทฺโธ จาวิรุทฺโธ จ สทิสาสทิโส ตถา
ธมฺมานํ ปจฺจโย สิทฺโธ วิปากา เอว เต จ น.
ธรรมทั้งหลายที่สำเร็จเป็นปัจจัยแล้ว ผิดฐานะ
กันก็มี เหมือนกันก็มี อนึ่ง เป็นเช่นเดียวกันและ
ไม่เป็นเช่นเดียวกันก็มี ธรรมเหล่านั้นหาใช่วิบาก
อย่างเดียวไม่.
ด้วยประการฉะนี้พึงทราบว่า อวิชชานี้จึงเป็นผลไม่น่าปรารถนา
โดยส่วนเดียวด้วยสามารถวิบาก. อวิชชาแม้มีโทษด้วยสามารถสภาวะ
ก็ยังเป็นปัจจัยด้วยสามารถเป็นปัจจัยแห่งความผิดและไม่ผิดโดยฐานะกิจ

989
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 990 (เล่ม 68)

และสภาวะตามสมควรแก่ปุญญาภิสังขารเป็นต้นเหล่านั้นทั้งหมด และ
ด้วยสามารถเป็นปัจจัยเหมือนกันและไม่เหมือนกัน.
อีกอย่างหนึ่ง
บุคคลใดหลงไปในสงสารอันมีจุติ และอุปบัติ
ในลักษณะแห่งสังขารทั้งหลาย และในธรรมอัน
อาศัยกันเกิดขึ้น.
บุคคลนั้นย่อมตกแต่งสังขาร ๓ อย่างเหล่านั้น
เพราะอวิชชานี้เป็นปัจจัยแห่งสังขาร ๓ เหล่านั้น.
เหมือนคนตาบอดแต่กำเนิดไม่มีผู้นำไป บาง
ครั้งก็ไปถูกทาง บางครั้งก็ไปนอกทางฉันใด.
คนพาล เมื่อท่องเที่ยวไปในสงสารไม่มีผู้แนะ-
นำ ก็ฉันนั้น. บางครั้งก็ทำบุญ บางครั้งก็ทำบาป.
เมื่อใดคนนั้นรู้ธรรมแล้วตรัสรู้อริยสัจ เมื่อนั้น
จัดเที่ยวไปอย่างผู้สงบ เพราะอวิชชาสงบ.
บทว่า สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ - เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึง
มีวิญญาณ ความว่า กองวิญญาณมี ๖ คือ จักขุวิญญาณ ๑ โสต-
วิญญาณ ๑ ฆานวิญญาณ ๖ ชิวหาวิญญาณ ๑ กายวิญญาณ ๑ มโน-
วิญญาณ ๑ ในวิญญาณเหล่านั้น จักขุวิญญาณมี ๒ อย่าง คือ กุศล-

990
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 991 (เล่ม 68)

วิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑. โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณก็เหมือนกัน. มโนวิญญาณมี ๒๒ คือ วิบากมโนธาตุ ๒.
อเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ๓. สเหตุกวิบากจิต ๘. รูปาวจรวิบากจิต ๕.
อรูปาวจรวิบากจิต ๔. วิญญาณทั้งหมดเป็นโลกิยวิบากวิญญาณ ๓๒ ด้วย
ประการฉะนี้.
ในข้อนั้นพึงมีคำถามว่า จะพึงรู้ได้อย่างไรว่าวิญญาณมีประการ
ดังกล่าวนี้ มีเพราะสังขารเป็นปัจจัย. เพราะไม่มีวิบากในความที่ไม่ได้
สะสมกรรมไว้. จริงอยู่ วิบากนี้ย่อมไม่เกิดในเพราะความไม่มีกรรมที่
สะสมไว้. ผิว่า พึงเกิด. วิบากทั้งหมดของกรรมทั้งปวงพึงเกิด. แต่วิบาก
ทั้งปวงไม่เกิด เพราะฉะนั้น พึงรู้ข้อนี้ว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย
วิญญาณจึงมี.
จริงอยู่ วิญญาณนี้ทั้งหมดย่อมเป็นไป ๒ ส่วน ด้วยสามารถ
ปฏิสนธิที่เป็นไป. ในวิญญาณนั้น วิญญาณ ๑๓ เหล่านี้ คือ วิญญาณ
๕ อย่างละ ๒ มโนธาตุ ๒ เหตุกมโนวิญญาณธาตุ สหรคตด้วยโสม-
นัส ๑. ย่อมเป็นไปในความเป็นไปในปัญจโวการภพ. วิญญาณ ๑๙ ที่
เหลือย่อมเป็นไปในปวัตติกาลบ้าง ในปฏิสนธิบ้างตามสมควรในภพ ๓.
ลทฺธปฺปจฺจยมิติ ธมฺม - มตฺตเมตํ ภวนฺตรมุเปติ
นาสฺส ตโต สงฺกนฺติ น ตโต เหตุ วินา โหติ.

991
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 992 (เล่ม 68)

วิญาณนี้เป็นเพียงธรรมได้ปัจจัยแล้ว ย่อม
เข้าถึงภพอื่นด้วยประการฉะนี้ ความเคลื่อนไปจาก
ภพ ย่อมไม่มีแก่วิญญาณนั้น วิญญาณเว้นเหตุจาก
ภพนั้นก็มีไม่ได้.
ท่านอธิบายว่า วิญญาณนี้เกิดขึ้นเพียงอาศัยรูปธรรมและอรูป-
ธรรมเป็นปัจจัยอันได้แล้ว ย่อมเข้าถึงภพอื่น มิใช่สัตว์ มิใช่ชีวะด้วย
ประการฉะนี้ อนึ่ง ความเคลื่อนจากภพในอดีตมาในภพนี้ของวิญญาณ
นั้นก็ไม่มี ความปรากฏของวิญญาณในโลกนี้ เว้นเหตุจากภพอดีตก็มี
ไม่ได้. อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวว่า การจุติโดยการเคลื่อนไปมีก่อน.
การปฏิสนธิโดยการสืบต่อระหว่างภพเป็นต้น มีภายหลัง.
ในบทนี้พระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า เมื่อมีความไม่เคลื่อนไป
ปรากฏอย่างนี้ จะพึงมีผลของสิ่งอื่นโดยความเป็นอื่น เพราะขันธ์ใน
อัตภาพมนุษย์นี้ดับไป เพราะกรรมอันเป็นปัจจัยของผลไม่ไปในวิญ-
ญาณนั้น มิใช่หรือ. อนึ่ง เมื่อไม่มีผู้เสพ ผลจะพึงมีแก่ใครเล่า.
เพราะฉะนั้น วิธีนี้จึงไม่งาม.
ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ว่า
สนฺตาเน ยํ ผลํ เอตํ นาญฺญสฺส น จ อญฺญโต
พีชานํ อภิสงฺขาโร เอตสฺสตฺถสฺส สาธโก.

992
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 993 (เล่ม 68)

ผลใดในสันดาน ผลนี้มิใช่ของกรรมอื่น
และไม่มีแต่กรรมอัน การปรุงแต่งพืชทั้งหลายเป็น
ข้อพิสูจน์เนื้อความนี้.
ผลสฺสุปฺปติยา เอว สิทฺธา ภุญฺชกสมฺมติ
ผลุปฺปาเทน รุกฺขสฺส ยถา ผลติสมฺมติ.
สมมติว่า บุคคลผู้เสวยสำเร็จ เพราะความ
เกิดขึ้นแห่งผล ก็เหมือนกับสมมติว่า ต้นไม้ย่อม
ผลิผล เพราะความเกิดขึ้นแห่งผล.
แม้ผู้ใดพึงกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ สังขารเหล่านี้มีอยู่ก็ตาม
ไม่มีอยู่ก็ตาม พึงเป็นปัจจัยแก่ผล. อนึ่ง ผิว่า มีอยู่ในขณะเป็นไป
นั่นแหละ ก็พึงเป็นวิบากแห่งสังขารเหล่านั้น. ครั้นไม่มีอยู่ สังขาร
ทั้งหลาย พึงนำมาซึ่งผลเป็นนิจทั้งก่อนและหลังจากความเป็นไป. ปัญหา
กรรมนั้นพึงตอบกะผู้นั้นอย่างนี้ว่า
กฏตฺตา ปจฺจยา เอเต น จ นิจฺจผลาวหา
ปาฏิโภคาทิกํ ตตฺถ เวทิตพฺพํ นิทสฺสนํ.
สังขารเหล่านี้เป็นปัจจัยเพราะกระทำ มิใช่
นำมาซึ่งผลเป็นนิจเลย ในเรื่องนั้น พึงทราบเรื่อง
นายประกันเป็นต้น เป็นตัวอย่าง.

993
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 994 (เล่ม 68)

บทว่า วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ - เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย
จึงมีนามรูป ความว่า เวทนา สัญญา สังขาร เป็นนาม. มหาภูต
รูป ๔ และรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูป. ธรรม ๒๓ เหล่านี้ได้
รูป ๒๐ คือ วัตถุทสกะ กายทสกะ ในขณะแห่งปฏิสนธิของสัตว์
ผู้เกิดในครรภ์ ผู้ไม่มีภาวะ กับสัตว์ผู้เกิดในไข่ และอรูปขันธ์ ๓๑
พึงทราบว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป. เพิ่มภาวทสกะ
แห่งสัตว์ผู้มีภาวรูป จึงเป็นธรรม ๓๓.
ธรรม ๔๒ เหล่านี้ คือ รูป ๓๙ คือ จักขุทสกะ โสตทสกะ
วัตถุทสกะ และชีวิตินทริยนวกะ ในขณะแห่งปฏิสนธิของพรหมกายิกา
คือเทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหมเป็นต้น ในบรรดาสัตว์ผู้เป็นโอปปาติกะ
ทั้งหลาย และอรูปขันธ์ ๓. พึงทราบว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมี
นามรูป.
อนึ่ง ในกามภพธรรม ๗๓ เหลานี้ คือ รูป ๗๐ ได้แก่ จักขุ-
ทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ กายทสกะ วัตถุทสกะ
ภาวทสกะ ในขณะปฏิสนธิของโอปปาติกะก็ดี สังเสทชะก็ดี ซึ่งมี
อายตนะบริบูรณ์ตามสภาพ. และอรูปขันธ์ ๓. ชื่อว่า เพราะวิญญาณ
เป็นปัจจัย จึงมีนามรูป. นี้เป็นความยอดเยี่ยม. แต่โดยความย่อหย่อน
๑. อรูปขันธ์ ๓ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์.

994