ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 975 (เล่ม 68)

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วย
ฉันทะ และสังขารอันเป็นประธาน . . . ครั้นแล้วย่อมรู้อย่างนี้ว่า รูปนี้
เกิดขึ้นด้วยโสมนัสสินทรีย์ รูปนี้เกิดขึ้นด้วยโทมนัสสินทรีย์ รูปนี้เกิด
ขึ้นด้วยอุเบกขินทรีย์ ภิกษุนั้นมีจิตอื่นอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์
ผ่องแผ้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจ
ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจของตน คือ จิตมีราคะก็รู้ว่า จิตมีราคะ
หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่า จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่า จิตมี
โทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่า จิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้
ว่า จิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่า จิตปราศจากโมหะ จิต
หดหู่ก็รู้ว่า จิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่า จิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต
ก็รู้ว่า จิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคตก็รู้ว่า จิตไม่เป็นมหรคต
จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่า จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้
ว่า จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่า จิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่
เป็นสมาธิก็รู้ว่า จิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่า จิตหลุดพ้น หรือ
จิตไม่หลุดพ่นก็รู้ว่า จิตไม่หลุดพ้น จิตน้อมไปก็รู้ว่า จิตน้อมไป หรือ
จิตไม่น้อมไปก็รู้ว่า จิตไม่น้อมไป.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดจริยา
วิญญาณหลายอย่าง หรืออย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภท

975
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 976 (เล่ม 68)

และด้วยสามารถความผ่องใสแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นเจโตปริยญาณ.
๕๒. อรรถกถาเจโตปริยญาณนิทเทส
[๒๕๕] พึงทราบวินิจฉัยในเจโตปริยญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้
บทว่า โส เอวํ ปชานาติ - ภิกษุนั้นย่อมรู้อย่างนี้ ความว่า
บัดนี้พระสารีบุตรเถระจะยกวิธีที่ควรกล่าวขึ้นแสดง.
บทมีอาทิว่า อิทํ รูปํ โสมนสฺสินฺทฺริยสมุฏฺฐิตํ - รูปนี้เกิด
ขึ้นด้วยโสมนัสสินทรีย์เป็นวิธีอันภิกษุผู้เพ่ง เป็นอาที่กรรมิกควรปฏิ-
บัติอย่างไร ? อันภิกษุผู้เพ่งประสงค์จะยังญาณนั้นให้เกิดขึ้น ควรให้
ทิพจักษุญาณเกิดก่อน. เพราะเจโตปริยญาณนั้นย่อมสำเร็จด้วยสามารถ
แห่งทิพจักษุ. ญาณนั้นเป็นบริกรรมของทิพจักษุนั้น. เพราะฉะนั้น
ภิกษุนั้นเจริญอาโลกกสิณเห็นสีของโลหิตอันเป็นไปอยู่ เพราะอาศัย
หทัยรูปของตนอื่นด้วยทิพจักษุจึงควรแสวงหาจิต. เพราะโลหิตนั้น
เมื่อกุศลโสนมนัสยังเป็นไปอยู่ ย่อมมีสีแดงคล้ายสีของลูกไทรสุก. เมื่อ
อกุศลโสมนัสยังเป็นไปอยู่ โลหิตนั้นย่อมมีสีขุ่นมัว. เมื่อโทมนัสยังเป็น
อยู่ ย่อมมีสีดำขุ่นมัวเหมือนสีลูกหว้าสุก. เมื่อกุศลอุเบกขายังเป็นไปอยู่
ย่อมมีสีใสเหมือนน้ำมันงา. เมื่ออกุศลอุเบกขายังเป็นไปอยู่ โลหิตนั้น
ย่อมขุ่นมัว. เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นเห็นสีโลหิตหทัยของคนอื่นว่า

976
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 977 (เล่ม 68)

รูปนี้เกิดขึ้นด้วยโสมนัสสินทรีย์. รูปนี้เกิดขึ้นด้วยโทมนัสสินทรีย์ รูปนี้
เกิดขึ้นด้วยอุเบกขินทรีย์ดังนี้ แล้วแสวงหาจิตควรทำเจโตปริยญาณให้มี
กำลัง. เพราะเมื่อเจโตปริยญาณนั้นมีกำลังอย่างนี้ ภิกษุย่อมรู้จิตอันมี
ประเภทเป็นกามาวจรเป็นต้น แม้ทั้งหมดโดยลำดับ ก้าวไปจากจิตสู่จิต
เว้นการเห็นรูป (สี) ของหทัย. แม้ในอรรถกถาท่านก็กล่าวไว้ว่า
ถามว่า ผู้ประสงค์จะรู้จิตของผู้อื่นในอรูปภพ
ย่อมเห็นหทัยรูปของใคร ? ย่อมแลดูความวิการ
แห่งอันทรีย์ของใคร ? ตอบว่าไม่แลดูของใคร ๆ
นี้เป็นวิสัยของผู้มีฤทธิ์ คือ ภิกษุคำนึงถึงจิตในที่
ไหน ๆ ย่อมรู้จิต ๑๖ ประเภท. ก็นี้เป็นกถาด้วย
อำนาจแห่งการไม่ทำความยึดมั่น ๑ .
บทว่า ปรสตฺตานํ - แห่งสัตว์อื่น คือ แห่งสัตว์ที่เหลือเว้นตน.
บทว่า ปรปุคฺคลานํ แห่งบุคคลอื่น แม้บทนี้ก็มีความอย่าง
เดียวกับบทว่า ปรสตฺตานํ นี้ แต่ท่านกล่าวความต่างกันด้วยความ
ไพเราะแห่งเทศนา และด้วยพยัญชนะ ด้วยสามารถเวไนยสัตว์.
บทว่า เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ - กำหนดรู้ใจด้วย
ใจ คือ กำหนดรู้ใจของสัตว์เหล่านั้น ด้วยใจของตนโดยประการต่าง ๆ
๑. วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ หน้า ๒๔๗ - ๘.

977
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 978 (เล่ม 68)

ด้วยอำนาจจิตมีราคะเป็นต้น. วา ศัพท์ ในบทมีอาทิว่า สราคํ วา เป็น
สมุจจยัตถะ คือ อรรถว่ารวบรวม.
ในบทนั้น จิตสหรคตด้วยโลภะ ๘ อย่าง ชื่อว่าจิตมีราคะ.
กุศลจิตและอัพยากตจิตเป็นไปในภูมิ ที่เหลือชื่อว่าจิตปราศจากราคะ.
ส่วนจิต ๔ ดวงเหล่านี้ คือ จิตที่สหรคตด้วยโทมนัส ๒ ดวง
จิตที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ ๒ ดวง ไม่สงเคราะห์เข้าในทุกะ
นี้. แต่พระเถระบางพวกสงเคราะห์จิตแม้เหล่านี้ ด้วยบทว่า วีตราค
- ปราศจากราคะ.
ส่วนจิตสหรคตด้วยโทมนัส ๒ อย่าง ชื่อว่าจิตมีโทสะ. กุศลจิต
และอัพยากตจิต เป็นไปในภูมิ ๔ แม้ทั้งหมด ชื่อว่าจิตปราศจากโทสะ.
อกุศลจิต ๑๐ ที่เหลือไม่สงเคราะห์เข้าในทุกะนี้. แต่พระเถระบางพวก
สงเคราะห์อกุศลจิตแม้เหล่านั้นด้วยบทว่า วีตโทสํ - ปราศจากโทสะ.
แต่ในบทนี้ว่า สโมหํ วีตโมหํ - จิตมีโมหะ จิตปราศจาก
โมหะ สองบทนี้สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ ด้วยสามารถเป็น
เอกเหตุกะของโมหะ ชื่อว่าจิตมีโมหะ. อกุศลจิตแม้ ๑๒ อย่าง พึงทราบ
ว่า ชื่อว่าจิตมีโมหะ เพราะโมหะเกิดในอกุศลทั้งหมด. กุศลและอัพยากฤต
ที่เหลือเป็นจิตปราศจากโมหะ.

978
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 979 (เล่ม 68)

ส่วนจิตที่เนื้อด้วยถีนมิทธะเป็นจิตหดหู่ จิตที่เนื่องด้วยอุท-
ธัจจะเป็นจิตฟุ้งซ่าน.
รูปาวจรจิตและอรูปาวจรจิต เป็นจิตมหรคต. จิตเป็นไปในภูมิ
๓ แม้ทั้งหมดเป็นจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า. โลกุตรจิตเป็นจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า
จิตที่ถึงอุปจาระและจิตถึงอัปปนา เป็นจิตมีสมาธิ. จิตที่ไม่ถึง
ทั้งสองอย่างนั้นเป็นจิตไม่มิสมาธิ.
จิตที่ถึงตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัส-
สัทธิวิมุตติ และนิสสรณวิมุตติ เป็นจิตพ้นแล้ว. จิตที่ไม่ถึงวิมุตติ ๕ นี้
พึงทราบว่า เป็นจิตยังไม่พ้นแล้ว.
ภิกษุผู้ได้เจโตปริยญาณ ย่อมรู้จิตแม้มีประเภท ๑๖ อย่าง
ปุถุชนทั้งหลายย่อมไม่รู้มรรคจิต และผลจิต ของพระอริยะ
ทั้งหลาย. แม้พระอริยะชั้นต่ำ ก็ไม่รู้มรรคจิต และผลจิต ของพระ-
อริยะชั้นสูง ๆ แต่พระอริยะชั้นสูง ๆ ย่อมรู้จิตของพระอริยะชั้นต่ำ ๆ ด้วย
ประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาเจโตปริยญาณนิทเทส

979
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 980 (เล่ม 68)

บุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทส
[๒๕๖] ปัญญาในการกำหนดธรรมทั้งหลาย อันเป็นไปตาม
ปัจจัยด้วยสามารถความแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว เป็น
บุพเพนิวาสานุสติญาณอย่างไร ?
ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่ง
ด้วยฉันทะและสังขารอันเป็นประธาน ฯลฯ ครั้นแล้วย่อมรู้ชัดอย่างนี้
ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็ย่อมมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น คือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬา-
ยตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย
จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึง
มีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วย
ประการอย่างนี้ ภิกษุนั้นมีจิตอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว
ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสติญาณ เธอย่อมระลึกถึงชาติ
ก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติ
บ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติ

980
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 981 (เล่ม 68)

บ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสน
ชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมาก
บ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่าในชาติโน้นเราได้มีชื่อ
อย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น
ได้เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจาก
ชาตินั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนี้
มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ ได้เสวยสุขเสวย
ทุกข์อย่างนี้ ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านี้ ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มา
เกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ
พร้อมทั้งอุทเทส ด้วยประการฉะนี้.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรม
อันเป็นไปตามปัจจัย ด้วยสามารถการแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรือ
อย่างเดียว เป็นบุพเพนิวาสานุสติญาณ.
๕๓. อรรถกถาบุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทส
[๒๕๖] พึงทราบวินิจฉัยในบุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทส ดัง
ต่อไปนี้. บทมีอาทิว่า เอวํ ปชานาติ - ภิกษุรู้ชัดอย่างนี้ พระสารี-

981
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 982 (เล่ม 68)

บุตรเถระกล่าวเพื่อแสดงวิธีให้เกิดอิทธิบาทนั้น แก่ผู้ใคร่เพื่อยังบุพเพ-
นิวาสานุสติญาณให้เกิดแก่จิตที่อบรมแล้วในอิทธิบาท ๔.
จริงอยู่ ภิกษุครั้นเห็นปฏิจจสมุปบาทโดยลำดับแล้ว ย่อมเห็น
ความสังเขปแห่งผลอันเกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือ วิญญาณ นามรูป สฬา-
ยตนะ ผัสสะ และเวทนา.
ย่อมเห็นความสังเขปแห่งเหตุ กล่าวคือ กรรม กิเลสในภพก่อน
อันเป็นปัจจัยแห่งความสังเขปของผลนั้น.
ย่อมเห็นความสังเขปแห่งผลในภพก่อนอันเป็นปัจจัยแห่งความ
สังเขปแห่งเหตุนั้น.
ย่อมเห็นความสังเขปแห่งเหตุในภพที่ ๓ อันเป็นปัจจัยแห่งความ
สังเขปแห่งผลนั้น.
ย่อมเห็นเบื้องหน้าของชาติ ด้วยการเห็นปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้.
การมนสิการปฏิจจสมุปบาท มีอุปการะมากแก่บุพเพนิวาสานุสติญาณ
ด้วยประการฉะนี้.
ในบทเหล่านั้นบทนี้ว่า อิมสฺมึ สติ อทํ โหติ, อิมสฺสุปฺ-
ปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ - เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น
สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เป็นคำยกขึ้นขยายความของปฏิจจสมุปบาท. หากถามว่า
เมื่อสำเร็จความด้วยคำอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งบทเหล่านั้น. เพราะเหตุไร
จึงกล่าวเป็น ๒ อย่าง. ตอบว่า เพราะมีความต่างกันโดยอรรถ.

982
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 983 (เล่ม 68)

บทว่า อิมสฺมึ สติ - เมื่อสิ่งนี้มี คือ เมื่อปัจจัยนี้มีอยู่. บทนี้
กล่าวทั่วไปของปัจจัยทั้งหมด.
บทนี้ว่า อิทํ โหติ - สิ่งนี้ย่อมมี คือ สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้นเพราะ
ปัจจัย. บทนี้กล่าวทั่วไปของสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยทั้งหมด. ด้วยคำ
ทั้งสิ้นนี้ อเหตุกวาทะเป็นอันท่านปฏิเสธแล้ว เพราะธรรมเหล่าใดเกิด
เพราะปัจจัย ไม่เกิดเพราะไม่มีปัจจัย ธรรมเหล่านั้นไม่ชื่อว่าอเหตุกะ-
บทว่า อิมสฺสุปฺปาท - เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น คือ เพราะเหตุ
ปัจจัยเกิดขึ้น. บทนี้เป็นคำกล่าวแสดงความต่างแห่งความเกิดขึ้นของ
ปัจจัยทั้งหมด.
บทนี้ว่า อทํ อุปฺปชฺชติ - สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น คือ สิ่งนี้มีปัจจัย
เกิดขึ้นจึงเกิด. บทนี้กล่าวแสดงถึงความที่ปัจจัยทั้งหมดเกิดขึ้น จึงเกิด
ขึ้นต่อแต่นั้นไป. ด้วยคำทั้งสิ้นนี้ สัสสตวาทะและอเหตุกวาทะเป็นอัน
ท่านปฏิเสธแล้ว เพราะธรรมเหล่าใดมีเกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นไม่เที่ยง
เพราะฉะนั้น ท่านจึงอธิบายไว้ว่า เมื่อความที่ธรรมทั้งหลายมีเหตุมีอยู่
ธรรมเหล่านั้นมีความไม่เที่ยงเป็นเหตุ มิใช่มีบุรุษเป็นปกติเป็นต้นซึ่ง
สมมติว่าเที่ยงในโลกเป็นเหตุ.
บทว่า ยทิทํ เป็นคำชี้แจงอรรถที่ควรชี้แจง.
ในบทนี้ว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา - เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย

983
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 984 (เล่ม 68)

จึงมีสังขาร มีอธิบายดังต่อไปนี้ ผลเกิดขึ้นเพราะอาศัยสิ่งใด สิ่งนั้น
ก็เป็นปัจจัย.
บทว่า ปฏิจฺจ - อาศัย คือ ไม่พราก. อธิบายว่า ไม่บอกคืน.
บทว่า เอติ คือ ย่อมเกิดขึ้นและย่อมเป็นไป. อีกอย่างหนึ่ง
มีอรรถว่า เป็นอุปการะ เป็นปัจจัย. อวิชชานั้นด้วยเป็นปัจจัยด้วย เพราะ
เหตุนั้น ชื่อว่าอวิชชาเป็นปัจจัย. เพราะฉะนั้น ควรประกอบว่า
อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สมฺภวนฺติ - เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี
สังขาร. พึงทำการประกอบ สมฺภวนฺติ ศัพท์ แม้ด้วยบทที่เหลือ.
อนึ่ง ในบทว่าโสกะเป็นต้น มีความดังต่อไปนี้. ความแห้งใจ
ชื่อว่า โสกะ. ความคร่ำครวญ ชื่อว่า ปริเทวะ. สิ่งที่สิ้นไปได้ยาก
ชื่อว่า ทุกขะ หรือสิ่งน่ากลัว ๒ อย่าง คือ ด้วยสามารถแห่งความ
เกิด และความตั้งอยู่ ชื่อว่า ทุกข์. ความเสียใจ ชื่อว่า โทมนัส.
ความแค้นใจยิ่ง ชื่อว่า อุปายาส.
ในบทนี้ว่า สมฺภวนฺติ - ย่อมมี คือ ย่อมเกิด.
บทว่า เอวํ เป็นบทแสดงนัยที่แสดงแล้ว. ด้วยบทนั้น พระ-
สารีบุตรเถระแสดงว่า ด้วยเหตุมีอวิชชาเป็นต้น. มิใช่ด้วยลัทธิทั้งหลาย
มีพระเจ้าสร้างขึ้นเป็นต้น.
บทว่า เอตสฺส คือ ตามที่กล่าวแล้ว.

984