ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 965 (เล่ม 68)

ภิกษุนั้นย่อมทำการผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินนั้นเหมือนในน้ำ. มิ
ใช่เพียงการผุดขึ้นดำลงอย่างเดียวเท่านั้น ยังทำสิ่งปรารถนาจะทำก็ได้
เป็นต้น การอาบ การดื่ม การล้างหน้า และการล้างของใช้. อนึ่ง
มิใช่ทำแต่น้ำอย่างเดียวเท่านั้น ยังนึกถึงสิ่งที่ปรารถนาเป็นต้นว่า เนย
ใส น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยว่า ขอสิ่งนี้ ๆ จงเป็นสิ่งประมาณเท่านี้
เถิดดังนี้แล้วทำบริกรรมอธิฏฐาน ย่อมเป็นไปตามอธิฏฐานได้. เมื่อ
ยกขึ้นใส่ภาชนะ เนยใสก็เป็นเนยใสนั่นเอง. น้ำมันเป็นต้นก็เป็นน้ำ-
มัน น้ำก็เป็นน้ำ. ภิกษุนั้นประสงค์จะให้เปียกในน้ำนั้น ก็เปียก.
ประสงค์จะไม่ให้เปียก ก็ไม่เปียก.
อนึ่ง แผ่นดินนั้นเป็นน้ำแก่ภิกษุนั้น. เป็นแผ่นดินแก่ชนที่
เหลือ. บนแผ่นดินนั้นมนุษย์ยังเดินไปได้. ขับยานเป็นต้นได้. แม้
กสิกรรมเป็นต้น ก็ยังทำกันได้เช่นเดิม. หากภิกษุนี้ปรารถนาว่า
แผ่นดินจงเป็นน่าแก่ชนเหล่านั้นเถิด. ก็ย่อมเป็นทีเดียว. ครั้นล่วง
เลยกาลที่กำหนดไว้ ที่ที่กำหนดไว้ที่เหลือเว้นน้ำในหม้อและในพระ
เป็นต้น ตามปกติก็ย่อมเป็นแผ่นดินได้.
ในบทนี้ว่า อุทเกปิ อภิชฺชมาเน คจฺฉติ - เดินไปบนน้ำไม่
แยกก็ได้ มีอธิบายดังต่อไปนี้. ท่านกล่าวน้ำที่เหยียบแล้วจมว่า ภิชฺ-
ชมานํ คือ น้ำแยก. น้ำตรงกันข้ามไม่แยก. ภิกษุประสงค์จะไปอย่างนี้
เข้าปฐวีกสิณ ครั้นออกแล้วกำหนดว่า ขอน้ำจงเป็นแผ่นดินในที่

965
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 966 (เล่ม 68)

ประมาณเท่านี้เถิดแล้วทำบริกรรม พึงอธิฏฐานโดยนัยดังกล่าวแล้ว
นั้นแหละ. น้ำย่อมเป็นแผ่นดินในที่ตามที่กำหนดพร้อมด้วยอธิฏฐาน.
ภิกษุนั้นเดินไปบนน้ำนั้นดุจเดินไปบนแผ่นดิน. มิใช่เดินไป
อย่างเดียว. ยังให้สำเร็จอิริยาบถที่ปรารถนาได้. มิใช่ทำให้เป็น
แผ่นดินได้อย่างเดียวเท่านั้น. ยังนึกอธิฏฐานสิ่งที่ปรารถนาเป็นต้นว่า
แก้วมณี ทองคำ ภูเขาและต้นไม้ โดยนัยดังกล่าวแล้วได้อีกด้วย. ย่อม
เป็นไปตามที่อธิฏฐานนั่นแหละ. น้ำนั้นย่อมเป็นแผ่นดินแก่ภิกษุนั้น
เท่านั้น. ย่อมเป็นน้ำแก่ชนที่เหลือ. ปลาและเต่า และกาน้ำเป็นต้น
ย่อมเที่ยวไปได้ตามความพอใจ. หากว่าภิกษุนี้ปรารถนาจะทำแผ่นดิน
นั้นแก่มนุษย์ทั้งหลายอื่น ก็ย่อมทำได้. แต่ย่อมเป็นน้ำโดยล่วงเลยกาล
ตามที่กำหนดไว้.
บทว่า อากาเสปิ ปลฺลงฺเกน จงฺกมติ - เหาะไปในอากาศก็ได้
คือ ไปโดยนั่งขัดสมาธิโดยรอบบนอากาศก็ได้.
บทว่า ปกฺขี สกุโณ คือ นกมีปีก มิใช่นกที่มีปีกไม่สมบูรณ์
หรือนกปีกหัก. เพราะว่านกเช่นนั้นไม่สามารถบินไปบนอากาศได้.
ภิกษุผู้ประสงค์จะไป่ในอากาศอย่างนี้เข้าปฐวีกสิณ ครั้นออกแล้ว จาก
ปรารถนาจะนั่งไป. ควรกำหนดที่ขนาดบัลลังก์ทำบริกรรมแล้วอธิฏฐาน
โดยนัยดังกล่าวแล้ว.

966
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 967 (เล่ม 68)

หากประสงค์จะนอนไป. ควรกำเนิดขนนาดเตียง. หากประสงค์
จะเดินไป. ควรกำหนดระยะทาง. ครั้นกำหนดที่ตามสมควรอย่างนี้
ด้วยประการฉะนี้ แล้วควรอธิฏฐานว่า ขออากาศจงเป็นแผ่นดินโดย
นัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. อากาศก็จะเป็นแผ่นดินพร้อมกับอธิฏฐาน
นั่นเอง.
อนึ่ง ภิกษุประสงค์จะไปในอากาศควรไจทิพจักษุด้วย. เพราะ
เหตุไร ? เพราะในระหว่างย่อมมีภูเขาและต้นไม่เป็นต้น อันเกิดตาม
ฤดูกาล. หรือนาคและครุฑเป็นต้น หวงห้าม ทรายไว้. เพื่อจะได้เห็น
พึงเหล่านั้น. ก็ครั้นเห็นสิ่งเหล่านั้นแล้วควรทำอย่างไร ? ควรเข้าฌาน
เป็นบาท ครั้นออกแล้วทำบริกรรมว่า ขอจงเป็นอากาศเถิดแล้วอธิฏ-
ฐาน.
อีกอย่างหนึ่ง แม้เพื่อจะลงในที่ว่างก็ควรได้ทิพจักษุนี้. เพราะ
หากว่าภิกษุนี้ลงที่ท่าอาบน้ำ หรือที่ประตูบ้านอันมิใช่ที่ว่าง. จะปรากฏ
แก่มหาชน. เพราะฉะนั้น มองดูด้วยทิพจักษุแล้วเว้นที่ไม่ว่าง ลงใน
ที่ว่างด้วยประการฉะนี้.
ในบทนี้ว่า อิเมปิ จนฺทิมสุริเย เอวํมหิทฺธิเก เอวํ มหา-
นุภาเว - ลูบคลำพระจันทร์ พระอาทิตย์แม้เหล่านี้ ซึ่งมีฤทธิ์มาก มี
อานุภาพมาก พึงทราบความดังต่อไปนี้. พึงทราบความมีฤทธิ์มากของ
พระจันทร์พระอาทิตย์ ด้วยการโคจรตลอดหมื่นสองพันโยชน์ ความ

967
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 968 (เล่ม 68)

มีอานุภาพมากด้วยการทำแสงสว่างในขณะเดียวกัน ๓ ทวีป. หรือมี
ฤทธิ์มากด้วยการโคจรไปเบื้องบนและแผ่แสงสว่างไป ด้วยอาการอย่างนี้.
มีอานุภาพมากด้วยความมีฤทธิ์มากนั้นนั่นเอง.
บทว่า ปรามสติ คือ ลูบหรือสัมผัสในส่วนหนึ่ง,
บทว่า ปริมชฺชติ คือ คลำดุจคลำพื้นกระจกโดยรอบ.
อนึ่ง ฤทธิ์ของภิกษุนั้น นี้ย่อมสำเร็จด้วยสามารถแห่งฌานมี
อภิญญาเป็นบาท. ในฤทธิ์นี้ไม่นิยมกสิณสมาบัติ. ผิว่า ภิกษุนี้ปรารถนา
จะไปลูบ. ก็ไปลูบได้. หากปรารถนาเพื่อจะนั่งหรือนอนลูบที่พระจันทร์
พระอาทิตย์นี้. ก็อธิฏฐานว่า ขอพระจันทร์พระอาทิตย์จงมีที่บ่วงมือ
เถิด. ด้วยกำลังอธิฏฐานภิกษุจะลูบพระจันทร์พระอาทิตย์ ซึ่งมาปรากฏ
ที่บ่วงมือ ดุจผลตาลหลุดจากขั้วฉะนั้น. หรือเอื้อมมือไปลูบได้.
อนึ่ง เมื่อภิกษุเอื้อมมือไปอุปาทินนกะ หรือว่า อนุปาทินนกะ
เอื้อมไป. อนุปาทินนกะเอื้อมไป เพราะอาศัยอุปาทินนกะ. ภิกษุทำ
อย่างนี้มิใช่ลูบพระจันทร์พระอาทิตย์ได้อย่างเดียว. หากปรารถนาทำให้
เป็นที่เช็ดเท้าก็ตั้งไว้ที่เท้า. ทำตั่งนั่งก็ได้. ทำเตียงนอนก็ได้. ทำหมอน
หนุนก็ได้. แม้จะมีอย่างอื่นอีกก็เหมือนมีอย่างเดียว. เพราะเมื่อภิกษุ
แสนรูปทำอย่างนี้ ฤทธิ์ของภิกษุเหล่านั้นย่อมสำเร็จอย่างนั้น แก่รูป
หนึ่ง ๆ เท่านั้น. การโคจรการทำแสงสว่างของพระจันทร์พระอาทิตย์

968
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 969 (เล่ม 68)

ย่อมมีเป็นปกติ. เหมือนอย่างว่ามณฑลพระจันทร์ย่อมปรากฏที่ถาด
ทั้งหมดอันเต็มด้วยน้ำตั้งพันถาด. การโคจรและการทำแสงสว่างของ
พระจันทร์ก็มีเป็นปกติฉันใด. ปาฏิหาริย์นี้ก็อุปมาฉันนั้น.
บทว่า ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตตฺ - ใช้อำนาจ
ทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ความว่า ทำพรหมโลกให้เป็นที่กำหนด
แล้วทำอภิญญาหลายอย่างในระหว่างนี้ใช้อำนาจ คือ ความเป็นอิสระ
ทางกายของตน. ส่วนความพิสดารในนิทเทสนี้ จักมีแจ้งในอิทธิกถา
ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาอิทธิวิธญาณนิทเทส
โสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทส
[๒๕๔] ปัญญาในการกำหนดเสียงเป็นนิมิตหลายอย่าง หรือ
อย่างเดียว ด้วยสามารถการแผ่วิตกไป เป็นโสตธาตุวิสุทธิญาณอย่างไร ?
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วย
ฉันทะและสังขารอันเป็นประธาน. . .ภิกษุนั้นย่อมอบรมข่มจิต ทำจิต
ให้อ่อน ควรแก่การงาน ในอิทธิบาท ๔ ประการนี้ ครั้นแล้วย่อม

969
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 970 (เล่ม 68)

มนสิการถึงเสียงเป็นนิมิตแห่งเสียงทั้งหลาย แม้ในที่ไกล แม้ในที่ใกล้
แม้เป็นเสียงหยาบ แม้เป็นเสียงละเอียด แม้เป็นเสียงละเอียดยิ่งนัก
ย่อมมนสิการถึงเสียงเป็นนิมิตแห่งเสียงทั้งหลายในทิศตะวันออก ใน
ทิศตะวันตก ในที่เหนือ ในทิศใต้ แม้ในทิศอาคเนย์ แม้ในทิศ-
พายัพ แม้ในทิศอีสาน แม้ในทิศหรดี แม้ในทิศเบื้องต่ำ แม้ในทิศ
เบื้องบน ภิกษุนั้นมีจิตอันอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ย่อม
โน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณอันหมดจดแห่งโสตธาตุ เธอย่อมฟังเสียงได้ทั้ง
๒ อย่าง คือ ทั้งเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งในที่ไกลและในที่ใกล้
ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดเสียง
เป็นนิมิตหลายอย่าง หรืออย่างเดียว ด้วยสามารถการแผ่วิตกไป เป็น
โสตธาตุวิสุทธิญาณ.
๕๑. อรรถกถาโสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทส
[๒๕๔] พึงทราบวินิจฉัยในโสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้
นี้. ท่านกล่าวบทมีอาทิว่า ทูเรปิ สทฺทานํ - แห่งเสียงทั้งหลาย แม้ในที่

970
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 971 (เล่ม 68)

ไกล เพื่อชี้แจงถึงอุบายของภิกษุผู้เป็นอาทิกรรมิก - ผู้ทำกรรมครั้งแรก
ประสงค์จะยังทิพโสตให้เกิด.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ทูเรปี สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ - เสียง
เป็นนิมิตแห่งเสียงทั้งหลาย แม้ในที่ไกล คือ เสียงในระหว่างแห่งเสียง
ทั้งหลายในที่ไกล. จริงอยู่ เสียงนั่นแหละ เป็นสัททนิมิตด้วยสามารถ
ทำเป็นนิมิต. แม้เมื่อท่านกล่าวว่า ทูเร ก็ได้แก่ในที่เป็นคลองแห่งเสียง
ตามปกตินั่นเอง.
บทว่า โอฬาริกานํ คือ เสียงหยาบ. บทว่า สุขุมานํ คือ
เสียงละเอียด.
บทว่า สณฺหสณฺหานํ คือ เสียงละเอียดยิ่ง. ด้วยบทนี้เป็น
อันท่านกล่าวถึงเสียงละเอียดยิ่ง. ภิกษุผู้เพ่งเป็นอาทิกรรมิกประสงค์
จะยังญาณนี้ให้เกิด เข้าฌานอันมีอภิญญาเป็นบาท ครั้นออกแล้วมีจิต
เป็นบริกรรมสมาธิ ก่อนอื่นควรคำนึงถึงเสียงหยาบของสีหะเป็นต้น
ในที่ไกลเป็นคลองแห่งหูตามปกติ. ควรคำนึงถึงเสียงละเอียดยิ่งโดยตาม
ลำดับ ตั้งแต่เสียงหยาบทั้งปวงอย่างนี้ คือ เสียงระฆังในวัด เสียงกลอง
เสียงสังข์ เสียงสาธยายของสามเณร และภิกษุหนุ่มผู้สาธยาย ด้วย
กำลังทั้งหมด เสียงมีอาทิว่า... อะไรพระคุณเจ้า. อะไรอาวุโส. ของ
ภิกษุผู้กล่าวกถาตามปกติ เสียงนก เสียงลม เสียงเท้า เสียงน้ำเดือด
ดังจิจิ เสียงใบตาลแห้งเพราะแดด เสียงมดดำมดแดงเป็นต้น.

971
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 972 (เล่ม 68)

อนึ่ง ภิกษุกระทำอยู่อย่างนี้ควรมนสิการถึงสัททนิมิตในทิศ ๑๐
มีทิศตะวันออกเป็นต้น ทิศหนึ่ง ๆ โดยลำดับ. ตามนัยดังได้กล่าวแล้ว.
อันภิกษุผู้มนสิการ ควรมนสิการด้วยจิตเป็นไปในมโนทวาร ด้วยการ
เงี่ยหูตามปกติ ในเสียงที่หูได้ยินตามปกติ. เสียงเหล่านั้นย่อมปรากฏ
แก่ภิกษุผู้มีจิตปกติ. แต่ปรากฏอย่างยิ่งแก่ภิกษุผู้มีจิตบริกรรมสมาธิ.
เมื่อภิกษุมนสิการสัททนิมิตอยู่อย่างนี้ มโนทวาราวัชชนะย่อมเกิดเพราะ
ทำอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในเสียงเหล่านั้นว่า บัดนี้ทิพโสตธาตุจักเกิด.
เมื่อมโนทวาราวัชชนะนั้นดับแล้วชวนจิต ๔ หรือ ๕ ดวง ย่อมแล่นไป.
กามาวจรจิตอันมีชื่อว่า บริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู ๓ หรือ ๔
ดวง ย่อมแล่นไป. อัปปนาจิตที่ ๔ ที่ ๕ อันเป็นไปในจตุตถฌานอัน
เป็นรูปาวจร ย่อมแล่นไป.
ญาณอันเกิดขึ้นด้วยอัปปนาจิตนั้น ชื่อว่าทิพโสตธาตุญาณ.
ภิกษุทำญาณนั้นให้มีกำลังกำหนดเพียงองคุลีหนึ่งว่า ในระหว่างนี้เรา
จะฟังเสียง แล้วพึงเจริญ. แต่นั้นพึงเจริญตราบเท่าถึงจักรวาลด้วย
สามารถมีอาทิ ๒ องคุลี ๔ องคุลี ๘ องคุลี คืบ ศอก ภายในห้อง น้ำ
มุข บริเวณปราสาท สังฆาราม โคจรคามและชนบท หรือกำหนดแล้ว ๆ
พึงเจริญให้ยิ่งไปกว่านั้น. ภิกษุนั้นบรรลุอภิญญาอย่างนี้ แม้ไม่เข้าฌาน
อันเป็นบาทอีก ย่อมได้ยินเสียงที่ไปในภายในของโอกาสที่ถูกต้องด้วย
อารมณ์แห่งฌานเป็นบาท ด้วยอภิญญาญาณ. เมื่อได้ยินอย่างนี้หากว่า

972
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 973 (เล่ม 68)

ได้มีโกลาหลเป็นอันเดียวกันด้วยเสียงสังข์ กลองและบัณเฑาะว์เป็นต้น
ตลอดถึงพรหมโลก. เพราะความเป็นผู้ใคร่เพื่อให้กำหนดเฉพาะอย่าง
เดียว ย่อมสามารถให้กำหนดว่า นี้เสียงสังข์. นี้เสียงกลอง. เมื่อได้
ยินเสียงมีประโยชน์ด้วยอภิญญาญาณ ภิกษุย่อมรู้อรรถด้วยกามาวจรจิต
ในภายหลัง. ทิพโสตย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้มีหูเป็นปกติ. มิได้เกิดแก่ภิกษุ
หูหนวก. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ในภายหลังเมื่อหูปกติ แม้เสื่อมไป
ทิพโสตก็ไม่เสื่อมไปด้วยดังนี้.
ในบทนี้ว่า โส ทิพฺพาย โสตธาตุยา - โสตธาตุอันเป็นทิพย์
มีความดังต่อไปนี้ . ชื่อว่า ทิพย์ เพราะเช่นกับทิพย์. ปสาทโสตธาตุ
เป็นทิพย์สามารถรับอารมณ์แม้ในที่ใกล้ เพราะพ้นจากอุปกิเลส ไม่
พัวพันด้วยดี เสมหะและเลือดเป็นต้น เพราะเทวดาทั้งหลายเกิดด้วย
กรรมอันสุจริต. ญาณโสตธาตุก็เช่นกัน. เกิดด้วยกำลังแห่งการเจริญ
ความเพียรของภิกษุนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเช่น
กับทิพย์.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทิพย์ เพราะได้ด้วยสามารถแห่งทิพวิหาร-
ธรรม. และเพราะอาศัยทิพวิหารธรรมด้วยตน. ชื่อว่าโสตธาตุ เพราะ
อรรถว่าฟัง และเพราะอรรถว่าไม่มีชีวะ. อนึ่ง เป็นดุจโสตธาตุด้วยทำ
กิจของโสตธาตุ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าโสตธาตุ. ด้วยโสตธาตุอัน
เป็นทิพย์นั้น.

973
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 974 (เล่ม 68)

บทว่า วิสุทฺธาย คือ บริสุทธิ์ไม่มีอุปกิเลส.
บทว่า อติกฺกนฺตมานุสิกาย - ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วง
โสตของมนุษย์ คือ ด้วยทิพโสตอันล่วงอุปจารของมนุษย์ก้าวล่วง มังส-
โสตธาตุของมนุษย์ด้วยการฟังเสียง.
บทว่า อุโภ สทฺเท สุณาติ คือ ฟังเสียงสองอย่าง. เสียง
สองอย่าง คือ อะไร ? คือ ทั้งเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์. ท่านอธิบาย
ว่า เสียงของเทวดา และของมนุษย์. ด้วยบทนี้พึงทราบการถือเอาที่อยู่.
บทว่า เย ทูเร สนฺติเก จ - ทั้งในที่ไกลและในที่ใกล้ ท่าน
อธิบายว่า ย่อมได้ยินเสียงในที่ใกล้ แม้ในจักรวาลอื่น และในที่
ใกล้โดยที่สุด แม้เสียงสัตว์ที่อยู่ในกายของตน. ด้วยบทนี้พึงทราบการ
ถือเอาไม่มีที่อยู่ ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาโสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทส
เจโตปริยญาณนิทเทส
[๒๕๕] ปัญญาในการกำหนดจริยา คือ วิญญาณหลายอย่าง
หรืออย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภท และด้วยสามารถ
ความผ่องใสแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นเจโตปริยญาณอย่างไร ?

974