ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 955 (เล่ม 68)

มีอาทิว่า อิทฺธิ สมิทฺธิ พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงธรรมโดยอาการ
คือ ความสำเร็จ.
บทว่า ภาเวติ - ย่อมเจริญ คือ ย่อมเสพ. แม้ในบทนี้ การ
เจริญอิทธิบาทเป็นโลกิยะ ดุจในสุตตันตภาชนีย์๑ เพราะฉะนั้น
พระโยคาวจรผู้ประสงค์จะยังอิทธิบาทให้สมบูรณ์ก่อนเจริญอิทธิบาท อัน
เป็นโลกิยะ เป็นผู้เข้าสมาบัติ ๘ ถึงความชำนาญบรรลุแล้วในกสิณ ๘
มีปฐวีกสิณเป็นต้น ฝึกจิตโดยอาการ ๑ เหล่านี้ คือ โดยอนุโลม
กสิณ ๑ โดยปฏิโลมกสิณ ๑ โดยอนุโลมและปฏิโลมกสิณ ๑, โดย
อนุโลมฌาน ๑ โดยปฏิโลมฌาน ๑ โดยอนุโลมปฏิโลมฌาน ๑, โดย
ก้าวไปสู่ฌาน ๑ โดยก้าวไปสู่กสิณ ๑ โดยก้าวไปสู่ฌานและกสิณ ๑,
โดยเคลื่อนไปสู่องค์ ๑ โดยเคลื่อนไปสู่อารมณ์ โดยเคลื่อนไปสู่
องค์และอารมณ์ ๑, โดยกำหนดองค์ ๑ โดยกำหนดอารมณ์ ๑
แล้วจึงเข้าฌานบ่อย ๆ ด้วยสามารถฉันทะ วีริยะ จิตตะ วีมังสาเป็น
ประธาน. อาจารย์บางพวกปรารถนา แม้การกำหนดองค์และอารมณ์.
ผู้ถึงพร้อมด้วยเหตุเบื้องต้น สะสมความชำนาญในเหตุเพียงฌาน ๔
หมวด ในกสิณทั้งหลายกระทำ ย่อมสมควร เพราะเหตุนั้น พระ-
โยคาวจรเจริญอิทธิบาทสมาธินั้น ๆ ย่อมอธิฏฐานวีริยะ ๔ ประการ
มีอาทิว่า เพื่อมิให้เกิดอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น๒ ครั้น
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๕๑๘. ๒. ภิ. วิ. ๓๕/๕๐๙.

955
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 956 (เล่ม 68)

รู้ความเสื่อมและความเจริญของสมาธินั้นแล้วย่อมอธิฏฐานวีริยะไว้
เสมอ. พระโยคาวจรนั้นอบรมจิตในอิทธิบาท ๔ อย่างนี้แล้วย่อมยัง
อิทธิวิธให้สำเร็จได้.
บทว่า โส ในบทมีอาทิว่า โส อิเมสุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ คือ
ภิกษุผู้เจริญอิทธิบาท ๔ นั้น.
บทว่า จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ จิตฺตํ ปริภาเวติ - ภิกษุย่อมอบรม
จิตในอิทธิบาท ๔ คือ ภิกษุทำอิทธิบาทอย่างหนึ่งๆ ในฉันทะทั้งหลาย
บ่อย ๆ แล้ว ชื่อว่าอบรมจิต ในอิทธิบาทเหล่านั้นด้วยการเข้าฌาน.
อธิบายว่า ให้ถือเอาการอบรมฉันทะเป็นต้น.
บทว่า ปริทเมติ - ย่อมข่มจิต คือ ทำจิตให้หมดพยศ. บท
ก่อนกล่าวถึงเหตุของบทหลัง. เพราะจิตที่อบรมแล้ว ย่อมเป็นจิตที่ข่ม
ได้แล้ว.
บทว่า มุทุํ กโรติ - ทำให้เป็นจิตอ่อน คือ ทำจิตที่ข่มไว้ได้
แล้วอย่างนั้นให้ถึงความชำนาญ. เพราะจิตเป็นไปในอำนาจ กล่าวว่า
มุทุ - อ่อน.
บทว่า กมฺมนิยํ - ควรแก่การงาน คือ ทำให้เหมาะแก่การงาน
ให้สมควรแก่การงาน. เพราะจิตอ่อนย่อมควรแก่การงาน ดุจทองคำ
ที่ขัดดีแล้ว. แต่ในที่นี้ ได้แก่ จิตควรแก่การงาน คือ แสดงฤทธิ์ได้.

956
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 957 (เล่ม 68)

บทว่า โส คือ ภิกษุผู้มีจิตอบรมแล้วนั้น. ท่านกล่าวบทมี
อาทิว่า กายมฺปิ จิตฺเต สโมทหติ - ย่อมตั้งกายไว้ในจิตบ้าง เพื่อ
แสดงวิธีโยคะ เพื่อความสำเร็จแห่งการท่องเที่ยวไปของจิตตามสบายใน
เวลาท่าอิทธิ.
ในบทเหล่านั้นบทว่า กายมฺปิ จิตฺเต สโมทหติ - ย่อมตั้ง
กายไว้ในจิตบ้าง ความว่า ย่อมตั้ง คือ ให้เข้าไปยกกรชกายไว้ในจิต
มีฌานเป็นบาทบ้าง. อธิบายว่า ทำกายให้เป็นไปตามจิต. กระทำอย่างนี้
ย่อมมีเพื่ออุปการะแก่การไปด้วยกายอันไม่ปรากฏ.
บทว่า จิตฺตมฺปิ กาเย สโมทหติ - ย่อมตั้งจิตไว้ในกายบ้าง
ความว่า ย่อม คือ ยกจิตมีฌานเป็นบาทในกรชกายของตน อธิบาย
ว่า ทำจิตให้เป็นไปตามกายบ้าง. การทำอย่างนี้ย่อมมีเพื่ออุปการะแก่
การไปด้วยกายอันปรากฏ. ปาฐะว่า สมาทหติ บ้าง. ความว่า ให้
ตั้งไว้.
บทว่า กายวเสน จิตฺตํ ปริณาเมติ - ย่อมน้อมจิตไปด้วย
สามารถแห่งกายบ้าง ความว่า ถือจิตมีฌานเป็นบาทยกขึ้นในกรชกาย.
ทำให้เป็นไปตามกาย. บทนี้เป็นไวพจน์ของการตั้งจิตไว้ในกาย.
บทว่า จิตฺตวเสน กายํ ปริณาเมติ - ย่อมน้อมกายไปด้วย
อำนาจของจิตบ้าง ความว่า ยึดกรชกายแล้วยกไว้ในจิตที่มีฌานเป็น
บาท ทำให้เป็นไปตามจิต. บทนี้เป็นไวพจน์ของการตั้งกายไว้ในจิต.

957
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 958 (เล่ม 68)

บทว่า อธิฏฺฐาติ - ย่อมอธิฏฐาน คือ อธิฏฐานว่า ขอจงเป็น
อย่างนี้เถิด. ท่านกล่าวถึงการน้อมไปเพื่อไขอรรถแห่งความตั้งไว้. ท่าน
กล่าวถึงอธิฏฐานเพื่อไขอรรถแห่งความน้อมไป. เพราะบทว่า สโมท-
หติ เป็นบทตั้ง. บทว่า ปริณาเมติ อธิฏฺฐาติ - เป็นบทขยายอรรถ
ของบทว่า สโมทหติ นั้น. ฉะนั้น ด้วยสามารถแห่งบททั้งสองนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ปริณาเมตฺวา - น้อมไปแล้ว อธิฏฺฐหิตฺวา อธิฏฐาน
แล้ว. ไม่กล่าวว่า สโมทหิตฺวา - ตั้งไว้แล้ว.
บทว่า สุขสญฺญจ ลหุสสฺญญฺจ กาเย โอกฺกมิตฺวา
วิหรติ - ย่อมหน่วงสุขสัญญา และลหุสัญญาลงในกายอยู่ ความว่า
ย่อมหน่วงสุขสัญญาอันเกิดร่วมกับจตุตถฌาน และลหุสัญญาให้เข้าไป
ในกรชกายอยู่ แม้กรชกายของภิกษุนั้นผู้มีกายหน่วงลงในสัญญานั้น
ก็เป็นกรชกายเบาดุจปุยนุ่น.
บทว่า โส คือ ภิกษุผู้ทำโยควิธีนั้น.
บทว่า ตถา ภาวิเตน จิตฺเตน - มีจิตอันอบรมแล้ว เป็นตติยา-
วิภัตติลงในลักษณะแห่งอิตถัมภูต - มี หรือลงในอรรถแห่งเหตุ - เพราะ.
ความว่า มีจิตอันอบรมแล้ว คือ เป็นเหตุ. บทว่า ปริสุทฺเธน -
บริสุทธิ์ คือ ชื่อว่าความบริสุทธิ์แห่งสติในอุเบกขา. ชื่อว่าผ่องแผ้ว
เพราะบริสุทธิ์นั่นเอง. อธิบายว่าจิตประภัสสร - ผ่องใส.

958
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 959 (เล่ม 68)

บทว่า อิทฺธิวิธญาณาย - เพื่ออิทธิวิธญาณ คือ ในส่วนแห่ง
อิทธิ. หรือ เพื่อต้องการญาณในการกำหนดอิทธิ.
บทว่า จิตฺตํ อภินีหรติ - ย่อมโน้นจิตไป คือ ภิกษุนั้นเมื่อ
จิตนั้นมีอภิญญาเป็นบาทเกิดแล้วด้วยสามารถประการดังกล่าวแล้ว ย่อม
โน้มบริกรรมจิตไปเพื่อบรรลุอิทธิวิธญาณ. นำออกจากอารมณ์กสิณ
แล้วส่งไปมุ่งอิทธิวิธ.
บทว่า อภินินฺนาเมติ - ย่อมน้อมไป คือ ทำการโน้มไปสู่อิทธิ
ที่ควรบรรลุให้โอนไปสู่อิทธิ.
บทว่า โส คือ ภิกษุผู้ทำจิตให้มีอภินิหารอย่างนี้.
บทว่า อเนกวิหิตํ - หลายอย่าง คือ หลายอย่างมีประการต่าง ๆ.
บทว่า อิทฺธิวิธํ - แสดงฤทธิ์ได้ คือ ส่วนแห่งฤทธิ์ หรือ
กำหนดฤทธิ์.
บทว่า ปจฺจนุโภติ คือ ย่อมเสวยผล. อธิบายว่า ย่อมสัมผัส
ทำให้แจ้ง คือ บรรลุ. บัดนี้พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงความที่ภิกษุ
นั้นแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอโกปิ หุตฺวา.
ในบทเหล่านั้นบทว่า เอโกปิ หุตฺวา - คือ แม้เป็นคนเดียว
ความว่า ตามปกติก่อนแสดงฤทธิ์เป็นคนเดียว.

959
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 960 (เล่ม 68)

บทว่า พหุธา โหติ - เป็นหลายคน คือ ประสงค์จะเดิน
จงกรมในสำนักของภิกษุมากก็ดี ประสงค์จะสาธยายก็ดี ประสงค์จะ
ถามปัญหาก็ดี เป็นร้อยก็ได้ เป็นพันก็ได้. ถามว่า เป็นอย่างนั้นได้
อย่างไร ? ตอบว่า หากภิกษุนั้นยังธรรมอันเป็นบทมูลของบาทแห่งภูมิ
ของฤทธิ์ให้สมบูรณ์ แล้วเข้าฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา ครั้นออก
แล้วปรารถนาเป็นร้อยก็ทำบริกรรมว่า. ขอเราจงเป็นร้อย ขอเราจง
เป็นร้อยแล้วเข้าฌานอันเป็นบาท ครั้นออกแล้วอธิฏฐาน พร้อมกับ
อธิฏฐานนั่นแหละจะเป็นร้อยได้. แม้ในพันเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือน
กัน. หากว่าไม่ปรารถนาอย่างนั้นควรทำบริกรรม อีกแล้วเข้าครั้งที่สอง
ครั้นออกแล้วจึงอธิฏฐาน.
ในอรรถกถาสังยุตท่านกล่าวว่า ควรเข้า ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง ใน
การเข้านั้นจิตมีฌานเป็นบาท มีนิมิตเป็นอารมณ์. จิตบริกรรม มีร้อย
หรือมีพันเป็นอารมณ์. จิตเหล่านั้นแหละด้วยสามารถแห่งวรรณะ มิ
ใช่ด้วยสามารถแห่งบัญญัติ. แม้จิตอธิฏฐาน มีร้อยหรือมีพันเป็นอารมณ์
ก็อย่างนั้นเหมือนกัน. จิตนั้นมีอารมณ์เดียวเท่านั้นเป็นรูปาวจรจตุตถ-
ฌาน ย่อมเกิดขึ้นในลำดับโคตรภู ดุจอัปปนาจิตครั้งแรก.
ในบทว่า พหุธา โหติ นั้น ผู้มีนิรมิตได้มากย่อมเป็นเช่นเดียว
กันกับผู้มีฤทธิ์ เพราะนิรมิตไม่กำหนดไว้. ย่อมทำสิ่งที่ผู้มีฤทธิ์ทำได้ใน
การยืน การนั่งเป็นต้น หรือในการพูด การนิ่งเป็นต้น. หากประสงค์

960
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 961 (เล่ม 68)

จะทำรูปนิรมิตชนิดต่าง ๆ ทำบางพวกในปฐมวัย. บางพวกในมัชฌิมวัย.
บางพวกในปัจฉิมวัย. ทำบางพวกให้มีผมยาว โกนผมได้ครึ่งหนึ่ง
มีผมดอกเลา มีจีวรสีแดงครึ่งหนึ่ง สีขาวครึ่งหนึ่ง สวดบทภาณ
แสดงธรรมกถา สวดสรภัญญะ ถามปัญหา แก้ปัญหา ย้อมจีวร ต้มจีวร
เย็บและซักจีวร เป็นต้น ก็เหมือนกัน หรือประสงค์จะทำนานัปการ
อย่างอื่น. ครั้นออกจากฌานอันเป็นบาท ด้วยเหตุนั้นแล้วทำบริกรรม
โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุประมาณเท่านี้จงเป็นปฐมวัย แล้วเข้าสมาบัติอีก
ครั้นออกแล้วพึงอธิฏฐานพร้อมกับจิตอธิฏฐาน ภิกษุย่อมเป็นไปตาม
ที่ตนอธิฏฐานด้วยประการฉะนี้.
ในบทมีอาทิว่า พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ - หลายคนเป็น
คนเดียวก็ได้ ก็มีนัยนี้. แต่มีความต่างกันดังต่อไปนี้ จริงอยู่ ภิกษุนี้
ครั้นนิรมิตรูปเป็นอันมากอย่างนี้แล้วคิดต่อไปว่า เราจักเดินจงกรมแต่ผู้
เดียวเท่านั้น. เราจักทำการสาธยาย. เราจักถามปัญหาดังนี้ก็ดี คิดว่า
วิหารนี้มีภิกษุน้อย. หากภิกษุบางพวกจักมา. ภิกษุประมาณเท่านี้เหล่านี้
จักอยู่ที่ไหน. จักรู้จักเราว่านี้อานุภาพของพระเถระแน่นอนก็ดี จึง
ปรารถนาว่า ขอเราจงเป็นผู้เดียวในระหว่าง เพราะเป็นผู้ปรารถนาน้อย
เข้าฌานเป็นบาท ครั้นออกแล้วจึงทำบริกรรมว่า ขอเราจงเป็นผู้เดียว
แล้วเข้าฌานอีก ครั้นออกแล้วพึงอธิฏฐานว่า ขอเราจงเป็นผู้เดียวเถิด.
ภิกษุนั้นก็จะเป็นรูปเดียวพร้อมกับจิตอธิฏฐานนั่นเอง. เมื่อไม่ทำอย่างนี้

961
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 962 (เล่ม 68)

ย่อมเป็นรูปเดียวด้วยตนเองเท่านั้นด้วยสามารถกาลตามที่กำหนดไว้.
บทว่า อาวิภาวํ คือ ทำให้ปรากฏ.
บทว่า ติโรภาวํ - ทำให้ปกปิดก็ได้. พึงเชื่อมด้วยบทก่อนว่า
อาวิภาวํ ปจฺจนุโภติ. ติโรภาวํ ปจฺจนุโภติ - แสดงให้ปรากฏก็ได้.
แสดงให้หายไปก็ดี. ในบทนี้ผู้มีฤทธิ์ประสงค์จะทำให้ปรากฏ. ย่อมทำ
ความมืดให้สว่างได้. หรือทำที่ปกปิดให้เปิดเผยได้. หรือทำที่ไม่ใช่คลอง
สายตา ให้เป็นคลองสายตา. ถามว่า อย่างไร ? ตอบว่า เหมือนอย่าง
ว่า ภิกษุนี้แม้อยู่ในที่กำบัง หรือแม้อยู่ในที่ใกล้ ก็ปรากฏได้ฉันใด.
ประสงค์จะแสดงตน หรือผู้อื่นให้ปรากฏก็ฉันนั้น ครั้นออกจากฌาน
เป็นบาทแล้วคำนึงว่า ขอที่กำบัดนี้จงเปิดเผย. หรือขอที่มิใช่คลองจักษุ
นี้จงเป็นคลองจักษุเถิดดังนี้ แล้วทำบริกรรมอธิฏฐานโดยนัยดังกล่าว
แล้วนั่นแหละ. พร้อมกับอธิฏฐานย่อมเป็นไปตามที่อธิฏฐาน. ผู้อื่นแม้
ยินอยู่ในที่ไกลก็เป็นได้. ประสงค์เห็นแม้ตนเองก็เห็นได้. ประสงค์
จะทำให้หายไป ? ย่อมทำแสงสว่างให้มืดได้ หรือทำที่ไม่ปกปิดให้ปกปิด
ได้. หรือทำที่เป็นคลองจักษุ มิให้เป็นคลองจักษุได้. ถามว่าอย่างไร ?
ตอบว่าเหมือนอย่างว่า. แม้อยู่ในที่ปกปิด หรือแม้ยืนอยู่ในที่ใกล้ก็ไม่
ปรากฏฉันใด. ภิกษุประสงค์จะแสดงตน หรือผู้อื่นก็ฉันนั้น ครั้น
ออกจากฌานเป็นบาทแล้ว คำนึงว่า ขอที่ไม่ปกปิดนี้จงปกปิด. หรือ

962
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 963 (เล่ม 68)

ขอที่เป็นคลองจักษุนี้ จงมิใช่คลอดจักษุ แล้วทำบริกรรมอธิฏฐานโดย
นัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. พร้อมกับอธิฏฐาน ย่อมเป็นไปตามอธิฏฐาน
ทีเดียว. ผู้อื่นแม้ยืนอยู่ใกล้ก็ไม่ปรากฏ. แม้ประสงค์จะไม่เห็นตนเอง
ก็ไม่เห็น. อีกอย่างหนึ่ง ปาฏิหาริย์ที่ปรากฏแม้ทั้งหมด ชื่อว่าทำให้
ปรากฏ. ปาฏิหาริย์ที่ไม่ปรากฏ ชื่อว่าทำให้หายไป.
ในปาฏิหาริย์ทำให้ปรากฏนั้น ฤทธิ์ก็ดี ผู้มีฤทธิ์ก็ดี ย่อมปรากฏ.
พึงแสดงปาฏิหาริย์ที่ปรากฏนั้นด้วยยมกปาฏิหาริย์. ในปาฏิหาริย์ที่ไม่
ปรากฏ ฤทธิ์เท่านั้นย่อมปรากฏ ผู้มีฤทธิ์ไม่ปรากฏ. พึงแสดงปาฏิหาริย์
ที่ไม่ปรากฏนั้น ด้วยยมกสูตร และด้วยพรหมนิมันตนิกสูตร.๑
บทว่า ติโรกุฑฺฑํ - ภายนอกฝา. คือ ฝาอื่น. อธิบายว่า ส่วน
อื่น. ในภายนอกกำแพงภายนอกภูเขาก็มีนัยนี้. บทว่า ภุฑฺโฑ คือ
ฝาเรือน. บทว่า ปากาโร คือ กำแพงล้อมเรือนวิหารและบ้านเป็นต้น.
บทว่า ปพฺพโต คือ ภูเขาดินหรือภูเขาหิน. อสชฺชมาโน คือ ไม่
ติดขัด. บทว่า เสขฺยถาปิ อากาเส คือ เหมือนไปในที่ว่าง.
อนึ่ง ผู้ประสงค์จะไปอย่างนี้ พึงเข้าอากาสกสิณ ครั้นออกแล้ว
คำนึงถึงฝาก็ดี กำแพงก็ดี ภูเขาก็ดี แล้วทำบริกรรมอธิฏฐานว่า ของ
จงเป็นที่ว่างเถิด ย่อมเป็นที่ว่างได้ทีเดียว. ผู้ประสงค์จะลงไปเบื้องต่ำ
๑. ม. มู. ๑๒/๕๕๒.

963
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 964 (เล่ม 68)

ก็ดี. ประสงค์ขึ้นไปเบื้องบนก็ดี ย่อมเป็นโพรง. ผู้ประสงค์จะทะลุไป
ย่อมเป็นช่อง
ภิกษุนั้นไปได้ไม่ติดขัดในที่นั้น. อนึ่ง หากว่าภูเขาก็ดี ต้นไม้
ก็ดี ขึ้นในระหว่างภิกษุนั้นอธิฏฐานแล้วไป. การเข้าฌานแล้วอธิฏฐาน
อีกไม่ผิดหรือ ไม่ผิด. เพราะการเข้าฌานแล้วอธิฏฐานอีกย่อมเป็นเช่น
กับการถือนิสัยในสำนักของพระอุปัชฌาย์. เพราะภิกษุนี้อธิฏฐานว่า
ขอจงเป็นที่ว่างเถิดดังนี้ย่อมเป็นที่ว่างทันที. ข้อที่ภูเขาก็ดี ต้นไม้ก็ดี
จักขึ้นตามฤดูกาลในระหว่างภิกษุนั้นด้วยกำลังอธิฏฐานมีมาก่อน มิใช่
ฐานะ. แต่การนิรมิตครั้งแรกย่อมเป็นกำลัง ในการที่ผู้มีฤทธิ์อื่นนิรมิต
แล้ว. ผู้มีฤทธิ์นอกนี้ควรไปเบื้องบนหรือเบื้องต่ำของภิกษุนั้น.
ในบทนี้ว่า ปฐวิยาปิ อุมฺมุชฺชนิมฺมุชฺชํ - ผุดขึ้นดำลงใน
แผ่นดินก็ได้มีความดังต่อไปนี้.
บทว่า อุมฺมุชฺชํ - ผุดขึ้น ได้แก่ โผล่ขึ้น.
บทว่า นิมฺมุชฺชํ - ดำลง ได้แก่ จมลง.
การผุดขึ้นและดำลง ชื่อว่า อุมฺมุชฺชนิมฺมุชฺชํ.
อนึ่ง ภิกษุประสงค์จะทำอย่างนี้เข้าอาโปกสิณ ครั้นออกแล้ว
กำหนดว่า ขอแผ่นดินในที่ประมาณเท่านี้ จงเป็นน้ำเถิดแล้วทำบริกรรม
พึงอธิฏฐานโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. แผ่นดินย่อมเป็นน้ำในที่
ตามที่กำหนดไว้พร้อมด้วยการอธิฏฐาน.

964