ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 945 (เล่ม 68)

บทว่า อวิปริณามธมฺเมน วา - จากความไม่แปรปรวนเป็น
ธรรมดา คือ ชื่อว่าสูญจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่
มีใคร ๆ ที่จะเป็นปกติไม่เปลี่ยนแปลงด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ชรา-
ความแก่ และภังคะ - ความสลายไป.
อีกอย่างหนึ่ง มีอธิบายว่าสูญจากความเที่ยว จากความยั่งยืน
จากความมั่นคง และจากความไม่เปรปรวนเป็นธรรมดา.
บทว่า ยถาภูตํ ชานโต ปสฺสโต - พระโยคาวจรรู้เห็นตาม
ความเป็นจริง คือ รู้ตามสภาวะด้วยอนัตตานุปัสนาญาณอย่างนี้ และ
เห็นดุจเห็นด้วยจักษุ.
บทว่า จกฺขาภินิเวสโต ญาณํ วิวฏฺฏฺติ - ญาณย่อมหลีกออก
จากความยึดถือในจักษุ คือ ญาณย่อมหลีกออกจากความยึดถือที่เห็นแล้ว
อันเป็นไปว่า จักษุเป็นตัวตน หรือเป็นสิ่งที่เนื่องด้วยตน. ในบทที่
เหลือมีนัยนี้.
บทว่า เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ โวสฺสชฺชติ - พระโยคาวจร
สละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ คือ บุคคลผู้ได้เนกขัมมะย่อมสละกาม-
ฉันทะอันเป็นปฏิปักษ์ต่อเนกขัมมะนั้นด้วยเนกขัมมะ.
บทว่า โวสฺสคฺเค ปญฺญา - ปัญญาในความสลัดออก คือ
ปัญญาสัมปยุตด้วยเนกขัมมะนั้น ในเนกขัมมะอันเป็นความสลัดออก

945
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 946 (เล่ม 68)

แห่งกามฉันทะ.
บทว่า ปีฬนฺฏฺฐา - ความบีบคั้นเป็นต้น มีอรรถดังได้กล่าว
แล้วในหนหลัง.
บทว่า ปริชานนฺโต วิวฏฺฏติ เมื่อกำหนดรู้ย่อมหลีกไป เป็น
เทศนาบุคลาธิฏฐาน ท่านกล่าวว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรคกำหนด
รู้อรรถ ๔ อย่างแห่งทุกข์ด้วยสามารถแห่งกิจ ย่อมหลีกไปด้วยการออก
จากทุกข์. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยญาณ ย่อมหลีกไปแม้ในญาณวิวัฏฏะ.
บทว่า ตถฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในความว่าธรรมจริง คือ
วิวัฏฏนาปัญญา - ปัญญา คือ การหลีกไปในความว่าธรรมจริงของบุคคล
นั้น. ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงวิวัฏฏญาณ ๖ โดยต่างกัน
แห่งอาการด้วยสามารถกิจ ในขณะแห่งมรรคนั่นเองตั้งมาติกา มีอาทิว่า
สญฺญา วิวฏฺโฏ แล้วเมื่อจะจำแนกมาติกานั้นโดยอรรถ จึงกล่าวบท
มีอาทิว่า สญฺชานนฺโต วิวฏฺฏติ - พระโยคาวจร เมื่อรู้พร้อมย่อม
หลีกไป.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สญฺชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ สญฺญาวิวฏฺโฏ
- พระโยคาวจรเมื่อรู้พร้อม ย่อมหลีกไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญา-
วิวัฏฏะ ความว่า เพราะพระโยคาวจรเมื่อรู้พร้อมเนกขัมมะเป็นต้น ใน
ส่วนเบื้องต้นโดยความเป็นอธิบดี ภายหลังย่อมหลีกไปจากกามฉันทะ

946
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 947 (เล่ม 68)

เป็นต้น ด้วยญาณสัมปยุตด้วยเนกขัมมะ. ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่า
สัญญาวิวัฏฏะ.
บทว่า เจตยนฺโต วิวฏฺฏตีติ เจโตวิวฏฺโฏ - พระโยคาวจร
เมื่อคิดย่อมหลีกไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เจโตวิวัฏฏะ ความว่า
เพราะพระโยคาวจรเมื่อคิดธรรมอย่างเดียวกันมีเนกขัมมะเป็นต้น ย่อม
หลีกไปจากกามฉันทะเป็นต้น ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยเนกขัมมะนั้น.
ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าเจโตวิวัฏฏะ.
บทว่า วิชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ จิตฺตวิวฏฺโฏ - พระโยคาวจร
เมื่อรู้แจ้งย่อมหลีก เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏะ ความว่า เพราะ
พระโยคาวจรเมื่อรู้แจ้งด้วยจิตอธิฏฐาน ด้วยสามารถเนกขัมมะเป็นต้น
ย่อมหลีกไปจากกามฉันทะเป็นต้น ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยเนกขัมมะ
นั้น. ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏะ.
บทว่า ญาณํ กโรนฺโต วิวฏฺฏตีติ ญาณวิฏฺโฏฺ - เมื่อทำ
ญาณหลีกไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิวัฏฏะ ความว่า เพราะพระ-
โยคาวจรเมื่อทำอายตนะภายใน ๖ อย่างให้รู้แจ้ง โดยความเป็นของสูญ
ด้วยอนัตตานุปัสนาญาณ ย่อมหลีกไปจากความยึดมั่นด้วยความเห็น
ด้วยญาณนั่นเอง. ฉะนั้นญาณนั้นจึงชื่อว่าญาณวิวัฏฏะ
บทว่า โวสฺสชฺชนฺโต วิวฏฺฏตีติ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ - เมื่อ
สลัดออกย่อมหลีกไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏะ ความว่า

947
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 948 (เล่ม 68)

เพราะพระโยคาวจรเมื่อสลัดกามฉันทะเป็นต้น ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น
ย่อมหลักไปจากกามฉันทะเป็นต้น ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยเนกขัมมะ
นั้น. ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฎฏะ.
บทว่า ตถฏฺเฐ วิวฏฺฏตีติ สจฺจวิวฏฺโฏ - ย่อมหลีกไปใน
ความว่า ธรรมจริง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัจวิวัฏฏะ ความว่า เพราะ
พระโยคาวจรย่อมหลีกไปจากทุกข์ในความว่า ธรรมจริง ๔ อย่าง ด้วย
สามารถการออก. ฉะนั้น มรรคญาณจึงชื่อว่าสัจวิวัฏฏะ. หรือว่า
มรรคญาณนั่นแหละ ย่อมหลีกไปจากทุกข์ในความว่า ธรรมจริง ด้วย
ความออกไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัจวิวัฏฏะ.
บทมีอาทิว่า ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ - ในขณะแห่งมรรคใด
มีสัญญาวิวัฏฏะ ท่านกล่าวหมายถึงขณะแห่งสัจวิวัฏฏะ เพราะ
ท่านกล่าวไว้แล้วในสัจวิวัฏฏญาณนิทเทส. เพราะญาณทั้งหมดย่อม
ประกอบอยู่ในมรรคญาณนั่นเอง. ถามว่า อย่างไร ? ตอบว่า เพราะ
อริยมรรคมาแล้วโดยสรุปในญาณที่เหลือ เว้นญาณในวิวัฏฏะ. แม้
ญาณในญาณวิวัฏฏะย่อมประกอบในขณะแห่งมรรค ด้วยสามารถสำเร็จ
กิจแห่งวิปัสสา เพราะวิปัสสนากิจสำเร็จด้วยมรรคนั่นเอง. หรือว่า
การกล่าวถึงญาณนั้นในมรรคญาณว่า บทมีอาทิว่า จกฺขุ สุญฺญํ - จักษุ
ว่างเปล่า เป็นอันแทงตลอดด้วยสามารถแห่งดังนี้ ย่อมควรในขณะ
มรรคนั่นเอง.

948
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 949 (เล่ม 68)

อนึ่ง ในบทนี้มีการประกอบความดังต่อไปนี้ ควรทำการประ-
กอบในการเทียบเคียงทั้งหมด โดยนัยมีอาทิว่าในขณะแห่งมรรคใด มี
สัญญาวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้น ย่อมมีเจโตวิวัฏฏะ. ในขณะ
แห่งมรรคา มีเจโตวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้น มีสัญญาวิวัฏฏะ.
อีกอย่างหนึ่ง สัจวิวัฏฏะมาแล้ว เพราะอริยมรรค ๔ มาถึงแล้ว ใน
สัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ จิตตวิวัฏฏะ และวิโมกขวิวัฏฏะ.
อนึ่ง ญาณวิวัฏฏะเป็นอันสำเร็จ ด้วยสามารถแห่งกิจ ด้วย
สัจวิวัฏฏะนั่นเอง. เมื่อกล่าวไปยาลให้พิสดารในสัญญาวิวัฏฏะ เจโต-
วิวัฎฏะ จิตตวิวัฏฏะ และวิโมกขวิวัฏฏะ แม้ญาณในญาณวิวัฏฏะก็มา
แล้วในญาณเหล่านั้น เพราะมีปาฐะว่า ปัญญามีอนัตตานุปัสนาเป็น
อธิบดี ย่อมหลีกไปจากความถือมั่นด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้นปัญญา
เป็นอธิบดีจึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ. ความยึดมั่นเป็นความเป็นต่าง ๆ
อนัตตานุปัสนาเป็นธรรมอย่างเดียว. เมื่อคิดถึงความเป็นอย่างเดียวของ
อนัตตานุปัสนา จิตย่อมหลีกไปจากความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นปัญญา
ในความเป็นต่าง ๆ จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณ เมื่อละความยึดมั่นจิต ย่อม
ตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งอนัตตานุปัสนา เพราะเหตุนั้นปัญญาในการอธิฏ-
ฐานจึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏญาณ. และสลัดความยึดมั่นด้วยอนัตตานุปัสนา
เพราะเหตุนั้น ปัญญาในความสลัดออกจึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฎญาณ.

949
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 950 (เล่ม 68)

อนึ่ง ในญาณวิวัฏฏะ ย่อมได้สัจวิวัฏฏะด้วย เพราะประกอบ
บทมีอาทิว่า จักษุว่างเปล่าจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ด้วยสามารถ
กิจของผู้ออกจากอนัตตานุปัสนาแล้วได้อริยมรรค. เพราะฉะนั้น ใน
วิวัฏฏะหนึ่ง ๆ ย่อมได้วิวัฏฏะ อย่างละ ๕ ที่เหลือ. เพราะฉะนั้น พึง
ทราบว่าท่านกล่าวเทียบเคียงไว้มีอาทิว่า ในขณะแห่งมรรคใด มีสัญญา-
วิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้น ย่อมมีเจโตวิวัฏฏะด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาวิวัฏฏญาณฉักกนิทเทส
อิทธิวิธญาณนิทเทส
[๒๕๓] ปัญญาในความสำเร็จด้วยการกำหนดรูปกาย (ของตน)
และจิต (มีฌานเป็นบาท) เข้าด้วยกัน และด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้ซึ่ง
สุขสัญญาและลหุสัญญา เป็นอิทธิวิธญาณอย่างไร ?
ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วยสมาธิ
ยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประธาน ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบ
ด้วยสมาธิยิ่งด้วยวีริยะและสังขารเป็นประธาน ย่อมเจริญอิทธิบาท อัน
ประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยจิตและสังขารเป็นประธาน ย่อมเจริญอิทธิ-
บาท อันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยวิมังสาและสังขารเป็นประธาน ภิกษุ

950
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 951 (เล่ม 68)

นั้นย่อมอบรมข่มจิต ทำให้เป็นจิตอ่อนควรแก่การงาน ในอิทธิบาท
๔ ประการนี้ ครั้นแล้วย่อมตั้งกายไว้ในจิตบ้าง ตั้งจิตไว้ในกายบ้าง
น้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งกายบ้าง น้อมกายไปด้วยสามารถแห่งจิตบ้าง
อธิฏฐานจิตด้วยสามารถแห่งกายบ้าง อธิฏฐานกายด้วยสามารถแห่ง
จิตบ้าง ครั้นน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งกาย น้อมกายไปด้วยสามารถ
แห่งจิต อธิฏฐานจิตด้วยสามารถแห่งกาย อธิฏฐานกายด้วยสามารถ
แห่งจิตแล้ว ย่อมหน่วงสุขสัญญาและลหุสัญญาลงในกายอยู่ เธอมีจิต
อันอบรมแล้วอย่างนั้นบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิ-
วิธญาณ เธอย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก คือ คนเดียวเป็นหลายคน
ก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้
ทะลุฝา กำแพง ภูเขา ไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้น
ดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินไปบนน้ำไม่แยกเหมือนเดินไป
บนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์
พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกาย
ไปตลอดพรหมโลกก็ได้.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสำเร็จด้วย
การกำหนดรูปกาย (ของตน) และจิต (อันมีฌานเป็นบาท) เข้าด้วยกัน
และด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้ซึ่งสุขสัญญาและลหุสัญญา เป็นอิทธิวิธ-
ญาณ.

951
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 952 (เล่ม 68)

๕๐. อรรถกถาอิทธิวิธญาณนิทเทส
๒๕๓] พึงทราบวินิจฉัยในอิทธิวิธญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.
บทว่า อิธ ภิกขุ คือ ภิกษุในศาสนานี้.
ในบทนี้ว่า ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ - อันประกอบ
ด้วยสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประธาน มีอธิบายดังต่อไปนี้.
สมาธิมีฉันทะเป็นเหตุ หรือสมาธิยิ่งด้วยฉันทะ ชื่อว่า ฉันทสมาธิ.
บทนี้ เป็นชื่อของสมาธิที่ได้เพราะทำกัตตุกัมยตาฉันทะ - ความพอใจ
เพราะใคร่จะทำการงาน ให้เป็นอธิบดี. สังขารเป็นประธาน ชื่อว่า
ปธานสังขารทั้งหลาย บทนี้ เป็นชื่อของความเพียร คือ สัมมัปธาน
อันให้สำเร็จกิจ ๔ อย่าง. ท่านทำเป็นพหุวจนะ ด้วยสามารถทำกิจ ๔
อย่างให้สำเร็จ.
บทว่า สมนฺนาคตํ - ประกอบแล้ว คือ เข้าถึงแล้วด้วยสมาธิ
ยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประฐาน. บทว่า อิทฺธิปาทํ - อิทธิบาท
ความว่า หมวดจิตและเจตสิกที่เหลืออันเป็นบาท ด้วยความอธิฏฐาน
แห่งสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประธาน อันสัมปยุตด้วยจิตเป็น
กุศล มีอุปจารฌานเป็นต้นอันได้ชื่อว่า อิทธิ เพราะอรรถว่าสำเร็จ
โดยปริยายแห่งความสำเร็จ หรือโดยปริยายนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้
สำเร็จแล้ว เจริญแล้ว ถึงความดีเลิศแล้ว ย่อมสำเร็จด้วยอิทธินั้น.

952
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 953 (เล่ม 68)

สมดังที่ท่านอธิบายไว้ในสุตตันตภาชนีย์ในอิทธิปาทวิภังค์ว่า๑ บทว่า
อิทฺธิปาโท คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ของผู้เป็นอย่างนั้น.
อนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในอภิธรรมภาชนีย์ว่า๒ บทว่า อิทฺธิปาโท คือ
ผัสสะ เวทนา ฯลฯ ปัคคาหะ - การประคองไว้ อวิกเขปะ - ความ
ไม่ฟุ้งซ่านของผู้เป็นอย่างนั้น. เพราะฉะนั้น ในบทนี้ว่า เสสจิตฺต-
เจตสิกราสี - หมวดแห่งจิตเจตสิกที่เหลือ พึงทราบว่า ท่านทำอิทธิ
อย่างหนึ่ง ๆ ในสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประธาน แล้วทำ
คำที่เหลือกับด้วยบทละสอง ๆ.
จริงอยู่ ท่านสงเคราะห์ขันธ์ ๔ และธรรมมีผัสสะเป็นต้น
ทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างนี้. โดยนัยนี้ แม้ในบทที่เหลือ พึงทราบความ
ดังต่อไปนี้. สมาธิที่ได้เพราะทำวีริยะ จิตตะ วีมังสาให้เป็นอธิบดี
ท่านกล่าวว่า วีมังสาสมาธิ เหมือนอย่างสมาธิที่ได้เพราะทำฉันทะให้เป็น
อธิบดี ท่านกล่าวว่า ฉันทสมาธิ ฉะนั้น.
ในอิทธิบาทหนึ่ง ๆ ธรรมอย่างละ ๓๓ๆ คือ มีฉันทะเป็นต้น มี
วีริยะเป็นต้น มีจิตตะเป็นต้น มีวีมังสาเป็นต้น ท่านกล่าวว่า อิทธิบ้าง
อิทธิบาทบ้างด้วยประการฉะนี้. ส่วนขันธ์ ๔ อย่างสัมปยุตกัน ที่เหลือ
เป็นอิทธิบาทอย่างเดียว.
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๕๐๘. ๒. อภิ. วิ. ๓๕/๕๒๑.
๓. มีฉันทะเป็นต้น ได้แก่ธรรม ๓ คือ วีริยะ จิตตะ วีมังสา เกิดร่วมกับฉันทะ
ที่เป็นประธาน เรียกว่า ฉันทสมาธิ.

953
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 954 (เล่ม 68)

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า เพราะธรรมอย่างละ ๓ ๆ เหล่านี้
ย่อมสำเร็จพร้อมกับขันธ์ ๔ อันสัมปยุตกัน. เว้นขันธ์ ๔ เหล่านั้น
เสีย ย่อมไม่สำเร็จ. ฉะนั้น โดยปริยายนั้น แม้ขันธ์ ๔ ทั้งหมด ก็
ชื่อว่า อิทธิ เพราะอรรถว่าให้สำเร็จ. ชื่อว่ ปาทะ เพราะอรรถว่าเป็น
ที่ตั้ง.
ส่วนในบทนี้ว่า วีริยสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ - ประกอบ
ด้วยสมาธิยิ่งด้วยวีริยะและสังขารเป็นประธาน มีความดังต่อไปนี้. วีริยะ
และสังขารเป็นประธาน เป็นอันเดียวกัน. หากถามว่า เพราะเหตุไร
ท่านจึงกล่าวไว้เป็นสองอย่าง. ตอบว่า ในที่นี้ท่านมุ่งเอาวีริยะก่อน ด้วย
การแสดงความที่วีริยะเป็นอธิบดี เพื่อแสดงความที่วิริยะนั้นแหละให้
สำเร็จกิจ ๔ อย่าง ท่านจึงกล่าวสังขารเป็นประธาน.
อนึ่ง ในบทนี้ เพราะท่านกล่าวไว้สองอย่างนั่นแหละ เป็นอัน
ท่านกล่าวธรรมอย่างละ ๓ ๆ. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชื่อว่า
อิทธิ ยังไม่สำเร็จ. ชื่อว่า อิทธิบาท สำเร็จแล้ว เพราะท่านกล่าว
ไว้ในวิภังค์ว่า๑ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี ความปรารถนา ความ
ปรารถนาด้วยดีซึ่งธรรมนั้น ๆ ชื่อว่า อิทธิ. แต่ในที่นี้ ท่านตัดสินว่า
อิทธิก็ดี อิทธิบาทก็ดี สำเร็จแล้วกำจัดเครื่องกำหนดได้แล้ว ด้วยบท
๑. อภิ. วิผ. ๓๕/๕๒๑.

954