ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 925 (เล่ม 68)

โยคาวจรทำให้แจ้งนิโรธอันเป็นฝั่งนอก ฉันนั้น. พึงทราบข้ออุปมา
อุปมัย ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ทสฺสนํ วิสุชฺฌติ - ทัสนะย่อมหมดจด คือ ญาณ-
ทัสนะย่อมถึงความหมดจดด้วยการละกิเลสอันทำลายมรรคนั้น ๆ.
บทว่า ทสฺสนํ วิสุทฺธํ - ทัสสนะหมดจดแล้ว คือ ญาณ-
ทัสนะถึงความหมดจดแล้ว โดยถึงความหมดจดแห่งกิจของมรรคญาณ
นั้นในขณะเกิดผลนั้น ๆ. ท่านกล่าวมรรคผลญาณในที่สุด โดยสำเร็จ
ด้วยมรรคผลญาณแห่งปัญญา แทงตลอดความต่าง และความเป็นอัน
เดียวกัน ซึ่งท่านสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นอันเดียวกัน.
จบ อรรถกถาทัสนวิสุทธิญาณนิทเทส
ขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทส
[๒๔๓] ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏ เป็นขันติญาณอย่างไร ?
รูปปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
รูปใด ๆ ปรากฏ รูปนั้น ๆ ย่อมคงที่ ฉะนั้น ปัญญาในความที่ธรรม
ปรากฏจึงเป็นขันติญาณ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ
ชราะและมรณะ ปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น

925
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 926 (เล่ม 68)

อนัตตา ชราและมรณะใด ๆ ปรากฏ ชราและมรณะนั้น ๆ ย่อมคงที่
ฉะนั้น ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏจึงเป็นขันติญาณ.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความที่ธรรม
ปรากฏเป็นขันติญาณ.
[๒๔๔] ปัญญาในความถูกต้องธรรม เป็นปริโยคาหนญาณ
อย่างไร ?
ปัญญาย่อมถูกต้องรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น
อนัตตา ย่อมถูกต้องรูปใด ๆ ก็เข้าไปสู่รูปนั้น ๆ ฉะนั้น ปัญญาในความ
ถูกต้องธรรม จึงเป็นปริโยคาหนญาณ ปัญญาย่อมถูกต้องเวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยความเป็นของไม่
เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมถูกต้องชราและมรณะใด ๆ ก็เข้าสู่
ชราและมรณะนั้น ๆ ฉะนั้น ปัญญาในความถูกต้องธรรมจึงเป็นปริโย-
คาหนญาณ.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความถูกต้องธรรม
เป็นปริโยคาหนญาณ.

926
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 927 (เล่ม 68)

๔๑ - ๔๒. อรรถกถาขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทส
[๒๔๓ - ๒๔๔] พึงทราบวินิจฉัยในขันติญาณปริโยคาหณญาณ
นิทเทส ดังต่อไปนี้. บทว่า รูปํ อนิจฺจโต วิทิตํ - รูปปรากฏโดย
ความเป็นของไม่เที่ยง คือ ปรากฏด้วยอนิจจานุปัสนาญาณว่า เป็นของ
ไม่เที่ยง.
บทว่า รูปํ ทุกฺขโต วิทิตํ - รูปปรากฏโดยความเป็นทุกข์ คือ
ปรากฏด้วยทุกขานุปัสนาว่า เป็นทุกข์.
บทว่า รูปํ อนตฺตโต - วิทิตํ - รูปปรากฏโดยความเป็นอนัตตา.
คือ ปรากฏด้วยอนัตตานุปัสนาญาณว่า เป็นอนัตตา.
บทว่า ยํ ยํ วิทิตํ ตํ ตํ ขมติ - รูปใดๆ ที่ปรากฏ รูป
นั้น ๆ ย่อมคงที่ คือ รูปใด ๆ ที่ปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.
รูปนั้น ๆ ย่อมคงที่ คือ ชอบใจโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. ท่าน
ทำไว้เป็นแผนก ๆ แล้วเขียนไว้ในคัมภีร์บางคัมภีร์ว่า รูปปรากฏโดย
ความเป็นของไม่เที่ยง. รูปใด ๆ ปรากฏแล้ว. รูปนั้น ๆ ย่อมคงที่. พึง
เปลี่ยนลิงค์แล้วประกอบด้วยบทมีอาทิว่า เวทนา สญฺญา สงฺขารา
อนิจฺจโต วิทิตา - เวทนวา สัญญา สังขาร ปรากฏแล้วโดยความเป็น
ของไม่เที่ยง.

827
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 928 (เล่ม 68)

บทว่า ผุสติ ย่อมถูกต้อง คือ ย่อมถูกต้อง ย่อมแผ่ไปด้วย
การถูกต้องวิปัสสนาญาณ.
บทว่า ปริโยคหติ - ย่อมเข้าไป คือ เข้าไปด้วยวิปัสสนาญาณ.
ปาฐะว่า ปริโยคาหติ บ้าง.
จบ อรรถกถาขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทส
ปเทสวิหารญาณนิทเทส
[๒๔๕] ปัญญาในการรวมธรรม เป็นปเทสวิหารญาณอย่างไร ?
เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่ง
มิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย
ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมี
อกุศลเวทนา เพราะมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา
เพราะความสงบแห่งมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะ
สัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่ง
สัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา ฯลฯ เพราะมิจฉา -
วิมุตติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งมิจฉาวิมุตติ

928
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 929 (เล่ม 68)

เป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมี
กุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งสัมมาวิมุตติ เป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศล.
เวทนา เพราะฉันทะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบ
แห่งฉันทะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะวิตกเป็นปัจจัย ก็ย่อม
มีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งวิตกเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา
เพราะสัญญาเป็นปัจจัย ก็ย่อมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่ง
สัญญาเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะฉันทะ วิตก และสัญญา
เป็นธรรมไม่สงบนั้นเป็นปัจจัย๑ ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะเป็น
ธรรมสงบ แต่เพราะวิตกและสัญญาเป็นธรรมไม่สงบนั้นเป็นปัจจัย๒ ก็
ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะและวิตกเป็นธรรมไม่สงบนั้นเพราะสัญญา
เป็นธรรมไม่สงบนั้นเป็นปัจจัย๓ ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะ วิตก
และสัญญา เป็นธรรมสงบนั้นเป็นปัจจัย๔ ก็ย่อมมีกุศลเวทนา ความเพียร
เพื่อจะบรรลุอรหัตผลที่ยังไม่บรรลุมีอยู่ แม้เพราะเมื่อยังไม่ได้บรรลุ
อริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งอรหัตผลนั้นเป็นปัจจัย๕ก็ย่อมมีกุศลเวทนา.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการรวมธรรม
เป็นปเทสวิหารญาณ.
๑ - ๕. บาลีประกอบบทไว้ด้วยคำว่า ตปฺปจฺจยาปิ.

929
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 930 (เล่ม 68)

๔๓. อรรถกถาปเทสวิหารญาณนิทเทส
[๒๔๕ ] พึงทราบวินิจฉัยในปเทสวิหารญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.
พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงถึงอาการที่ควรพิจารณาญาณบางส่วนที่
ยกขึ้นไว้ในมาติกา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ -
เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย จึงมีอกุศลเวทนา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยา - เพราะมิจฉาทิฏฐิ
เป็นปัจจัย ความว่า เวทนาสัมปยุตด้วยทิฏฐิบ้าง เวทนาเป็นกุศล
อกุศลบ้าง เวทนาเป็นวิบากบ้าง เกิดขึ้นทำทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย ย่อม
ควร. ในเวทนาเหล่านั้น เวทนาที่สัมปยุตด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นอกุศล
เท่านั้น. แต่เวทนาเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ทิฏฐิ. จริงอยู่ พวกมิจฉาทิฏฐิให้ข้าวยาคูและภัตเป็นต้นในวันปักษ์
เพราะอาศัยทิฏฐิ ย่อมปฏิบัติคนบอดและคนโรคเรื้อนเป็นต้น ย่อม
สร้างศาลา ขุดสระโบกขรณีในทาง ๔ แพร่ง ปลูกสวนดอกไม้ สวน
ผลไม้ พาดสะพานในที่ลำบากเพราะน้ำ ปรับที่ไม่เสมอให้เสมอ เวทนา
ที่เป็นกุศล ย่อมเกิดแก่พวกมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้. แต่
เพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิ ย่อมด่า บริภาษ ฆ่าและจองจำพวกสัมมาทิฏฐิ.
ฆ่าสัตว์บวงสรวงเทวดา. เวทนาเป็นอกุศล ย่อมเกิดแก่พวกมิจฉาทิฏฐิ
เหล่านั้นด้วยประการฉะนี้. ส่วนเวทนาเป็นวิบาก ย่อมมีแก่ผู้ไปใน
ภพอื่น.

930
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 931 (เล่ม 68)

อนึ่ง มิจฉาทิฏฐินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันเกิดร่วมกัน
ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตปัจจัย
อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัย.
มิจฉาทิฏฐิดับไปทันทีนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุต
ด้วยมิจฉาทิฏฐิในปัจจุบัน ด้วยอำนาจอนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย
อุปนิสสยปัจจัย อาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัย และวิคตปัจจัย.
มิจฉาทิฏฐิ ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาสหรคตด้วยโลภะของ
ผู้ยินดีทำมิจฉาทิฏฐิให้หนัก ด้วยอำนาจอารัมมณาธิปติปัจจัย และ
อารัมมณูปนิสสยปัจจัย.
มิจฉาทิฏฐิ ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาเป็นกุศลและอัพยากฤตของ
ผู้ทำมิจฉาทิฏฐิให้เป็นเพียงอารมณ์ ด้วยอกุศลทั้งปวงผู้พิจารณาเห็น
แจ้งมิจฉาทิฏฐิ ด้วยเวทนาเป็นอกุศลทั้งปวง ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย
เท่านั้น.
มิจฉาทิฏฐิ ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาเป็นกุศลและอกุศล อัน
เกิดขึ้นด้วยมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย และแก่เวทนาเป็นวิบากในภพอื่น ด้วย
อำนาจอุปนิสัยปัจจัย.
บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยา - เพราะความสงบแห่งมิจฉา-
ทิฏฐิเป็นปัจจัย ความว่า สัมมาทิฏฐิ ชื่อว่า เป็นความสงบแห่งมิจฉา-
ทิฏฐิ เพราะฉะนั้น พึงทราบบทที่ท่านกล่าวว่า เพราะสัมมาทิฏฐิเป็น

931
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 932 (เล่ม 68)

ปัจจัย ย่อมมีกุศลเวทนาว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยา. ส่วนอาจารย์
บางพวกกล่าวว่า ชื่อว่า ความสงบแห่งมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีในขณะแห่ง
วิปัสสนา และในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค.
แม้ในบทนี้ว่า สมฺมาทิฏฺฐปจฺจยาปิ เวทยิตํ - เพราะมีสัมมา-
ทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา มีอธิบายดังต่อไปนี้ เวทนาสัมปยุต
ด้วยสัมมาทิฏฐิบ้าง เวทนาเป็นกุศล อกุศลบ้าง เวทนาเป็นวิบากบ้าง
เกิดขึ้นทำสัมมาทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย ย่อมควร. ในเวทนาเหล่านั้น
เวทนาสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นกุศลเท่านั้น.
อนึ่ง พวกสัมมาทิฏฐิอาศัยสัมมาทิฏฐิทำบุญ มีอาทิอย่างนี้ คือ
พุทธบูชาจัดประทีปและดอกไม้ ฟังมหาธรรม ก่อพระเจดีย์ในทิศที่ยัง
ไม่ได้ก่อ ด้วยประการฉะนี้ กุศลเวทนาย่อมเกิดแก่สัมมาทิฏฐิชน
เหล่านั้น. สัมมาทิฏฐิชนเหล่านั้นอาศัยสัมมาทิฏฐิด่าบริภาษ พวก
มิจฉาทิฏฐิ, ยกตนข่มผู้อื่น ด้วยประการฉะนี้ อกุศลเวทนา ย่อมเกิด
แก่สัมมาทิฏฐิชนเหล่านั้น. ส่วนวิบากเวทนา ย่อมมีแก่ผู้ไปในภพอื่น.
อนึ่ง สัมมาทิฏฐินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่มิจฉาทิฏฐิ อันเป็น
ปัจจุบันเวทนาที่ดับไปใกล้ที่สุด ซึ่งเกิดร่วมกันด้วยอำนาจแห่งปัจจัย
ดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. โลกิยสัมมาทิฏฐิ ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนา
อันสัมปยุตด้วยการพิจารณา อันสัมปยุตด้วยวิปัสสนา และอันสัมปยุต
ด้วยความใคร่ ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย. โลกิยสัมมาทิฏฐิ ย่อมเป็น

932
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 933 (เล่ม 68)

ปัจจัยแก่มิจฉาทิฏฐิด้วยอุปนิสสยปัจจัย โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ
สัมมาทิฏฐิอันเป็นมรรคผล ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตด้วยการ
พิจารณา ด้วยสามารถแห่งอารัมมณาธิปติปัจจัย และอารัมมณูปนิสสย-
ปัจจัย.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ - เพราะความสงบ
แห่งสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา ความว่า มิจฉาทิฏฐิ
ชื่อว่า ความสงบแห่งสัมมาทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น พึงทราบบทที่ท่าน
กล่าวว่า เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนานั่นแหละว่า
สมฺมาทิฏฐิวูสสมปจฺจยา - เพราะความสงบแห่งสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย.
แม้ในบทมีอาทิว่า มิจฺฉาสงฺกปฺปปจฺจยา มิจฺฉาสงฺกปฺปวูปสมปจฺ-
จยา - เพราะมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย เพราะความสงบแห่งมิจฉาสัง-
กัปปะเป็นปัจจัย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. จริงอยู่ ท่านกล่าวว่า วูปสม-
ปจฺจยา - เพราะความสงบเป็นปัจจัยแห่งธรรมใด ๆ ท่านประสงค์เอา
เวทนานั้น ๆ เพราะมีธรรมเป็นปฏิปักษ์แห่งธรรมนั้น ๆ เป็นปัจจัย.
อนึ่ง พึงทราบความในมิจฉาญาณเป็นต้นดังต่อไปนี้ ความคิด
เพื่อหาอุบายในการทำบาป ชื่อว่า มิจฉาญาณ. อีกอย่างหนึ่ง มิจฉา-
ญาณ คือ ญาณในการพิจารณาผิด. ญาณอันเป็นกุศลและอัพยากฤต
ที่เหลือเว้นวิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ และโลกุตรสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่า สัมมา-
ญาณ. ความพ้นจากบาป ชื่อว่า มิจฉาวิมุตติ. อีกอย่างหนึ่ง ความ

933
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 934 (เล่ม 68)

พ้นที่ไม่เป็นจริง ความพ้นที่ไม่นำออกไป ผู้ไม่พ้น สำคัญว่าพ้น.
ความน้อมไปในกัลยาณธรรม และผลวิมุตติ ชื่อว่า สัมมาวิมุตติ.
สัมมาทิฏฐิเป็นต้น มีอรรถดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง.
ส่วนในบทมีอาทิว่า ฉนฺทปจฺจยาปิ - เพราะฉันทะเป็นปัจจัย
พึงทราบดังต่อไปนี้ ความโลภ ชื่อว่า ฉันทะ. พึงทราบว่า เวทนา
สัมปยุตด้วยจิตที่สหรคต ด้วยโลภะ ๘ เพราะมีฉันทะเป็นปัจจัย. เวทนา
ในปฐมฌาน ชื่อว่า มีความสงบแห่งฉันทะเป็นปัจจัย. เวทนาใน
ปฐมฌาน ชื่อว่า มีวิตกเป็นปัจจัย. เวทนาในทุติยฌาน ชื่อว่า มี
ความสงบแห่งวิตกเป็นปัจจัย. เวทนาในสัญญาสมาบัติ ๖ ที่เหลือเว้น
ปฐมฌาน ชื่อว่า มีสัญญาเป็นปัจจัย. เวทนาในเนวสัญญานาสัญญา-
ยตนะ ชื่อว่า มีความสงบแห่งสัญญาเป็นปัจจัย.
ในบทมีอาทิว่า ฉนฺโท จ อวูปสโม โหติ - ฉันทะเป็นธรรม
ไม่สงบ มีความว่า ถ้าฉันทะ วิตกและสัญญา เป็นธรรมไม่สงบ.
บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ความไม่สงบแห่งฉันทะ วิตกและสัญญา
เป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺจยา - มีธรรมนั้นเป็นปัจจัย. เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ตปฺปจฺจยา - เพราะฉันทะ วิตกและสัญญานั้น ฟ้อนรำ
ไม่สงบเป็นปัจจัย. อธิบายว่า เพราะความไม่สงบฉันทะ วิตกและสัญญา
เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. เวทนานั้น เป็นเวทนาสัมปยุตด้วยจิตสหรคต
ด้วยโลภะ ๘. หากว่า ฉันทะสงบ วิตกและสัญญาไม่สงบ.

934