ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 915 (เล่ม 68)

บทว่า อุปฺปนฺนานํ - ที่เกิดขึ้นแล้ว คือ ที่เกิดแล้วในอัตภาพนี้.
บทว่า ฐิติยา คือ เพื่อความตั้งมั่น.
บทว่า อสมฺโมสาย - เพื่อความไม่เลอะเลือน คือ เพื่อความ
ไม่สูญหาย.
บทว่า ภิยฺโยภาวาย - เพื่อความเจริญยิ่ง คือ เพื่อเกิดบ่อย ๆ.
บทว่า เวปุลฺลาย คือ เพื่อความไพบูลย์.
บทว่า ภาวนาย คือ เพื่อความเจริญ.
บทว่า ปาริปูริยา คือ เพื่อความบริบูรณ์.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อแสดงถึงกามฉันทะในอกุศลและ
เนกขัมมะในกุศลให้แปลกออกไป จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อนุปฺปนฺนสฺส
กามจฺฉนฺทสฺส - กามฉันทะที่ยังไม่เกิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กามจฺฉนฺโท ได้แก่ กามราคะ อัน
เป็นปฏิปักษ์ต่อสมาธิ.
บทว่า เนกฺขมฺมํ ได้แก่ ปฐมฌานสมาธิ หรือปฐมฌาน
หรือกุศลธรรมทั้งหมดนั่นและ เป็นเนกขัมมะ.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเพื่อแสดงประกอบ ด้วยสามารถแห่ง
กิเลสทั้งปวง และอรหัตมรรคอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสทั้งปวง จึงกล่าว
บทมีอาทิว่า อนุปฺปนฺนานํ สพฺพกิเลสานํ - ยังกิเลสทั้งปวงที่ยังไม่
เกิดขึ้น.

915
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 916 (เล่ม 68)

ในบทเหล่านั้น บทมีอาทิว่า อุปฺปนฺนสฺส อรหตฺตมคฺคสฺส
ฐิติยา - เพื่อความตั้งมั่นแห่งอรหัตมรรคที่เกิดขึ้นแล้ว พึงทราบการ
ประกอบบทมีอาทิว่า  ิติยา ด้วยสามารถแห่งฐิติขณะและภังคขณะ
ของอรหัตมรรคที่เกิดขึ้นแล้วในอุปาทขณะ. แม้ในอรรถกถาแห่งวิภังค์
ท่านก็กล่าวว่า ความเป็นไปแห่งอรหัตมรรคชื่อว่า  ิติ คือ ความตั้งมั่น.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พึงเห็นมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่ง
อรหัตมรรค.
จบ อรรถกถาวีริยารัมภญาณนิทเทส
อัตถสันทัสนญาณนิทเทส
[๒๓๙] ปัญญาในการประกาศธรรมต่าง ๆ เป็นอัตถสันทัสน-
ญาณอย่างไร ?
ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรม อกุศลธรรม
อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม
โลกุตรธรรม ชื่อว่าธรรมต่าง ๆ.
[๒๔๐] คำว่า ปกาสนตา - การประกาศ ความว่า ปัญญา
ย่อมประกาศรูป โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

916
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 917 (เล่ม 68)

ประกาศเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ . . . ชราและ
มรณะ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา.
[๒๔๑] คำว่า อตฺถสนฺทสฺสเน - ในการเห็นชัดซึ่งอรรถธรรม
ความว่า พระโยคาวจร เมื่อละกามฉันทะ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่ง
เนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งความไม่พยาบาท
เมื่อละถีนมิทธะ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งอาโลกสัญญา เมื่อละอุทธัจจะ
ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อละวิจิกิจฉา ย่อมเห็นชัด
ซึ่งอรรถแห่งการกำหนดธรรม เมื่อละอวิชชา ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่ง
ญาณ เมื่อละอรติ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งความปราโมทย์ เมื่อละ
นิวรณ์ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งปฐมฌาน ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง
ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งอรหัตมรรค.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการประกาศธรรม
ต่างๆ เป็นอัตถสันทัสนญาณ.
๓๙. อรรถกถาอัตถสันทัสนญาณนิทเทส
[๒๓๙ - ๒๔๑] พึงทราบวินิจฉัยในอัตถสันทัสนญาณนิทเทส
ดังต่อไปนี้. บทมีอาทิว่า ปญฺจกฺขนฺธา มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว.

917
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 918 (เล่ม 68)

บทว่า ปกาเสติ - ย่อมประกาศ คือ ทำให้ปรากฏ. อธิบายว่า
ยังการเห็นด้วยญาณจักษุ ให้สมบูรณ์แก่ผู้ฟัง.
บทว่า นานาธมฺมา - ธรรมต่าง ๆ ท่านกล่าวถึงธรรมทั้งปวง
ที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ. หากถามว่า เพราะเหตุไรท่านจึงกล่าวธรรม
เป็นโลกิยะเท่านั้น ในนิทเทสแห่งการประกาศ. ตอบว่า ท่านไม่กล่าว
ถึงธรรมเป็นโลกุตระ เพราะปรารภการประกาศด้วยความเป็นของไม่
เที่ยงเป็นต้น และเพราะธรรมเป็นโลกุตระยังไม่เข้าถึงการพิจารณา.
แต่ท่านกล่าวถึงการประกาศ ด้วยการประกาศเท่านั้น โดยอาการที่ควร
ประกาศธรรมเหล่านั้น เพราะท่านสงเคราะห์ธรรมเหล่านั้น ด้วยการ
ชี้แจงธรรมต่าง ๆ และด้วยการชี้แจงการเห็นชัดอรรถ.
บทว่า ปชหนฺโต - เมื่อละ คือ ให้ผู้ฟังละ.
บทว่า สนฺทสฺเสติ - ย่อมเห็นชัด คือ แสดงแก่ผู้ฟังโดยชอบ.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวโดยนัยมีอาทิว่า พระโยคาวจรย่อมเห็นชัดซึ่ง
อรรถแห่งเนกขัมมะ เพราะละกามฉันทะได้แล้ว. พึงทราบว่า ท่าน
กล่าวนัยนี้ เพื่อแสดงว่า เมื่อผู้ฟังธรรมอันตรงเหล่านั้นนั่นเทียว ทำ
การละโทสะ และได้เฉพาะแล้วซึ่งคุณ เทศนาญาณย่อมถึงชั้นยอด.
จบ อรรถกถาอัตถสันทัสนญาณนิทเทส

918
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 919 (เล่ม 68)

ทัสนวิสุทธิญาณนิทเทส
[๒๐๒] ปัญญาในความสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียว
กัน และการแทงตลอดธรรมต่างกัน และธรรมหมวดเดียวกันเป็น
ทัสนวิสุทธิญาณอย่างไร ?
คำว่า ธรรมทั้งปวง ได้แก่ ขันธ์ ฯลฯ โลกุตรธรรม
คำว่า ความสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกัน ความว่า ธรรม
ทั้งปวงท่าน เคราะห์เป็นหมวดเดียวกันโดยอาการ ๑๒ คือ โดยสภาพ
ถ่องแท้ ๑ โดยสภาพมิใช่ตัวตน ๑ โดยสภาพจริง ๑ โดยสภาพควร
แทงตลอด ๑ โดยสภาพที่ควรรู้ยิ่ง ๑ โดยสภาพที่ควรกำหนดรู้ ๑ โดย
สภาพที่เป็นธรรม ๑ โดยสภาพที่เป็นธาตุ ๑ โดยสภาพที่อาจรู้ ๑ โดย
สภาพที่ควรทำให้แจ้ง ๑ โดยสภาพที่ควรถูกต้อง ๑ โดยสภาพที่ควร
ตรัสรู้ ๑ ธรรมทั้งปวงท่านสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกัน โดยอาการ
๑๒ นี้.
คำว่า ความต่างและความเป็นอันเดียวกัน ความว่า กาม
ฉันทะเป็นความต่างๆ เนกขัมมะเป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กิเลสทั้งปวง
เป็นความต่าง ๆ อรหัตมรรคเป็นอันเดียวกัน .
คำว่า ในการแทงตลอด ความว่า พระโยคาวจรย่อมแทง
ตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยกำหนดรู้ แทงตลอดสมุทย-

919
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 920 (เล่ม 68)

สัจ เป็นการแทงตลอดด้วยการละ แทงตลอดนิโรธสัจ เป็นการแทง
ตลอดด้วยการทำให้แจ้ง แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วย
การเจริญ.
คำว่า ทัสนวิสุทธิ ความว่า ในขณะโสดาปัตติมรรค ทัสนะ
ย่อมหมดจด ในขณะโสดาปัตติผล หมดจดแล้ว ในขณะสกทาคามิมรรค
ย่อมหมดจด ในขณะสกทาคามิผล หมดจดแล้ว ในขณะอนาคามิมรรค
ย่อมหมดจด ในขณะอนาคามิผล หมดจดแล้ว ในขณะอรหัตมรรค
ย่อมหมดจด ในขณะอรหัตผล หมดจดแล้ว.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการสงเคราะห์
ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกัน และการแทงตลอดธรรมต่างกัน และ
ธรรมหมวดเดียวกัน เป็นทัสนวิสุทธิญาณ.
๔๐. อรรถกถาทัสนวิสุทธิญาณนิทเทส
[๒๔๒] พึงทราบวินิจฉัยในทัสนวิสุทธิญาณนิทเทส ดังต่อ
ไปนี้ บทว่า สพฺเพ ธมฺมา เอกสงฺคหิตา - ธรรมทั้งปวงท่าน
สงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกัน ได้แก่ ธรรมที่เป็นสังขตะและอสังขตะ
ทั้งหมดท่านสงเคราะห์ คือ กำหนดด้วยหมวดเดียวกัน.

920
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 921 (เล่ม 68)

บทว่า ตถฏฺเฐน - โดนสภาพถ่องแท้ คือ โดยสภาพเป็นจริง.
อธิบายว่า โดยมีอยู่ตามสภาพของตน ๆ.
บทว่า อนตฺตฏฺเฐน - โดยสภาพมิใช่ตัวตน คือ โดยสภาพ
เว้นจากตัวตนอันได้แก่ ผู้กระทำและผู้เสวย.
บทว่า สจฺจฏฺเฐน - โดยสภาพจริง คือ โดยสภาพที่ไม่ผิดจาก
ความจริง. อธิบายว่า โดยความเป็นสภาพของตนไม่เป็นอย่างอื่น.
บทว่า ปฏิเวธฏฺเฐน - โดยสภาพควรแทงตลอด คือ ควรแทง
ตลอดด้วยญาณ. ในบทนี้พึงทราบการแทงตลอด โดยความไม่ลุ่มหลง
และโดยอารมณ์ด้วยญาณอันเป็นโลกุตระ.
บทว่า อภิชานนฏฺเฐน - โดยสภาพที่ควรรู้ยิ่ง คือ โดยสภาพ
ที่ควรรู้ยิ่งธรรมนั้น ๆ โดยอารมณ์ด้วยญาณอันเป็นโลกิยะ โดยความ
ไม่หลง และโดยอารมณ์ด้วยญาณอันเป็นโลกุตระ. ดังที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สพฺพํ ภิกฺขเว อภิญฺเญยฺย๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สิ่งทั้งปวงควรรู้ยิ่ง. บทว่า ปริชานนฏฺเฐน - โดยสภาพที่ควรกำหนด
รู้ คือ โดยสภาพที่ควรกำหนดรู้ธรรมทั้งหลายที่รู้ยิ่งแล้วโดยสภาวะด้วย
ญาณอันเป็นโลกิยะ และโลกุตระโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ โดยความ
ไม่เที่ยงเป็นต้น และโดยการออกไปเป็นต้น เหมือนที่ตรัสไว้ว่า สพฺพํ
ภิกฺขเว ปริญฺเญยฺยํ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งปวง สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้.
๑. สํ. สฬา. ๑๘/๔๙. ๒. สํ. สฬา. ๑๘/๕๐.

921
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 922 (เล่ม 68)

บทว่า ธมฺมฏฺเฐน - โดยสภาพที่เป็นธรรม คือ โดยสภาพที่
เป็นธรรมมีการทรงไว้ซึ่งสภาพเป็นต้น.
บทว่า ธาตฏฺเฐน - โดยสภาพที่เป็นธาตุ คือ โดยสภาพที่เป็น
ธาตุมีความไม่มีชีวะเป็นต้น.
บทว่า ญาตฏฺเฐน - โดยสภาพที่อาจรู้ คือ โดยสภาพที่อาจรู้
ด้วยญาณอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ. พึงทราบว่ามีสภาพอาจรู้แม้ใน
บทนี้เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ทิฏฺฐํ - รูปที่เห็น สุตํ - เสียงที่
ได้ยิน มุตํ - อารมณ์ ๓ ที่รู้ วิญฺญาตํ - ธรรมที่รู้แล้วเป็นรูป โดย
อรรถมีสภาพที่อาจเห็นได้เป็นต้น ฉะนั้น.
บทว่า สจฺฉิกิริยฏฺเฐน - โดยสภาพที่ควรทำให้แจ้ง คือ โดย
สภาพที่ควรทำให้ประจักษ์โดยอารมณ์.
บทว่า ผุสนฏฺเฐน - โดยสภาพที่ควรถูกต้อง ถือ โดยสภาพ
ที่ควรถูกต้องบ่อย ๆ โดยอารมณ์ของสภาพที่ทำให้ประจักษ์แล้ว.
บทว่า อภิสมยฏฺเฐน - โดยสภาพที่ควรตรัสรู้ คือ โดยสภาพ
ที่ควรตรัสรู้ด้วยญาณอันเป็นโลกิยะ. ถึงแม้ท่านกล่าวญาณหนึ่ง ๆ ว่า
ปัญญาในสภาพถ่องแท้เป็นญาณในวิวัฏฏะ คือ นิพพาน จริง. ปัญญาที่
ควรรู้ยิ่งเป็นญาณในสภาพที่ควรรู้. ปัญญาที่ควรทำให้แจ้งเป็นญาณใน
สภาพที่ควรถูกต้อง. อนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า

922
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 923 (เล่ม 68)

สมวาเย ขเณ กาเล สมูเห เหตุทิฏฺฐิสุ
ปฏิลาเภ ปหาเน จ ปฏิเวเธ จ ทิสฺสติ.
พระโยคาวจรย่อมปรากฏในหมู่ ขณะ กาล
ที่ประชุม เหตุ ทิฏฐิ การได้ การละ และในการ
แทงตลอด.
ในการพรรณนาคาถา ท่านกล่าวอรรถแห่งปฏิเวธ แห่งอภิสมย-
ศัพท์. แต่ถึงดังนั้นในที่นี้พึงทราบสภาพต่าง ๆ แห่งธรรมเหล่านั้นด้วย
อรรถตามที่กล่าวแล้ว. เพราะในอรรถกานั่นแหละท่านกล่าวถึงการ
ตรัสรู้ธรรมด้วยสามารถแห่งญาณอันเป็นโลกิยะ.
บทว่า กามจฺฉนฺโท นานตฺตํ - กามฉันทะเป็นความต่าง ๆ ความ
ว่า กามฉันทะเป็นสภาพต่าง ๆ เพราะมีอารมณ์ต่าง ๆ โดยมีความ
ฟุ้งซ่าน. พึงทราบกิเลสทั้งหมด ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ - เนกขัมมะเป็นอันเดียวกัน ความว่า
เนกขัมมะมีสภาพเป็นอันเดียวกันโดยมีจิตเป็นเอกกัคตา และโดยไม่มี
ความฟุ้งซ่านของอารมณ์ต่าง ๆ. พึงทราบกุศลทั้งปวงด้วยประการฉะนี้.
ในที่นี้พึงทราบความต่างแห่งอกุศลทั้งหลายมีพยาบาทเป็นต้น ที่ท่านย่อ
ไว้โดยไปยาลด้วยอรรถตามที่กล่าวแล้ว. อนึ่ง พึงทราบความต่างของ
ธรรมเบื้องต่ำ ๆ มีวิตกวิจารเป็นต้น โดยเป็นสภาพหยาบกว่าธรรม
เบื้องสูง ๆ. เพราะการแทงตลอดความต่าง ๆ และความเป็นอันเดียวกัน

923
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 924 (เล่ม 68)

ท่านสงเคราะห์เป็นอันเดียวกัน ย่อมสำเร็จด้วยการแทงตลอดสัจจะใน
ขณะแห่งมรรค. ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระจึงยกบทว่า ปฏิเวโธ ขึ้น
แล้วแสดงถึงการตรัสรู้สัจจะ.
บทว่า ปริญฺญา ปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ - พระโยคาวจรย่อมแทง
ตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ คือ ตรัสรู้ด้วย
ปริญญาภิสมยะ. ในบทที่เหลือมีนัยนี้. จริงอยู่ ในกาลตรัสรู้สัจจะ ใน
ขณะมรรคเป็นอันเดียวกันแห่งมรรคญาณ ย่อมมีกิจ ๔ อย่าง คือ
ปริญญา ๑ ปหานะ ๑ สัจฉิกิริยา ๑ ภาวนา ๑. เหมือนอย่างเรือ
ทำกิจ ๔ อย่างในขณะเดียวกัน ไม่ก่อน ไม่หลัง คือ ละฝั่งใน ๑ ตัต
กระแสน้ำ ๑ นำสินค้าไป ๑ ถึงฝั่งนอก ๑ ฉันใด. พระโยคาวจร
ย่อมตรัสรู้สัจจะ ๔ ในขณะเดียวกัน ไม่ก่อน ไม่หลัง คือ ตรัสรู้ทุกข์
ด้วยการกำหนดรู้ ๑ ตรัสรู้สมุทัยด้วยการละ ๑ ตรัสรู้มรรคด้วยการ
เจริญ ๑ ตรัสรู้นิโรธด้วยการทำให้แจ้ง ๑ ฉันนั้น. ท่านอธิบายไว้
อย่างไร. อธิบายไว้ว่า พระโยคาวจรกระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ย่อม
บรรลุ ย่อมเห็น ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๔ ด้วยสามารถกิจ. เหมือน
อย่างว่า เรือละฝั่งใน ฉันใด. พระโยคาวจรกำหนดรู้ทุกข์อันเป็น
มรรคญาณฉันนั้น. เรือตัดกระแสน้ำ ฉันใด. พระโยคาวจรละสมุทัย
ฉันนั้น. เรือนำสินค้าไป ฉันใด. พระโยคาวจรเจริญมรรค เพราะ
เป็นปัจจัยมีเกิดร่วมกันเป็นต้น ฉันนั้น. เรือถึงฝั่งนอก ฉันใด. พระ-

924