ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 905 (เล่ม 68)

สัจจะ. วิโมกข์มีอารมณ์เป็นประธาน และมี
สังขารเป็นประธาน เป็นนิโรธสัจจะ.
ย่อมมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นท่านกล่าวว่า เป็น สมสีสี เพราะมีความสงบ
ดังได้กล่าวไว้แล้วในก่อนและมีธรรมเหล่านี้เป็นประธาน.
จบ อรรถกถาสมสีสัฏฐญาณนิทเทส
สัลเลขัฏฐญาณนิทเทส
[๒๓๓] ปัญญาในความในรูปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่าง ๆ
และเดช เป็นสัลเลขัฏฐญาญอย่างไร ?
คำว่า ปุถุ - หนา คือ ราคะหนา โทสะหนา โมหะหนา
ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา
ความตระหนี่ ความเจ้าเล่ห์ ความโอ้อวด หัวดื้อ ความแข่งดี ความ
ถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความมัวเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง
ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง
เป็นกิเลสหนา.
[๒๓๔] คำว่า สภาพต่าง ๆ และสภาพเดียว ความว่า
กามฉันทะเป็นสภาพต่าง ๆ เนกขัมมะเป็นสภาพเดียว พยาบาทเป็นสภาพ

905
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 906 (เล่ม 68)

ต่าง ๆ ความไม่พยาบาทเป็นสภาพเดียว ถีนมิทธะเป็นสภาพต่าง ๆ อาโลก-
สัญญาเป็นสภาพเดียว อุทธัจจะเป็นสภาพต่าง ๆ ความไม่ฟุ้งซ่านเป็น
สภาพเดียว วิจิกิจฉาเป็นสภาพต่าง ๆ การกำหนดธรรมเป็นสภาพเดียว
อวิชชาเป็นสภาพต่าง ๆ ญาณเป็นสภาพเดียว อรติเป็นสภาพต่าง ๆ ความ
ปราโมทย์เป็นสภาพเดียว นิวรณ์เป็นสภาพต่าง ๆ ปฐมฌานเป็นสภาพ
เดียว ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นสภาพต่าง ๆ อรหัตมรรคเป็นสภาพเดียว.
[๒๓๕] คำว่า เตโช - เดช ความว่า เดชมี ๕ คือ
จรณเดช คุณเดช ปัญญาเดช บุญญเดช ธรรมเดช บุคคลผู้มีจิต
อันกล้าแข็ง ย่อมยังเดชคือความเป็นผู้ทุศีลให้สิ้นรูปด้วยเดชคือศีล
เครื่องดำเนินไป ย่อมยังเดชมิใช่คุณให้สิ้นไปด้วยเดชคือคุณ ย่อมยัง
เดชคือความเป็นผู้มีปัญญาทรามให้สิ้นไปด้วยเดชคือปัญญา ย่อมยังเดช
มิใช่บุญให้สิ้นไปด้วยเดชคือบุญ ย่อมยังเดชมิใช่ธรรมให้สิ้นไปด้วยเดช
อันเป็นธรรม.
[๒๓๖] คำว่า สลฺเลโข - ธรรมเครื่องขัดเกลา ความว่า
กามฉันทะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา เนกขัมมะเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา
พยาบาทมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความไม่พยาบาทเป็นธรรมเครื่อง
ขัดเกลา ถีนมิทธะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา อาโลกสัญญาเป็นธรรม
เครื่องขัดเกลา อุทธัจจะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความไม่ฟุ้งซ่านเป็น
ธรรมเครื่องขัดเกลา วิจิกิจฉามิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา การกำหนด

906
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 907 (เล่ม 68)

ธรรมเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อวิชชามิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ญาณ
เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อรตีมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความปราโมทย์
เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา นิวรณ์มิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ปฐมฌาน
เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ฯลฯ กิเลสทั้งปวงมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา
อรหัตมรรคเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรม ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่า
รู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความในรูปแห่งกิเลส
อันหนา สภาพต่าง ๆ และเดช เป็นสัลเลขัฏฐญาณ.
๓๗. อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณนิทเทส
[๒๓๓ - ๒๓๖] พึงทราบวินิจฉัยในสัลเลขัฏฐญาณนิทเทสดังต่อ
ไปนี้. บทว่า ราโค ปุถุ ราคะหนา คือ ราคะต่างหาก ไม่ปนด้วย
โลกุตระ ในบทที่เหลือมีนัยนี้.
ชื่อว่า ราคะ เพราะอรรถว่ากำหนัด.
ชื่อว่า โทสะ เพราะอรรถว่าประทุษร้าย.
ชื่อว่า โมหะ เพราะอรรถว่าลุ่มหลง.
พระสารีบุตรกล่าวกิเลสอันเป็นประธาน ๓ เหล่านี้ คือ ราคะ
มีลักษณะกำหนัด. โทสะมีลักษณะประทุษร้าย. โมหะมีลักษณะลุ่มหลง
แล้วบัดนี้ เมื่อจะแสดงโดยประเภท จึงกล่าวบทมีอาทิว่า โกโธ.

907
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 908 (เล่ม 68)

ในบทเหล่านั้น ในบทว่า โกโธ มีลักษณะโกรธนี้ ท่าน
ประสงค์เอาวัตถุ ๗ อย่าง.
อุปนาหะ มีลักษณะผูกโกรธ คือความโกรธนั่นเอง ที่ถึงความ
มั่นคง.
มักขะ มีลักษณะลบหลู่คุณผู้อื่น คือลบล้างคุณของผู้อื่น.
ปลาสะ มีลักษณะตีเสมอ คือ เห็นคุณผู้อื่นด้วยการตีเสมอ.
อิสสา มีลักษณะทำสมบัติของผู้อื่นให้สิ้นรูป คือริษยา.
มัจฉริยะ มีลักษณะซ่อนสมบัติของตน คือ สมบัติของเรา
จงอย่าเป็นของผู้อื่น.
มายา มีลักษณะปกปิดความชั่วที่ตนทำ คือ ทำเป็นมายาด้วย
ความปกปิด.
สาเถยยะ มีลักษณะประกาศคุณที่ไม่มีในตน คือ ความเป็น
ผู้โอ้อวด.
ถัมภะ มีลักษณะพองจิต คือ ความเป็นผู้กระด้าง.
สารัมภะ มีลักษณะให้ยิ่งด้วยการทำ.
มานะ มีลักษณะถือตัว.
อติมานะ มีลักษณะดูหมิ่น.
มทะ มีลักษณะความเป็นผู้มัวเมา. ปมาทะ มีลักษณะปล่อย
จิตไปในกามคุณ ๕.

908
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 909 (เล่ม 68)

พระสารีบุตรเถระ ครั้นแสดงความหมาย ด้วยอำนาจกิเลสไว้
แผนกหนึ่ง ๆ แล้ว เพื่อจะแสดงถึงกิเลสที่กล่าวไว้แล้ว และกิเลสอื่น
ที่ยังมิได้กล่าวไว้ ด้วยสงเคราะห์เข้ากันทั้งหมด จึงกล่าวบทมีอาทิว่า
สพฺเพ กิเลสา - กิเลสทั้งปวง.
ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า กิเลส เพราะอรรถว่ายังสัตว์ให้
เศร้าหมอง ให้เดือดร้อน ให้ลำบาก ในภพนี้และภพหน้า. ทั้งที่
สงเคราะห์เข้าในอกุศลกรรมบถ ทั้งที่มิได้สงเคราะห์เข้า. ชื่อว่า ทุจริต
เพราะอรรถว่าประพฤติด้วยความชั่ว หรือประพฤติชั่ว.
ทุจริตนั้น มี ๓ ประการ คือ กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑
มโนทุจริต ๑. ชื่อว่า อภิสงฺขารา เพราะอรรถว่าปรุงแต่งวิบาก.
อภิสังขารก็มี ๓ ประการ คือ
ปุญญาภิสังขาร - อภิสังขาร คือ บุญ ๑
อปุญญาภิสังขาร - อภิสังขาร คือ บาป ๑.
อาเนญชาภิสังขาร - อภิสังขาร คือ ความไม่หวั่นไหว ๑.
ชื่อว่า ภวคามิโน เพราะอรรถว่าสัตว์ไปสู่ภพ ด้วยอำนาจ
วิบาก. กรรมอันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่ภพ ชื่อว่า ภวคามิกมฺมา. ด้วย
บทนี้ แม้เมื่อความเป็นอภิสังขารมีอยู่ ก็เป็นอันห้ามกรรมที่ยังมิได้เสวย.
นี้ เป็นความต่างกันด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ทุจฺจริตา และ กมฺมา เป็นลิงควิปลาศ.

909
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 910 (เล่ม 68)

บทว่า นานตฺเตกตฺตํ - สภาพต่าง ๆ และสภาพเดียว ในอุทเทส
หัวข้อนี้ คือ แม้ไม่มีศัพท์ว่า เอกตฺต ผู้ประสงค์จะชี้แจงแม้สภาพเดียว
เพราะความที่เพ่งถึงกันและกันแห่งสภาพต่าง ๆ และสภาพเดียว จึงทำ
อุทเทสว่า นานตฺเตกตฺตํ. เมื่อแสดงสภาพเดียวในการขัดเกลาสภาพ
ต่าง ๆ ท่านก็แสดงถึงญาณในการขัดเกลาได้โดยง่าย.
บทว่า นานตฺตํ คือ สภาพต่าง ๆ เพราะความไม่มั่นคง และ
เพราะมีความดิ้นรน.
บทว่า เอกตฺตํ คือ สภาพเดียว เพราะความมั่นคง และ
เพราะไม่ดิ้นรน.
บทว่า จรณเตโช - จรณเดช ชื่อว่า จรณะ เพราะอรรถว่า
เที่ยวไปสู่ทิศที่ยังมิได้ไป คือ นิพพาน ด้วยจรณเดชนั้น. จรณะนั้น
คือ อะไร ? คือ ศีล. จรณะนั้นนั่นแหละ ชื่อว่า เป็นเดช เพราะ
อรรถว่าเผาสิ่งเป็นข้าศึก.
บทว่า คุณเตโช - คุณเดช คือ สมาธิเดช อันเป็นที่ตั้งได้
ด้วยศีล.
บทว่า ปญฺญาเตโช - ปัญญาเดช คือ วิปัสสนาเดช อันเป็น
ที่ตั้งได้ด้วยสมาธิ.
บทว่า ปุญฺญเตโช - ปุญญเดช คือ อริยมรรคกุสลเดช อัน
เป็นที่ตั้งได้ด้วยวิปัสสนา.

910
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 911 (เล่ม 68)

บทว่า ธมฺนเตโช - ธรรมเดช คือ พุทธวจนเดช อันเป็น
หลักแห่งเดช ๔.
บทว่า จรณเตเชน เตชิตตฺตา ได้แก่ ผู้มีจิตกล้าแข็ง ย่อม
ยังเดชคือความเป็นผู้ทุศีลให้สิ้นไป ด้วยจรณเดช คือ ศีลเดช.
บทว่า ทุสฺสีลฺยเตชํ ได้แก่ เดช คือ ความเป็นผู้ทุศีล.
ชื่อว่า เตโช เพราะเผาสันดานแม้นั้น.
บทว่า ปริยาทิยติ คือ ให้สิ้นไป.
บทว่า อคุณเตชํ - ยังเดชมิใช่คุณ ได้แก่ เดช คือ ความ
ฟุ้งซ่าน อันเป็นปฏิปักษ์ของสมาธิ.
บทว่า ทุปฺปญฺญเตชํ - เดช คือ ความเป็นผู้มีปัญญาทราม
ได้แก่ เดช คือ โมหะ อันเป็นปฏิปักษ์ ต่อวิปัสสนาญาณ.
บทว่า อุปญฺญเตชํ - เดชมิใช่บุญ ได้แก่ เดช คือ อกุศลกรรม
อันเป็นสหายของกิเลส ด้วยการไม่ละกิเลส อันทำลายมรรคนั้น ๆ
มิใช่ให้เดช มิใช่ให้บุญสิ้นไปอย่างเดียวเท่านั้น ยังกุศลธรรมให้สิ้นไป
ด้วย เพราะพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมไม่ดำ ไม่ขาว
มีอยู่ กรรมอันเป็นวิบากของกรรมไม่ดำ ไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความสิ้นไปแห่งกรรมดังนี้๑ ท่านกล่าวเดชอันมิใช่บุญเท่านั้น ด้วย
สามารถเป็นปฏิปักษ์ต่อเดชอันเป็นบุญ.
๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๓๓.

911
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 912 (เล่ม 68)

บทว่า อธมฺมเตชํ - เดชมิใช่ธรรม ได้แก่ เดช อันเป็นถ้อยคำ
แสดงลัทธิของพวกเดียรถีย์ต่าง ๆ. เมื่อท่านกล่าวอรรถวิกัปที่สอง ใน
การพรรณนาอุทเทสแห่งญาณนี้ เดช คือ ความเป็นผู้ทุศีลมาก มี
๑๙ อย่าง มีราคะเป็นต้น. ในบทนี้ว่า อภิสงฺขารา ภวคามิกมฺมา
ได้แก่ อปุญญาภิสังขารและอกุศลกรรม เป็นเดชมิใช่บุญ. อาเนญชา-
ภิสังขารเป็นกุศลกรรมฝ่ายโลกิยะ ชื่อว่า ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อเดชมิใช่
บุญ เพราะยังบุญเดชให้สิ้นไป. สภาพต่าง ๆ ๑๕ มีกามฉันทะ
เป็นต้น ย่อมเป็นเดชมิใช่คุณ. สภาพต่าง ๆ ๑๘ มีนิจสัญญาเป็นต้น
ย่อมเป็นเดชแห่งความเป็นผู้มีปัญญาทราม. สภาพต่าง ๆ ๔ อันทำลาย
มรรค ๔ ย่อมเป็นเดชมิใช่บุญ. พึงสงเคราะห์เดชมิใช่ธรรม ด้วย
สภาพต่าง ๆ อันทำลายโสดาปัตติมรรค.
พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงธรรมเครื่องขัดเกลา ด้วย
ธรรมมิใช่เครื่องขัดเกลา อันเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมเครื่องขัดเกลาไว้ใน
นิทเทส จึงแสดงธรรมเครื่องขัดเกลาไว้ก่อนธรรมมิใช่เครื่องขัดเกลา.
ธรรมสภาพเดียว ๓๗ มีเนกขัมมะเป็นต้น ท่านกล่าวว่า เป็นธรรม
เครื่องขัดเกลา เพราะขัดเกลาธรรมเป็นข้าศึก. ญาณในธรรมเครื่อง
ขัดเกลา ๓๗ ประเภท มีเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่า สัลเลขัฏฐญาณ.
จบ อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณนิทเทส

912
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 913 (เล่ม 68)

วีริยารัมภญาณนิทเทส
[๒๓๗] ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่
ส่งไป เป็นวีริยารัมภญาณอย่างไร ?
ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ส่งไปเพื่อจะ
ยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอัน
ลามกที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น เพื่อ
ความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลอะเลือน เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความ
ไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้น
แล้ว เป็นวีริยารัมภญาณแต่ละอย่าง ๆ.
[๒๓๘] ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่
ส่งไป เพื่อยังกามฉันทะที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละกามฉันทะที่เกิด
ขึ้นแล้ว เพื่อยังเนกขัมมะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อ
ความไม่เลอะเลือน ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งเนกขัมมะที่เกิดขึ้น
แล้ว ฯลฯ เพื่อยังกิเลสทั้งปวงที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละกิเลส
ทั้งปวงที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อยังอรหัตมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลอะเลือน เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความ
ไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งอรหัตมรรคที่เกิดขึ้น
แล้ว เป็นวีริยารัมภญาณแต่ละอย่าง ๆ.

913
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 914 (เล่ม 68)

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความประคองไว้
ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตส่งไป เป็นวีริยารัมภญาณ.
๓๘. อรรถกถาวีริยารัมภญาณนิทเทส
[๒๓๗ - ๒๓๘] พึงทราบวินิจฉัยในวีริยารัมภญาณนิทเทสดังต่อ
ไปนี้. บทว่า อนุปฺปนฺนานํ - ที่ยังไม่เกิด คือ ยังไม่เกิดในอัตภาพ
หนึ่ง หรือในอารมณ์หนึ่ง. เพราะชื่อว่าอกุศล อันไม่เกิดในสงสาร
อันไม่รู้เบื้องต้นและที่สุด ย่อมไม่มี แต่กุศลมี.
บทว่า ปาปกานํ คือ ลามก.
บทว่า อกุสลานํ ธมฺมานํ คือ ธรรม อันเป็นความไม่ดี.
บทว่า อนุปฺปาทาย - เพื่อมิให้เกิดขึ้น คือ เพื่อความที่จะ
ไม่ให้เกิดขึ้น.
บทว่า อุปฺปนฺนานํ คือ ที่เกิดแล้วในอัตภาพนี้.
บทว่า ปหานาย คือ เพื่อต้องการละ.
บทว่า อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ - กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด
คือ ธรรมอันเป็นความดีที่ยังไม่เคยเกิดในอัตภาพนี้.
บทว่า อุปฺปาทาย คือ เพื่อต้องการให้เกิด.

914