ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 885 (เล่ม 68)

อารมณ์ก็ตาม. แก้อย่างก่อนดึกว่า เพราะท่านกล่าวถึงความเป็นผู้ชำ-
นาญฌาน แม้มีกสิณอย่าหนึ่งเป็นอารมณ์ไว้แล้ว.
บทว่า ยาวติจฺฉกํ - ปรารถนาเพียงใด คือ คำนึงถึงกาลที่
ปรารถนาเพียงลัดนิ้วมือเดียวหรือ ๗ วัน. บทว่า อาวชฺชนาย - ใน
การคำนึง ได้แก่ มโนทวาราวัชชนะ.
บทว่า ทนฺธายิตตฺตํ - ความเนิ่นช้า คือ ความไม่เป็นไปใน
อำนาจ. หรือความเกียจคร้าน.
บทว่า สมาปชฺชติ - ย่อมเข่า คือ ย่อมปฏิบัติ. อธิบายว่า
ย่อมแนบแน่น.
บทว่า อธิฏฺฐาติ - ย่อมอธิฏฐาน คือ ตั้งใจทำให้ยิ่งในภายใน
สมาบัติ. บทว่า ปฐมํ ฌานํ ในวุฏฐานวสี เป็นทุติยาวิภัตติลงใน
อรรถแห่งปัญจมีวัตติ แปลว่า จากปฐมฌาน.
บทว่า ปจฺจเวกขติ - ย่อมพิจารณา คือ เห็นทันทีด้วยการ
ในรูปแห่งการพิจารณา. นี้เป็นการพรรณนาบาลีในบทนี้.
ต่อไปนี้เป็นการชี้แจงความ เมื่อพระโยคาวจรออกจากปฐมฌาน
แล้วคำนึงถึงวิตกชวนจิต ๔ หรือ ๕ ดวง มีวิตกเป็นอารมณ์ ย่อมแล่น
ไปในลำดับแห่งอาวัชชนจิตอันตัดภวังค์เป็นไป. แต่นั้นภวังคจิต ๒ ดวง
แล่นไป. แต่นั้นอาวัชชนจิตมีวิจารเป็นอารมณ์แล่นไปโดยนัยดังกล่าว

885
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 886 (เล่ม 68)

แล้วอีก. พระโยคาวจรสามารถตั้งจิตไปในลำดับในองค์ฌาน ๕ ด้วย
ประการฉะนี้. คราวนี้อาวัชชนวสีของพระโยคาวจรนั้น เป็นอันสำเร็จ.
ส่วนวสีอันถึงที่สุดนี้ ย่อมได้ในยมกปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเท่านั้น. นอกจากนี้ไม่มีอาวัชชนวสีที่เร็วกว่า. การคำนวณใน
ภวังควาระในลำดับ ๆ ไม่มีแก่ผู้อื่น. ความเป็นผู้สามารถในการเข้า
สมาบัติได้เร็ว ดุจในการทรมานนันโทปนันทนาคของพระมหาโมคคัล-
ลานเถระ ชื่อว่าสมาปัชชนวสี. ความเป็นผู้สามารถเพื่อดำรงสมาบัติ
ตลอดขณะเพียงนิ้วมือเดียว หรือเพียง ๑๐ นิ้วมือ ชื่อว่าอธิฏฐานวสี.
อนึ่ง ความเป็นผู้สามารถออกได้เร็วกว่านั้น ชื่อว่า วุฏฺฐานวสี.
ส่วนปัจจเวกขณวสี ท่านกล่าวไว้แล้วในอาวัชชนวสีนั่นแหละ. เพราะ
ว่า ปัจจเวกขณชวนะเป็นลำดับของอาวัชชนะในอาวัชชนวสีนั้น. เป็น
อันว่าปัจจเวกขณวสีสำเร็จ ด้วยความสำเร็จแห่งอาวัชชนวสี ด้วย
ประการฉะนี้. และวุฏฐานวสีเป็นอันสำเร็จ ด้วยความสำเร็จแห่ง
อธิฏฐานวสี.
แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ความเป็นผู้สามารถในการยังอาวัชชนะให้
เป็นไปโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในกสิณนั้นเร็วตามชอบใจของผู้ประสงค์
เพื่อจะเข้าฌานมีกสิณนั้น ๆ เป็นอารมณ์ เพราะความสำเร็จด้วยสามารถ
กสิณต่าง ๆ ของผู้นิรมิตมีเพศหลายอย่างเป็นต้น เพราะไม่มีปัจจเวก-
ขณะอันเป็นองค์ฌานในเวลาแสดงปาฏิหาริย์ เพราะท่านกล่าวไว้แล้ว

886
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 887 (เล่ม 68)

ว่า วสีอันถึงที่สุดนี้ย่อมได้ในยมกปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เท่านั้น ชื่อว่าอาวัชชนวสี.
ความเป็นผู้สามารถในอัปปนา และความเป็นผู้สามารถเข้าฌาน
นั้น ๆ ในวิถีแห่งอาวัชชนะในกาลนั้น ชื่อว่าสมาปัชชนวสี. ก็เมื่อ
กล่าวอย่างนี้เป็นอันยุติและไม่ผิด. อนึ่งลำดับแห่งวสีย่อมควรตามลำดับ
นั่นเอง. อนึ่ง ในการพิจารณาองค์แห่งฌาน เพราะท่านกล่าวไว้ว่า
ชวนจิต ๕ ดวง ถึงที่สุดแล้ว แม้เมื่อชวนจิต ๗ ดวง แล่นไปโดยนัย
ดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมเป็นปัจจเวกขณวสีเหมือนกัน.
เมื่อเป็นอย่างนั้นหากกล่าว่า คำว่า คำนึงถึงปฐมฌาน ย่อม
ไม่ถูก. ท่านกล่าวฌานเป็นไปในกสิณ ว่าเป็นกสิณโดยเป็นอุปจารของ
เหตุ ฉันใด. ท่านกล่าวกสิณมีฌานเป็นปัจจัย ก็ฉันนั้น ว่าเป็นฌาน
โดยเป็นอุปจานแห่งผล ดุจในคำมีอาทิว่า สุโข พุทธานมุปฺปาโท-๑
การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นความสุข. แม้เมื่อมีการก้าวลง
สู่ฌานอีก ดุจในการที่บุคคลตื่นจากหลับตามกาลที่กำหนดไว้แล้วก้าวลง
สู่ความหลับอีก ชื่อว่าอธิฏฐานวสี. แม้เมื่อมีการอธิฏฐานในการลุกขึ้น
ของผู้ที่ลุกขึ้นตามกาลที่กำหนด ก็ชื่อว่าวุฏฐานวาสี. นี้เป็นความต่างกัน
ของวสีเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
เพื่อชี้แจงนิโรธสมาบัติจึงมีปัญหาดังต่อไปนี้ นิโรธสมาบัติเป็นอย่าง
อย่างไร. ใครเข้านิโรธสมาบัตินั้น. ใครไม่เข้า. เข้าในที่ไหน
๑. ขุ. ธ. ๒๕/๒๔.

887
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 888 (เล่ม 68)

เพราะเหตุไรจึงเข้า. อย่างไรจึงเป็นอันเข้านิโรธสมาบัตินั้น. ตั้งอยู่
อย่างไร. ออกอย่างไร. ผู้ออกมีจิตน้อมไปสู่อะไร. คนตายและคนเข้า
ต่างกันอย่างไร. นิโรธสมาบัติ เป็นสังขตะ หรืออสังขตะ เป็นโลกิยะ
หรือโลกุตระ เป็นนิปผันนะ - สำเร็จ หรืออนิปผันนะ - ไม่สำเร็จ.
ในปัญหากรรมเหล่านั้น บทว่า กา นิโรธสมาปตฺติ - นิโรธ-
สมาบัติเป็นอย่างไร คือ จิตเจตสิกธรรมทั้งหลายไม่เป็นไปด้วยสามารถ
แห่งอนุปุพพนิโรธ คือ นิโรธตามลำดับ. ชื่อว่านิโรธสมาบัติ.
บทว่า เก ตํ สมฺปชฺชนฺติ, เก น สมาปชฺชนฺติ - ใคร
เข้านิโรธสมาบัตินั้น ใครไม่เข้า คือ ปุถุชนแม้ทั้งหมด พระโสดาบัน
พระสกทาคามี และพระอนาคามี พระอรหันต์ผู้เป็นสุกขวิปปัสสก ไม่
เข้า. ส่วนพระอนาคามีผู้ได้สมาบัติ ๘ และพระขีณาสพ เข้า.
บทว่า กตฺถ สปชฺชนฺติ - เข้าในที่ไหน ? คือ ในภพที่มี
ขันธ์ ๕. เพราะเหตุไร ? เพราะมีสมาบัติตามลำดับ. ส่วนในภพ คือ
ขันธ์ ๔ ปฐมฌานเป็นต้น ไม่มีการเกิดเลย. เพราะฉะนั้น จึงไม่
สามารถเข้าในภพนั้นได้.
บทว่า กสฺม สมาปชฺชนฺติ - เพราะเหตุไรจึงเข้า ? คือ เป็น
ผู้เบื่อหน่ายในความเป็นไปของสังขารไม่คิดจะอยู่ในทิฏฐธรรม จึงเข้า
ด้วยคิดว่า เราถึงนิพพานอันเป็นความดับแล้ว จักอยู่เป็นสุข.

888
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 889 (เล่ม 68)

บทว่า กถญฺจสฺสา สมาปชฺชนํ โหติ - อย่างไรจึงเป็นอัน
เข้านิโรธสมาบัตินั้น ? คือ เมื่อขวนขวายด้วยสามารถแห่งสมถวิปัสสนา
แล้วทำกิจเบื้องต้น ยังเนวสัญญานาสัญญายตนะให้ดับ เป็นอันเข้า
นิโรธสมาบัติด้วยอาการอย่างนี้. เพราะผู้ใดขวนขวายด้วยสามารถแห่ง
สมถะเท่านั้น ผู้นั้นบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้วตั้งอยู่.
ส่วนผู้ใดขวนขวายด้วยสามารถแห่งวิปัสสนาเท่านั้น. ผู้นั้นบรรลุผล-
สมาบัติแล้วตั้งอยู่. อนึ่ง ผู้ใดขวนขวายด้วยสามารถทั้งสองอย่าง ย่อม
ยังเนวสัญญานาสัญญายตนะให้ดับ. ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเข้าถึงนิโรธสมาบัติ
นี้เป็นความสังเขปในบทนี้.
ส่วนความพิสดารพึงทราบดังต่อไปนี้ ภิกษุในศาสนานี้ประสงค์
จะเข้านิโรธ ฉันอาหารเสร็จแล้ว ล้างมือและเท้า นั่งขัดสมาธิบน
อาสนะที่ปูไว้อย่างดีในโอกาสอันสงัด ตั้งกายตรงดำรงสติไว้เฉพาะหน้า.
ภิกษุนั้นเข้าปฐมฌาน ครั้นออกแล้วพิจารณาเห็นแจ้ง สังขารทั้งหลาย
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ณ ที่นั้น.
ก็วิปัสสนานั้นมี ๓ อย่าง คือ สังขารปริคคัณหนกวิปัสสนา-
วิปัสสนากำหนดสังขาร ๑ ผลสมาปัตติวิปัสสนา - วิปัสสนาอันเป็นผล-
สมาบัติ ๑ นิโรธสมาปัตติวิปัสสนา - วิปัสนาอันเป็นนิโรธสมาบัติ ๑.
ในวิปัสสนา ๓ อย่างนั้น สังขารปริคคัณหนกวิปัสสนา จะอ่อน
หรือกล้าแข็งก็ตาม ย่อมเป็นปทัฏฐานแห่งมรรคนั่นแหละ. ผลสมาปัตติ-

889
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 890 (เล่ม 68)

วิปัสสนากล้าแข็งเช่นกับมรรคภาวนาจึงควร. ส่วนนิโรธสมาปัตติ-
วิปัสสนา ได้อ่อนเกินไป ไม่กล้าแข็งเกินไปนั่นแหละจึงควร. เพราะ
ฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงพิจารณาเห็นแจ้งสังขารเหล่านั้น ด้วยวิปัสสนาอัน
ไม่อ่อนเกินไป ไม่กล้าแข็งเกินไป. แต่นั้นจึงเข้าตติยฌาน ฯลฯ
วิญญาณัญจายตนะครั้นออกแล้วกระทำกิจเบื้องต้น ๔ อย่าง คือ.
นานาพัทธอวิโกปนะ ๑
สังฆปฏิมานนะ ๑
สัตถุปักโกสนะ ๑
อัทธานปริจเฉทะ ๑.
ในกิจ ๔ อย่างนั้น บทว่า นานาพทฺธอวิโกปนํ - ไม่ให้ของ
ใช้ต่างๆ เสียหาย. ความว่า สิ่งใด ที่ไม่เป็นของใช้เนื่องเป็นอันเดียว
กันกับภิกษุนี้ เป็นของใช้ต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ เช่น บาตร จีวร เตียง ตั่ง
ที่อยู่อาศัย หรือแม้บริขารไร ๆ อย่างอื่น, ไม่ให้ทำลายสิ่งนั้น. ไม่ให้
เสียหายไปด้วย ไฟ น้ำ ลม โจร และหนูเป็นต้น โดยประการใด
พึงอธิฏฐานโดยประการนี้. วิธีอธิฏฐานมีว่าดังนี้ ในภายใน ๗ วันนี้
ขอสิ่งนี้ ๆ จงอย่าถูกไฟไหม้, อย่าถูกน้ำพัดไป. อย่าถูกลมกำจัด, อย่า
ถูกโจรลัก, อย่าถูกหนูกัดเป็นต้น. เมื่ออธิฏฐานอย่างนี้ตลอด ๗ วัน
นั้นจะไม่มีอันตรายใด ๆ แก่สิ่งเหล่านั้น. แต่เมื่อไม่อธิฏฐาน จะเสียหาย
ด้วยไฟเป็นต้น. นี้ชื่อว่านานาพัทธอวิโกปนะ. แต่สิ่งใดที่ใช้เนื่องเป็น

890
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 891 (เล่ม 68)

อันเดียวกัน เช่น ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นั่ง ในสิ่งนั้นไม่มีกิจที่จะอธิฏฐาน
ต่างหาก. สมาบัตินั่นแลย่อมคุ้มครองสิ่งนั้นนั่นแล.
บทว่า สงฺฆปฏิมานนํ - การรอท่าสงฆ์ ได้แก่ การรอท่า คือ
การเห็นภิกษุสงฆ์. อธิบายว่า ไม่ทำสังฆกรรม จนกว่าภิกษุรูปนั้นจะ
มา. อนึ่ง ในบทนี้การรอท่ามิใช่เป็นบุพกิจของภิกษุนี้. แต่การนึกถึง
การรอท่าเป็นบุพกิจ เพราะฉะนั้นวรนึกถึงอย่างนี้ว่า หากตลอด ๗ วัน
เมื่อนั่งเข้านิโรธสงฆ์ประสงค์จะทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ในอปโลกน-
กรรมเป็นต้น. เราจักออกโดยภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่มาเรียกเรา. ก็ภิกษุ
ทำอย่างนี้แล้วเข้าสมาบัติ ย่อมออกได้ในสมัยนั้นนั่นเอง. แต่ภิกษุใด
ไม่ทำอย่างนี้. ทั้งสงฆ์ก็ประชุมกันแล้ว เมื่อไม่เห็นภิกษุนั้น จึงถามว่า
ภิกษุรูปโน้นไปไหน เมื่อตอบว่า กำลังเข้าสมาบัติ จึงส่งภิกษุรูปหนึ่ง
ไปว่า ท่านจงไปเรียกภิกษุนั้นตามคำของสงฆ์. ลำดับนั้น เพียงคำ
อันภิกษุนั้นยินอยู่ในที่ใกล้พอจะได้ยินกล่าวว่า อาวุโส สงฆ์รอท่าน
เท่านั้น ดังนี้ ภิกษุนั้นเป็นอันออกจากนิโรธ. เพราะว่า ชื่อว่า อาณา
คืออำนาจของสงฆ์หนักถึงอย่างนี้. ฉะนั้นพึงเข้านิโรธโดยอาการที่ภิกษุ
นั่นนึกถึงแล้วออกจากนิโรธก่อน.
บทว่า สตฺถุ ปกิโกสนํ - พระศาสดาตรัสเรียกหา แม้ในบทนี้
การนึกถึงการเรียกหาของพระศาสดาก็เป็นบุพกิจของภิกษุนี้. เพราะ
ฉะนั้นควรนึกถึงบุพกิจนั้นอย่างนี้ว่า หากว่า เมื่อเรานั่งเข้านิโรธตลอด

891
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 892 (เล่ม 68)

๗ วัน. พระศาสดาทรงบัญญัติสิกขาบท ในเพราะเรื่องที่ละเมิด. หรือ
ทรงแสดงธรรมในเพราะเหตุเกิดเรื่องเห็นปานนั้น. เราจักออก โดยที่
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งยังไม่มาเรียกเรา. ภิกษุนั่งทำอย่างนี้ย่อมออกในสมัย
นั้นนั่นแหละ. อนึ่ง ภิกษุใดไม่ทำอย่างนั้น. ทั้งพระศาสดา เมื่อสงฆ์
ประชุมกัน ไม่ทรงเห็นภิกษุนั้นตรัสถามว่า ภิกษุรูปนั้นไปไหน เมื่อ
กราบทูลว่า เข้านิโรธ จึงทรงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปว่าเธอจงไปเรียกภิกษุ
นั้นตามคำของเรา. ครั้นเพียงภิกษุนั้นยืนอยู่ในที่ใกล้พอได้ยินกล่าวว่า
พระศาสดาตรัสเรียกหาท่านดังนี้เท่านั้น ภิกษุนั้นก็เป็นอันออกจาก
นิโรธ. เพราะว่าการตรัสเรียกหาของพระศาสดาถือเป็นเรื่องหนักอย่าง
นี้. ฉะนั้นพึงเข้านิโรธโดยอาการที่ภิกษุนั้นนึกถึง แล้วออกก่อนนั่น
เทียว.
บทว่า อทฺธานปริจฺเฉโท - กำหนดกาล คือ กำหนดกาลของ
ชีวิต. จริงอยู่ ภิกษุนี้ควรเป็นผู้ฉลาดในการกำหนดกาล. ควรนึกว่า
อายุสังขารของตนจักเป็นไปได้ตลอด ๗ วัน. หรือจักเป็นไปไม่ได้แล้ว
เข้านิโรธ. เพราะว่าเมื่ออายุสังขารดับเสียในระหว่าง ๗ วัน. ภิกษุไม่
ได้นึกถึงเข้านิโรธ. นิโรธสมาบัติของภิกษุนั้นไม่สามารถห้ามความตาย
ได้. ภิกษุย่อมออกจากสมาบัติในระหว่างได้ เพราะในภายในนิโรธยัง
ไม่มีความตาย. ฉะนั้นควรนึกถึงกาลนั้นแล้วจึงเข้านิโรธ. แม้ไม่นึกถึง
กาลที่เหลือก็ควร. แต่ควรนึกถึงกาลนี้ทีเดียว. ท่านอธิบายไว้ดังนี้.

892
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 893 (เล่ม 68)

ภิกษุนั้นเข้าอากิญจัญญายตนะอย่างนี้แล้ว ครั้นออกแล้วทำบุพกิจนี้
ย่อมเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะได้ ครั้นล่วงเลยวารจิตหนึ่ง หรือ
สองแล้วเป็นอจิตตกะ ย่อมถูกต้องนิโรธได้. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร
จิตเหนือ คือเกินจิตสองดวงจึงเป็นไปไม่ได้เล่า.๑ ตอบว่า เพราะเป็น
ปโยคะแห่งนิโรธ. จริงอยู่ การทำสมถะและวิปัสสนาทั้งสองของภิกษุ
นั้นให้เป็นยุคนัทธะคือธรรมที่เทียมคู่นี้ แล้วขึ้นสู่สมาบัติ ๘ เป็นความ
ขวนขวายของนิโรธตามลำดับ. มิใช่เพราะเนวสัญญานาสัญญายตน-
สมาบัติ เพราะเหตุนั้นจิตทั้งหลาย จึงไม่เป็นไปเหนือจิตสองดวงเพราะ
เป็นปโยคะแห่งนิโรธ.
บทว่า กถํ - ฐานํ - ตั้งอยู่อย่างไร คือ ตั้งอยู่ด้วยสามารถกำหนด
กาลแห่งสมาบัตินั้นที่เข้าถึงพร้อมแล้วอย่างนี้ และด้วยไม่มีอายุขัย การ
รอท่าของสงฆ์และการตรัสเรียกหาของพระศาสดาในระหว่าง.
บทว่า กถํ วุฏฺฐานํ - ออกอย่างไร ได้แก่ ออก ๒ อย่างนี้
คือ ด้วยอนาคามิผลสมาบัติ ๑ ด้วยอรหัตผลสมาบัติของพระอรหันต์ ๑.
บทว่า วุฏฺฐิตสฺส กินฺนินฺนํ จิตฺตํ โหติ - จิตของผู้ออกแล้ว
น้อมไปสู่อะไร ความว่า น้อมไปสู่นิพพาน. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า
๑. หมายความว่า ในขณะที่จะเข้านิโรธสมาบัติ จตุตถอรูปสมาบัติเกิดขึ้น ๒ ครั้ง
แล้วก็ถึงนิโรธ.

893
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 894 (เล่ม 68)

ดูก่อน อาวุโสวิสาขะ จิตของภิกษุผู้ออกจาก
สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ น้อมไปสู่วิเวก โอน
ไปสู่วิเวก โน้นไปสู่วิเวก.๑
บทว่า มตสฺส จ สมาปนฺนสฺส จ โก วิเสโส - ผู้ตาย
แล้วและผู้เข้านิโรธต่างกันอย่างไร ท่านกล่าวความนี้ไว้แล้วในพระสูตร.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนอาวุโส กายสังขารของผู้ตายแล้ว ถึง
แต่กรรมแล้ว ดับ สงบ. วจีสังขาร จิตตสังขาร
ดับ สงบ. อายุสิ้นไป. ไออุ่นสงบไป. อินทรีย์
ทำลายไป. แม้กายสังขารของภิกษุผู้เข้าสัญญา-
เวทยิตนิโรธ ก็ดับ สงบ. วจีสังขาร จิตตสังขาร
ก็ดับ สงบ. อายุยังไม่สิ้นไป. ไออุ่นยังไม่สงบ.
อินทรีย์ยังไม่ทำลาย.-๒
ในคำถามมีอาทิว่า นิโรธสมาปตฺติ กึ สงฺขตา อสงฺขตา-
นิโรธสมาบัติเป็นสังขตะหรืออสังขตะ ? มีอธิบายดังต่อไปนี้ ไม่ควร
กล่าวว่า เป็นสังขตะบ้าง อสังขตะบ้าง โลกิยะบ้าง โลกุตระบ้าง.
เพราะเหตุไร ? เพราะไม่มีโดยสภาพ. เพราะภิกษุ ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึง
๑. ม. ม. ๑๒/๕๑๐. ๒. ม. มู. ๑๒/๕๐๒.

894