ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 875 (เล่ม 68)

นิโรธสมาปัตติญาณนิเทส
[ ๒๑๗ ] ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ด้วยความเป็นผู้
ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๑๖ และ
ด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นนิโรธสมาปัตติญาณอย่างไร ?
คำว่า ด้วยพละ ๒ ความว่า พละ ๒ คือสมถพละ ๑ วิปัสสนา-
พละ ๑.
[๒๑๘] สมถพละเป็นไฉน ? ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว
ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ ด้วยสามารถแห่งความไม่พยา-
บาท ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา ด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน
ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า ด้วย
สามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก เป็นสมถพละแด่
ละอย่าง ๆ.
[๒๑๙] คำว่า สมถพลํ ความว่า ชื่อว่าสมถพละ เพราะ
อรรถว่ากระไร ?
ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะนิวรณ์ ด้วย
ปฐมฌาน ไม่หวั่นไหวเพราะวิตกวิจาร ด้วยทุติยฌาน ไม่หวั่นไหว
เพราะปีติ ด้วยตติยฌาน ไม่หวั่นไหวเพราะสุขและทุกข์ ด้วยจตุตถฌาน
ไม่หวั่นไหวเพราะรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสา-

875
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 876 (เล่ม 68)

นัญจายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวเพราะอากาสานัญจายตนสัญญา ด้วย
วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวเพราะอากิญจัญญายตนสัญญา
ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่งไม่
คลอนแคลน เพราะอุทธัจจะ เพราะกิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะ และ
เพราะขันธ์ นี้ชื่อว่าสมถพละ.
[๒๒๐] วิปัสสนาพละเป็นไฉน ? อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัส-
นา อนัตตานุปัสนา นิพพิทานุปัสนา วิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา
ปินิสสัคคานุปัสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ฯลฯ การ
พิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ฯลฯ ในเวทนา ในสัญญา ใน
สังขาร ในวิญญาณ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในจักษุ ฯลฯ ใน
ชราและมรณะ ฯล ฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ
เป็นวิปัสสนาพละแต่ละอย่าง ๆ.
[๒๒๑] คำว่า วิปสฺสนาพลํ ความว่า ชื่อว่าวิปัสสนาพละ
เพราะอรรถว่ากระไร ?
ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะนิจ-
สัญญา ด้วยอนิจจานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะสุขสัญญา ด้วยทุกขา-
นุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะอัตสัญญา ด้วยอนัตตานุปัสนา ไม่หวั่น-
ไหวเพระความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทานุปัสนา ไม่หวั่นไหว เพราะ
ความกำหนัด ด้วยวิราคานุปัสนา ไม่หวั่นไหว เพราะสมุทัย ด้วย

876
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 877 (เล่ม 68)

นิโรธานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความถือมั่น ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา
ไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่คลอนแคลน เพราะอวิชชา เพราะ
กิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชา และเพราะขันธ์ นี้ชื่อว่าวิปัสสนาพละ.
[๒๒๒] คำว่า ด้วยการระงับสังขาร ๓ ความว่า ด้วยการ
ระงับสังขาร ๓ เป็นไฉน ? วิตกวิจารเป็นวจีสังขารของท่านผู้เข้าทุติย-
ฌานระงับไป ลมอัสสาสปัสสาสะเป็นกายสังขารของท่านผู้เข้าจตุตถ-
ฌานระงับไป สัญญาและเวทนาเป็นจิตตสังขารของท่านผู้เข้าสัญญา-
เวทยิตนิโรธ ระงับไปด้วยการระงับสังขาร ๓ เหล่านี้.
[๒๒๓] คำว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖ ความว่า ด้วยญาณ-
จริยา ๑๖ เป็นไฉน ? อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา
นิพพิทานุปัสนา วิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปฏินิสสัคคานุปัสนา
วิวัฏฏนานุปัสนา โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติ สกทาคามิ-
มรรค สกทาคามิผลสมาบัติ อนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติ
อรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ เป็นญาณจริยาแต่ละอย่าง ๆ ด้วยญาณ-
จริยา ๑๖ นี้.
[๒๒๔] คำว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ ความว่า ด้วยสมาธิจริยา
๙ เป็นไฉน ? ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสา-
นัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ
เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นสมาธิจริยาแต่ละอย่าง ๆ วิตกวิจาร

877
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 878 (เล่ม 68)

ปีติ สุข และเอกัคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน ฯลฯ
วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกกัคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้เนว-
สัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ด้วยสมาธิจริยา ๙ นี้.
[๒๒๕] คำว่า วสี ความว่า วสี ๕ ประการ คือ อาวัชช-
นาวสี ๑ สมาปัชชนาวสี ๑ อธิฏฐานวสี ๑ วุฏฐานวสี ๑ ปัจจเวก-
ขณวสี ๑.
สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงถึงปฐมฌานได้ ถามที่และขณะ
ตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้นจึง
ชื่อว่าอาวัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลเข้าปฐมฌานได้ ณ สถานที่และ
ขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการเข้า เพราะเหตุนั้นจึง
ชื่อว่าสมาปัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคล อธิฏฐานปฐมฌานได้ ณ
สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการอธิฏฐาน
เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอธิฏฐานวสี สมาปัตติลาภีบุคคลออกปฐมฌานได้
ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นข้าในการออก็เพราะ
เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าวุฏฐานวสี สมาปัตติลาภีบุคคลพิจารณาปฐมฌานได้
ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา
เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าปัจจเวกขณวสี สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึ่งถึงทุติย-
ฌาน ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะ
ตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้นจึง

878
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 879 (เล่ม 68)

ชื่อว่าอาวัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลเข้า ฯลฯ อธิฏฐาน ออก
พิจารณาเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะตามที่
ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า
ปัจจเวกขณวสี วสี ๕ ประการนี้.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเป็นผู้มี
ความชำนาญ ด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับ
สังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นนิโรธสมา-
ปัตติญาณ.
๓๔. อรรถกถานิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส
[๒๑๗ - ๒๒๕] พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส
ดังต่อไปนี้.
บทว่า สมถพลํ - สมถพละ ความว่า ชื่อว่า สมถะ เพราะ
อรรถว่า สงบธรรมเป็นข้าศึกมีกามฉันทะเป็นต้น. สมถะนั่นแหละ
ชื่อว่าเป็นพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. เพราะพระอนาคามีและ
พระอรหันต์นั่นแหละเป็นผู้ถึงความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ ด้วย
การละกามฉันทะอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสมาธิ ท่านจึงทำสมาธิของพระ-

879
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 880 (เล่ม 68)

อนาคามีและพระอรหันต์เหล่านั้นว่า พลปฺปตฺโต - ผู้ถึงซึ่งกำลังแล้ว
จึงกล่าวว่า สมถพลํ มิใช่ของคนอื่น. ปาฐะว่า สมาธิพลํ บ้าง.
บทว่า วิปสฺสนาพลํ - วิปัสสนาพละ ความว่า ชื่อว่า วิปัสสนา
เพราะอรรถว่าเห็นธรรม ด้วยอาการหลายอย่างโดยความเป็นของไม่
เที่ยงเป็นต้น. วิปัสสนานั่นแหละ ชื่อว่าเป็นพละ เพราะอรรถว่าไม่
หวั่นไหว. วิปัสสนาญาณถึงซึ่งกำลังของพระอริยเจ้าทั้งสองเหล่านั้น.
สมถพละ เพื่อสงบจิตตสันดานโดยลำดับ และเพื่อดำเนินไปใน
นิโรธ. ส่วนวิปัสสนาพละ เพื่อแสดงโทษในวัฏฏะ และเพื่อแสดง
อานิสงส์ในนิโรธ.
บทว่า นีวรเณ - เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งนิมิตตสัตตมี
แปลว่า ในเพราะนิวรณ์. อธิบายว่า มีนิวรณ์เป็นนิมิต มีนิวรณ์เป็น
ปัจจัย. หรือเป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ แปลว่า เพราะ
นิวรณ์.
บทว่า น กมฺปติ - -ไม่หวั่นไหว ได้แก่ บุคคลผู้มีความพร้อม
ในฌาน. อีกอย่างหนึ่ง สมาธิสัมปยุตด้วยฌานนั้น ไม่หวั่นไหว ใน
เพราะนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน เพราะท่านประสงค์องค์แห่งฌานในบทว่า
ฌานํ. พึงถือการประกอบนี้แหละ ในนิทเทสนี้.

880
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 881 (เล่ม 68)

บทว่า อุทฺธจฺเจ จ - ในเพราะอุทธัจจะ คือ ในเพราะอุท-
ธัจจะอันเป็นจิตตุปบาทสหรคตด้วยอุทธัจจะ. อนึ่งบทว่า อุทฺธจฺจํ ได้แก่
ความฟุ้งซ่าน. อุทธัจจะนั้นมีความไม่สงบเป็นลักษณะ.
บทว่า อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ - ในเพราะกิเลสสหรคต ด้วย
อุทธัจจะ ได้แก่ ในเพราะกิเลส คือ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ
อันสัมปยุตด้วยอุทธัจจะ ถึงความเป็นกิเลสเกิดขึ้นร่วมกัน สหรคตด้วย
อุทธัจจะ. บทว่า ขนฺเธ จ ในเพราะขันธ์ คือ ในเพราะขันธ์ ๔
อันสัมปยุตด้วยอุทธัจจะ.
บทว่า น กมฺปติ น จลติ น เวธติ - ไม่หวั่นไหว ไม่
กวัดแกว่ง ไม่คลอนแคลน เป็นไวพจน์ของกันและกัน. พึงประกอบ
ว่า ไม่หวั่นไหว ในเพราะอุทธัจจะ. ไม่กวัดแกว่ง ในเพราะกิเลส
สหรคตด้วยอุทธัจจะ. ไม่คลอนแคลน ในเพราะขันธ์หรคตด้วยอุท-
ธัจจะ. พึงทราบวิปัสสนาพละว่า เพราะท่านกล่าวอนุปัสนา ๗ วิปัสส-
นาพละจึงเป็นอันบริบูรณ์ด้วยอำนาจแห่งอนุปัสนานั้นนั่นเอง.
บทว่า อวิชฺชาย จ - ในเพราะอวิชชา ได้แก่ ในเพราะ
อวิชชาในจิตตุปบาทอันเป็นอกุศล ๑๒ อย่าง. บทว่า อวิชฺชาสหคต-
กิเลเส จ - ในเพราะกิเลสสหรคตด้วยอวิชชา ได้แก่ กิเลส คือ
โลภะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ
อันสัมปยุตด้วยอวิชชาตามที่ประกอบไว้.

881
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 882 (เล่ม 68)

บทว่า วจีสงฺขารา - วจีสังขาร ได้แก่ วิตก วิจาร. ชื่อว่า
วจีสงฺขารา เพราะอรรถว่าปรุงแต่ง ให้เกิดวาจา เพราะบาลีว่า ดูก่อน
อาวุโสวิสาขะ บุคคลตรึกตรองก่อนแล้วจึงเปล่งวาจาในภายหลัง.
เพราะฉะนั้นวิตกวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร.
บทว่า กายสงฺขารา - กายสังขาร ได้แก่ ลมอัสสาสะปัสสาสะ.
ชื่อว่า กายสงฺขารา๑ เพราะอรรถว่า อันกายปรุงแต่ง เพราะบาลีว่า
ดูก่อนอาวุโสวิสาขะ ธรรมเหล่านี้ คือ ลมอัสสาสะ ลมปัสสาสะอยู่
ในกาย เนื่องด้วยกาย. เพราะฉะนั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ จึงเป็น
กายสังขาร.
บทว่า สญฺญาเวทยิตนิโรธํ - สัญญาเวทยิตนิโรธ คือ ดับ
สัญญาและเวทนา. บทว่า จิตฺตสงฺขารา - จิตตสังขาร ได้แก่ สัญญา
และเวทนา. ชื่อว่า จิตฺตสงฺขารา๒ เพราะอรรถว่า อันจิตปรุงแต่ง
เพราะบาลีว่า เจตสิกธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต. เพราะฉะนั้น สัญญา
และเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร.
ในญาณจริยาทั้งหลาย พึงทราบว่า จริยากถาอันเป็นเบื้องต้น
แห่งอนุปัสนานั้น ท่านกล่าวว่าญาณจริยา ด้วยสามารถแห่งอนุปัสนา
หรือด้วยวิวัฏฏนานุปัสนา แม้อนุปัสนาที่เหลือก็เป็นอันถือเอาไว้.
๑. บาลีว่า กาเยน สํขริยนฺตีติ กายสํขารา (โดยมาก แปลว่า ปรุงแต่งกาย)
๒. จิตฺเตน สํขริยนฺตีติ จิตฺตสํขารา (โดยมาก แปลว่า ปรุงแต่งจิต)

882
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 883 (เล่ม 68)

บทว่า โสฬสหิ ญาณจริยาหิ - ด้วยญาณจริยา ๑๖ เป็น
กำหนดอย่างอุกกฤษฏ์ เพราะพระอนาคามีเป็นผู้มีกำลังบริบูรณ์ด้วยจริยา
แม้ ๑๔ จะได้บรรลุอรหัตมรรคและอรหัตผลต่อไป.
ในบทว่า นวหิ สมาธิจริยาหิ - ด้วยสมาธิจริยา ๙ นี้ พึง
ทราบความดังต่อไปนี้ จริยา ๘ ด้วยปฐมฌานเป็นต้น. จริยา ๑ ด้วย
สามารถแห่งอุปจารฌานในธรรมทั้งปวงเพื่อได้ปฐมฌานเป็นต้น รวม
เป็นสมาธิจริยา ๙. ถามว่า เพื่อความต่างกันแห่งพลจริยาเป็นอย่างไร ?
ตอบว่า แม้ในสมถพละท่านกล่าวถึงอุปจารสมาธิไว้โดยปริยาย ๗ มี
อาทิว่า เนกฺขมฺมวเสน. - ด้วยอำนาจแหงเนกขัมมะ โยความพิสดาร
แห่งไปยาล คือ ละความไว้ ท่านกล่าวถึงอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิ
ตามควรด้วยวาระ ๗๐ บริบูรณ์ มีอาทิว่า ปฐมชฺฌานวเสน ด้วย
สามารถแห่งปฐมฌาน. แม้ในสมาธิจริยาท่านก็กล่าวถึงอัปปนาสมาธิ
ไว้โดยปริยาย ๘ มีอาทิว่า ปฐมํ ฌานํ.
ท่านกล่าวอุปจารสมาธิไว้โดยปริยาย ๘ มีอาทิว่า ปฐมํ ฌานํ
ปฏิลาภตฺถาย - เพื่อประโยชน์แก่การ ได้ปฐมฌาน เพราะเหตุนั้นท่าน
จึงกล่าวอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิไว้ในที่ทั้งสอง. แม้เมื่อเป็นอย่าง
นั้นก็พึงทราบว่า ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ชื่อว่าจริยา
เพราะอรรถว่ามีความชำนาญ. อนึ่ง ในวิปัสสนาพละ ท่านกล่าวอนุ-
ปัสนา ๗ ว่าวิปัสสนาพละ. และกล่าวอนุปัสนา ๗ ไว้ในญาณจริยา.

883
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 884 (เล่ม 68)

ทั้งท่านยังกล่าวอนุปัสนา ๙ มีวิวัฏฏนานุปัสนาเป็นต้น ให้แปลกออกไป.
นี้เป็นความต่างกันแห่งอนุปัสนาเหล่านั้น. ส่วนอนุปัสนา ๗ พึงทราบ
ว่า ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ชื่อว่าจริยา เพราะอรรถว่า
มีความชำนาญ. เพื่อแก้วสีที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ว่า วสีภาวตา๑ ปญฺญา-
ปัญญาในคุวามเป็นผู้มีความชำนาญ ท่านจึงกล่าวเป็นอิตถีลิงค์ วสีติ
ปญฺจ วสิโย คำว่า - วสี ๕. ท่านอธิบายว่า ความชำนาญ
นั่นแหละ ชื่อว่า วสี.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแก้ซึ่งวสีเหล่านั้น ด้วยแสดงเป็นบุคลา-
ธิฏฐานอีก จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อาวชฺชนาวสี - ชำนาญในการนึก
ชื่อว่า อาวชฺชนาวสี เพราะมีความชำนาญในการนึก. ในบทที่
เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ปฐมํ ฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ - คำนึงถึงปฐมฌานได้ในที่
ที่ปรารถนา ความว่า สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงในประเทศที่ตนปรารถนา
เป็นบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม. บทว่า ยทิจฺฉกํ - ปรารถนาในกาลใด ความ
ว่า คำนึงในเวลาหนาวก็ตาม ร้อนก็ตาม. อีกอย่างหนึ่ง คำนึงถึง
ปฐมฌานที่ปรารถนามีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ก็ตาม มีกสิณที่เหลือเป็น
๑. ขุ. ป. ๓๑/มาติกายํ.

884