ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 865 (เล่ม 68)

บทว่า ทิฏฺฐาสโว - ทิฏฐาสวะ คือ ทิฏฐิ ๖๒.
บทว่า อวิชฺชาสโว อวิชฺชาสโว - คือ ความไม่รู้ในฐานะ ๘
มีทุกข์เป็นต้น. ท่านทำคำถามตามโอกาสด้วยสัตตมีวิภัตติ แล้วแสดง
ความสิ้นอาสวะด้วยมรรค ทำความสิ้นอาสวะด้วยบทมีอาทิว่า โสตา-
ปตฺติมคฺเตน - ด้วยโสดาปัตติมรรค แล้วจึงทำคำตอบตามโอกาสด้วย
บทว่า เอตฺถ. ท่านอธิบายว่า ในขณะแห่งมรรค.
บทว่า อนวเสโส - ไม่มีส่วนเหลือ คือ อาสวะไม่มีส่วนเหลือ
ชื่อว่า อนวเสสะ.
บทว่า อปายคมนีโย - อันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ได้แก่
นรก กำเนิดเดียรัจฉาน เปรตวิสัยและอสุรกายทั้ง ๔ นี้ ชื่อว่า อบาย
เพราะปราศจากความเจริญ คือความสุข.
ชื่อว่า อปายคมนีโย เพราะอรรถว่ายังบุคคลที่มีอาสวะให้ไป
สู่อบาย. ท่านกล่าวอาสวักขยกถาไว้แล้วในทุภโตวุฏฐานกถา.
บทว่า อวิกฺเขปวเสน - ด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน คือ
ด้วยสามารถแห่งสมาธิเป็นอุปนิสัยแห่งสมาธิอันเป็นไปอยู่.
ในบทว่า ปฐวีกสิณวเสน - ด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณ เป็น
อาทิมีความดังต่อไปนี้ ท่านกล่าวถึงกสิณ ๑๐ ด้วยสามารถแห่งอัปปนา
สมาธิอันมีกสิณเป็นอารมณ์. ท่านกล่าวพุทธานุสติเป็นต้น มรณสติ
และอุปสมานุสติ ด้วยสามารถแห่งอุปจารฌาน. ท่านกล่าวอานาปาน

865
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 866 (เล่ม 68)

สติ และกายคตาสติ ด้วยสามารถแห่งอัปปนาสมาธิ. ท่านกล่าว
อสุภะ ๑๐ ด้วยสามารถแห่งปฐมฌาน.
การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภพระพุทธเจ้า ชื่อว่า พุทธานุสติ.
พุทธานุสตินี้ เป็นชื่อของสติมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์มีอาทิว่า อิติปิ
โส ภควา อร๑หํ. ด้วยสามารถแห่งพุทธานุสตินั้น.
อนึ่ง การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภพระธรรม ชื่อว่า ธรรมานุสติ.
ธรรมนานุสตินี้ เป็นชื่อของสติมีพระธรรมคุณเป็นอารมณ์มีอาทิว่า
สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม๑.
การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภพระสงฆ์ ชื่อว่า สังฆานุสติ. สังฆา-
นุสตินี้ เป็นชื่อของสติมีพระสังฆคุณเป็นอารมณ์มีอาทิว่า สุปฏิปนฺโน
ภควโต สาวกสงฺโฆ๑.
การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภศีล ชื่อว่า สีลานุสติ. สีลานุสตินี้
เป็นชื่อของสติมีคุณของศีล คือ ความที่ศีลไม่ขาดเป็นต้นเป็นอารมณ์.
การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภจาคะ ชื่อว่า จาคานุสติ. จาคานุสตินี้
เป็นชื่อของสติมีคุณของการบริจาค คือ ความเป็นผู้เสียสละเป็นต้น
เป็นอารมณ์.
การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่า เทวตานุสติ.
เทวตานุสตินี้ เป็นชื่อของสติมีคุณคือศรัทธาเป็นต้นของตนเป็นอารมณ์
๑. ม. มู. ๑๒/๙๕.

866
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 867 (เล่ม 68)

ตั้งเทวดาไว้ในที่เผชิญหน้า.
สติเกิดขึ้นปรารภอานาปานะ - หายใจเข้าหายใจออก ชื่อว่า
อานาปานสติ. อานาปานสตินี้ เป็นชื่อของสติมีอานาปานนิมิตเป็น
อารมณ์.
สติเกิดขึ้นปรารภความตาย ชื่อว่า มรณสติ. มรณสตินี้ เป็น
ชื่อของสติมีมรณะ กล่าวคือ การตัดชีวิตินทรีย์อันนับเนื่องในภพหนึ่ง
เป็นอารมณ์.
สติเป็นไปในสรีระที่เรียกว่า กาย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งสิ่ง
ปฏิกูลทั้งหลายมีผมเป็นต้นอันน่าเกลียด. หรือไปสู่กายเช่นนั้น ชื่อว่า
กายคตาสติ. เมื่อควรจะกล่าวว่า กายคตสติ ท่านไม่ทำเป็นรัสสะ
กล่าวว่า กายคตาสติ. แม้ในที่นี้ก็เหมือนกัน ท่านกล่าวว่า กาย-
คตาสติวเสน กายคตาสตินี้ เป็นชื่อของสติมีปฏิกูลนิมิต ในส่วน
ของกายมีผมเป็นต้น เป็นอารมณ์.
การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภอุปสมะ - ความสงบ ชื่อว่า อุปสมา-
นุสติ. อุปสมานุสตินี้ เป็นชื่อของสติมีการสงบทุกข์ทั้งปวง เป็นอารมณ์.
อสุภะ ๑๐ มีอรรถได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง.
เพื่อแสดงถึงประเภทของอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิ ท่าน
จึงกล่าว ทีฆํ อสฺสาสวเสน ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้ายาว
คือ ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้า ที่ท่านกล่าวแล้วว่า ทีฆํ - ยาว.

867
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 868 (เล่ม 68)

ดังที่ท่านกล่าวว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ-
เมื่อหายใจเข้ายาวย่อมรู้ว่า เราหายใจเข้ายาว. แม้ในบทที่เหลือก็มี
นัยนี้.
บทว่า ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ - การระงับกายสังขาร คือ
ระงับ คือ สงบกายสังขาร อันได้แก่การหายใจเข้าและการหายใจออก
อย่างหยาบ. ท่านกล่าวอัปปนาสมาธิ ด้วยหมวด ๔ นี้ คือ ทีฆํ - ยาว ๑
รสฺสํ - สั้น ๑ รู้แจ้งกายทั้งปวง ๑ ระงับกายสังขาร ๑.
บทว่า ปีติปฏิสํเวที - รู้แจ้งปีติ คือ ทำปีติให้ปรากฏ.
บทว่า จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที - รู้เจ้าจิตตสังขาร คือ ทำ
จิตตสังขาร อันได้แก่ สัญญา เวทนา ให้ปรากฏ.
บทว่า อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ - ทำจิตให้บันเทิง.
บทว่า สมาทหํ จิตฺตํ - ความตั้งจิตไว้ คือ ตั้งจิตไว้เสมอใน
อารมณ์.
บทว่า วิโมจยํ จิตฺตํ - ความเปลื้องจิต คือ เปลื้องจิตจาก
นิวรณ์เป็นต้น.
ท่านกล่าวหมวด ๔ คือ ปีติปฏิสํเวที - รู้แจ้งปีติ ๑ สุขปฏิ-
สํเวที - รู้แจ้งสุข ๑ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที - รู้แจ้งจิตตสังขาร ๑
ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ ระงับจิตสังขาร ๑.

868
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 869 (เล่ม 68)

และหมวด ๔ คือ จิตฺตปฏิสํเวที - รู้แจ้งจิต ๑ อภิปฺปุโมทยํ
จิตฺตํ - ทำจิตให้บันเทิง ๑ สมาทหํ จิตฺตํ - ความตั้งจิตไว้ ๑ วิโมจยํ
จิตฺตํ - ความเปลื้องจิต ๑ ด้วยอัปปนาสมาธิ และด้วยสมาธิสัมปยุตด้วย
วิปัสสนา.
บทว่า อนิจฺจานุปสฺสี - การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง คือ
ท่านกล่าวด้วยสามารถการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง.
บทว่า วิราคานุปสฺสี - การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด คือ
ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย.
บทว่า นิโรธานุปสิสี - การพิจารณาเห็นความดับ คือ ท่าน
กล่าวด้วยสามารถแห่งการทำลาย.
บทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี - การพิจารณาเห็นความสละคืน
ท่านกล่าวด้วยสามารถวุฏฐานคามินีวิปัสสนาเห็นแจ้งการออกไป.
จริงอยู่ การพิจารณาเห็นความสละคืนนั้น ย่อมสละกิเลสกับ
ด้วยขันธาภิสังขาร ด้วยสามารถทังคะ อนึ่ง ย่อมแล่นไปเพราะ
น้อมจิตไปในนิพพาน อันตรงกันข้ามกับกิเลสนั้น ด้วยเห็นโทษใน
สังขตธรรม. ท่านกล่าวหมวด ๔ นี้ ด้วยสามารถแห่งสมาธิอันสัมปยุต
ด้วยวิปัสสนา.
อนึ่ง ในบทนี้ว่า อสฺสาสวเสน ปสฺสาสวเสน - ด้วยสามารถ
แห่งการหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการหายใจออก ท่านกล่าวถือเอา

869
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 870 (เล่ม 68)

เพียงความเป็นไปแห่งการหายใจเข้าและการหายใจออก มิใช่กล่าวถึง
ด้วยสามารถการทำหายใจเข้าหายใจออกเป็นอารมณ์. ส่วนความพิสดาร
ในบทนี้จักมีแจ้งในอานาปานกถา.
จบ อรรถกถาอานันตริกสมาธิญาณนิทเทส
อรณวิหารญาณนิทเทส
[๒๑๕] ทัสนาธิปไตย วิหาราธิคมอันสงบ และปัญญาใน
ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติอันประณีต เป็นอรณ-
วิหารญาณอย่างไร ?
คำว่า ทสฺสนาธิปเตยฺยํ ความว่า อนิจจานุปัสนา ทุกขา-
นุปัสนา อนัตตานุปัสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การพิจารณา
เห็นความทุกข์ การพิจารณาเห็นความเป็นอนัตตา ในรูป ในเวทนา
ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ
เป็นทัสนาธิปไตยแต่ละอย่าง ๆ.
[๒๑๖]คำว่า สนฺโต จ วิหาราธิคโม ความว่า สุญญต-
วิหาร อนิมิตวิหาร อัปปณิหิตวิหาร เป็นวิหาราธิคมอันสงบแต่ละ
อย่าง ๆ .

870
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 871 (เล่ม 68)

คำว่า ปณีตาธิมุตฺตตา ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปใน
ธรรมอันว่างเปล่า ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันไม่มีนิมิต
ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันไม่มีที่ตั้ง และความที่จิต
เป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติอันประณีตและอย่าง ๆ
คำว่า อรณวิหาโร ความว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน
จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญาตน-
สมาบัติ เป็นอรณวิหารแต่ละอย่าง ๆ.
คำว่า อรณวิหาโร ความว่า ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะอรรถว่า
กระไร ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะอรรถว่า นำเสียงซึ่งนิวรณด้วยปฐม-
ฌาน นำเสียซึ่งวิตกวิจารด้วยททุติยฌาน นำเสียซึ่งปีติด้วยตติยฌาน
นำเสียซึ่งสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน นำเสียซึ่งรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา-
นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งอากาสานัญ-
จายตนสัญญา ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งวิญญาณัญจา-
ยตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งอากิญจัญญายตน-
สัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้ชื่อว่าอรณวิหาร.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทัสนาธิปไตย วิหาราธิคม
อันสงบ และปัญญาในความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติอัน
ประณีต เป็นอรณวิหารญาณ.

871
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 872 (เล่ม 68)

๓๓. อรรถกถาอรณวิหารญาณนิทเทส
[๒๑๕ - ๒๑๖] พึงทราบวินิจฉัยในอรณวิหารญาณนิทเทส ดัง
ต่อไปนี้. อนิจจานุปัสนาเป็นต้น มีเนื้อความได้กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า สุญฺญโต วิหาโร - สุญญตวิหาร ได้แก่ อรหัตผล-
สมาบัติอันเป็นไปแล้วโดยอาการแห่งสุญญตะคือความว่างเปล่า ของผู้ตั้ง
อยู่ในอนัตตานุปัสนา.
บทว่า อนิมิตฺโต วิหาโร - อนิมิตวิหาร ได้แก่ อรหัตผล-
สมาบัติอันเป็นไปแล้วโดยอาการแห่งอนิมิตตะ คือไม่มีนิมิต ของผู้ตั้งอยู่
ในอนิจจานุปัสนา.
บทว่า อปฺปณิหิโต วิหาโร - อัปปณิหิตวิหาร ได้แก่ อรหัต-
ผลสมาบัติโดยอาการแห่งอัปปณิหิตะ คือ ไม่ตั้งอยู่ ของผู้ตั้งอยู่ในทุกขา-
นุปัสนา.
บทว่า สุญฺญเต อธิมุตฺตตา ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อม
ไปในธรรมอันว่างเปล่า ได้แก่ ความที่จิตน้อมไปในธรรมชาติอันว่าง-
เปล่า ด้วยสามารถแห่งปัญญาอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งผลสมาบัติ. แม้
ในสองบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ด้วยบทมีอาทิว่า ปฐมํ ฌานํ - ปฐมฌาน ท่านกล่าวถึงฌาน
สมาบัติอันเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาของผู้ใคร่ เพื่อจะเข้าถึงอรหัตผล-

872
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 873 (เล่ม 68)

สมาบัติ. จริงอยู่ วิปัสสนาผลสมาบัติ และฌานสมาบัติอันน้อมไปเพื่อ
ความประณีตของพระอรหันต์เท่านั้น ย่อมควรเพื่อกล่าวว่า อรณวิหาร
คือความสงบ ความหมดทุกข์ เพราะละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว.
บทว่า ปฐเมน ฌาเนน นีวรเณ หรตีติ อรณวิหาโร-
ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสียซึ่งนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน. อธิบายว่า
ปฐมฌานนั้นชื่อว่าอรณวิหาร เพราะองค์ประกอบแห่งปฐมฌาน ย่อม
นำออกเสียซึ่งนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือน
กัน. พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงปฐมฌานนำออกเสียซึ่งนิวรณ์ เพราะ
ปฐมฌานเป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณ์ แม้พระอรหันต์จะไม่มีนิวรณ์.
หากถามว่า เพราะเหตุไรท่านจึงยกอรณวิหารญาณขึ้นแสดง ๓
อย่างด้วยสามารถแห่งการน้อมไป เพื่อความประณีตแห่งวิปัสสนา ผล
และสมาบัติแล้วชี้แจงว่าฌานสมาบัตินั่นแหละเป็นอรณวิหาร. ตอบว่า ๓
อย่างนั้นสำเร็จแล้ว เพราะอรณวิหาร ด้วยสามารถอุทเทส. ความที่ฌาน
สมาบัติอันเป็นภูมิของผลสมาบัติและวิปัสสนา เมื่อท่านไม่กล่าวไว้ ก็
ย่อมไม่สำเร็จ. เพราะฉะนั้น เพื่อยังอรณวิหารที่ไม่สำเร็จนั่นแหละ
ให้สำเร็จ พึงทราบว่า ท่านกล่าวบทมีอาทิว่า ปฐมฌานเป็นอรณวิหาร.
จริงอยู่ ความที่ฌานสมาบัติเหล่านั้นเป็นอรณวิหาร แม้ไม่
สำเร็จด้วยสามารถแห่งอุทเทส ก็เป็นอันสำเร็จได้ เพราะท่านกล่าวไว้

873
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 874 (เล่ม 68)

แล้วในนิทเทส. อีกอย่างหนึ่ง โดยนัยที่ท่านประกอบอรณวิหารไว้แล้ว
พึงประกอบแล้วถือเอาดังนี้ อนิจจานุปัสนา ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำ
ออกเสียซึ่งนิจสัญญา. ทุกขานุปัสนา ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออก
เสียซึ่งสุขสัญญา. อนัตตานุปัสนา ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสีย
ซึ่งอัตสัญญา. สุญญตวิหาร ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสียซึ่ง
ความไม่ว่างเปล่า อนิมิตวิหาร ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสีย
ซึ่งนิมิต. อัปปณิหิตวิหาร ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสียซึ่งความ
ตั้งไว้. สุญฺญาธิมุตฺตตา - ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรม
อันว่างเปล่า ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสียซึ่งความน้อมไปใน
ธรรมอันไม่ว่างเปล่า. อนิมิตฺตาธิมุตฺตตา - ความที่จิตเป็นธรรมชาติ
น้อมไปในธรรมอันไม่มีนิมิต. ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสียซึ่ง
ความน้อมไปในธรรมอันมีนิมิต. อปฺปณิหิตาธิมุตฺตตา - ความที่จิต
เป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันไม่มีที่ตั้ง ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะ
นำออกเสียซึ่งความน้อมไปในธรรมอันมีที่ตั้ง.
จบ อรรถกถาอรณวิหารญาณนิทเทส

874