ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 815 (เล่ม 68)

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งภูมิ มีกามาวจรภูมิเป็นต้นดังต่อ
ไปนี้.
บทว่า เหฏฺฐโต - ข้างล่าง คือ โดยส่วนล่าง.
บทว่า อวีจินิรยํ - อเวจีนรก ชื่ออวีจิ เพราะอรรถว่าคลื่น
แห่งเปลวไฟ แห่งสัตว์ แห่งเวทนา คือ ช่องว่า ในระหว่างไม่มีใน
อเวจีนี้. ชื่อว่า นิรยะ เพราะอรรถว่าความเจริญ คือ ความสุข ไม่มี
ในนรกนี้. อนึ่ง ชื่อว่า นิรยะ เพราะอรรถว่าไม่มีความยินดี.
บทว่า ปริยนฺตํ กริตฺวา - กระทำเป็นที่สุด คือ กระทำนรก
กล่าวคืออเวจีนั้นให้เป็นที่สุด. บทว่า อุปริโต - ข้างบน คือ โดยส่วน
บท. บทว่า ปรนิมฺมิตวสวตฺตี เทเว - เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
คือ เทวดาที่ได้ชื่ออย่างนี้ เพราะยังอำนาจให้เป็นไปในกามที่ผู้อื่น
เนรมิตให้. บทว่า อนฺโต กริติวา -กระทำในภายใน คือ ใส่ไว้ใน
ภายใน. บทว่า ยํ เอตสฺมึ อนฺตเร - ในระหว่างนี้ คือ ในโอกาสนี้.
อนึ่ง บทว่า ยํ เป็นลิงควิปลาส.
บทว่า เอตฺถาวจรา - ท่องเที่ยวไปในโอกาสนี้ ความว่า ด้วย
บทนี้ เพราะแม้ขันธ์เป็นต้นเหล่าอื่นเที่ยวไปในโอกาสนี้บางครั้ง โดย
เกิดขึ้นในที่บางแห่ง ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อวจรา เพื่อไม่สงเคราะห์
ขันธ์เป็นต้นเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้นขันธ์เป็นต้นเหล่าใด หยั่งลงใน
โอกาสนี้ เที่ยวไปโดยเกิดในที่ทุกหนทุกแห่ง และในกาลทุกเมื่อ. อนึ่ง

815
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 816 (เล่ม 68)

เที่ยวไปในส่วนเบื้องล่าง โดยความเป็นไปหมายถึงเกิดภายใต้อเวจีรก.
ย่อมเป็นอันทำการสงเคราะห์ขันธ์เป็นต้นเหล่านั้น. เพราะขันธ์เป็นต้น
เหล่านั้น ชื่อว่า อวจรา เพราะหยั่งลงเที่ยวไป. และเที่ยวไปในส่วน
เบื้องล่าง.
บทว่า เอตฺถ ปริยาปนฺนา - อันนับเนื่องในโลกนี้ ก็ด้วย
บทนี้ เพราะขันธ์เป็นต้นเหล่านี้ ท่องเที่ยวไปในโอกาสนี้ ชื่อว่าย่อม
ท่องเที่ยวไปแม้ในโอกาสอื่น. แต่ไม่นับเนื่องในโอกาสนี้. ฉะนั้น
เมื่อขันธ์เป็นต้นเหล่านั้นท่องเที่ยวไปแม้ในที่อื่น ย่อมเป็นอันท่าน
กำหนดเอา
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงธรรมอันนับเนื่องในโอกาส
นี้ โดยความเป็นปัจจัยแห่งความว่าจากกอง และโดยความเป็นจริง
จึงกล่าวว่า ขนฺธธาตุอายตนา เป็นอาทิ.
บทว่า พฺรหฺมโลกํ - พรหมโลก คือ ฐานของพรหมอันได้
ภูมิของปฐมฌาน. บทว่า อกนิฏฺเฐ - เทพชั้นอกนิฏฐะ คือ มิใช่
กนิฏฐะ เพราะอรรถว่าสูงสุด.
บทว่า สมาปนฺนสฺส คือ เข้าสมาบัติ. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึง
กุศลฌาน.
บทว่า อุปฺปนฺนสฺส คือ เกิดในพรหมโลกด้วยอำนาจวิบาก.
ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึง วิปากฌาน.

816
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 817 (เล่ม 68)

บทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาริสฺส - ของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่อง
อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ได้แก่ ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ
ในอัตภาพที่ประจักษ์ ชื่อว่า ทิฏฐธมฺมสุขวิหาโร. ชื่อว่า ทิฏฺฐ-
ธมฺมสุขวิหารี เพราะอรรถว่ามีทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรมนั้น. ได้แก่
พระอรหันต์. ของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันนั้น.
ด้วยบทนั้นท่านกล่าวถึง กิริยาญาณ.
บทว่า เจตสิกา ได้แก่ ธรรมที่เกิดในจิต. อธิบายว่าธรรม
สัมปยุตด้วยจิต. บทว่า อากาสานญฺจายตนูปเค ได้แก่ เทวดาผู้เข้า
ถึงอากาสานัญจายตนภพ. แม้ในบทที่สองก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า มคฺคา ได้แก่ อริยมรรค ๔. บทว่า มคฺคผลานิ
ได้แก่ ผลของอริยมรรค ๔.
บทว่า อสงฺขตา จ ธาตุ - อสังขตธาตุ คือ นิพพานธาตุที่
ปัจจัยมิได้ตกแต่ง.
[๑๗๖] บทว่า อปราปิ จตสฺโส ภูมิโย - ภูมิ ๔ อีกประการ
หนึ่ง พึงทราบด้วยสามารถจตุกะหนึ่ง ๆ.
บทว่า จตฺตาโร สติปฏฺฐานา - สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กายา-
นุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติ-
ปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

817
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 818 (เล่ม 68)

มีอธิบายดังนี้ ชื่อว่า ปฏฺฐานํ เพราะอรรถว่าตั้งไว้ ความว่า
เข้าไปตั้งไว้ คือ หลั่งไหลแล่นเป็นไป. สตินั่นแหละตั้งไว้ ชื่อว่าสติ-
สติปัฏฐาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สติ เพราะอรรถว่าความระลึก. ชื่อว่า
ปฏฺฐานํ เพราะอรรถว่าเข้าไปตั้งไว้. สตินั้นด้วยเป็นปัฏฐาน คือ การ
เข้าไปตั้งไว้ด้วย ชื่อว่า สติปัฏฐาน. ชื่อว่า สติปัฏฐาน ทั้งหลาย
เพราะสติเหล่านั้นมากด้วยอารมณ์.
บทว่า จตฺตาโร สมฺมดปฺปธานา - สัมมัปธาน ๔ คือ ทำความ
เพียรเพื่อไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น ๑ ทำความเพียรเพื่อ
ละอกุศลที่เกิดขึ้น ๑ ทำความเพียรเพื่อให้กุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
ทำความเพียรเพื่อความตั้งอยู่แห่งกุศลที่เกิดขึ้น ๑. ชื่อว่า ปธาน เพราะ
อรรถว่าเป็นเหตุตั้งไว้ คือ พยายาม. บทนี้เป็นชื่อของความเพียร.
บทว่า สมฺมปฺปานํ คือ เพียรไม่วิปริต เพียรตามเหตุ เพียร
ด้วยอุบาย เพียรโดยแยบคาย, ความเพียรอย่างเดียวเท่านั้นท่านทำ
เป็น ๔ ส่วน ด้วยสามารถแห่งกิจจึงกล่าวว่า สมฺมปฺปธานา.
บทว่า จตฺตาโร อิทฺธิปาทา - อิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทะ
วีริตะ จิตตะ วิมังสา. ความของบทนั้นได้กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า จตฺตาริ ฌานานิ - ฌาน ๔ ได้แก่ ปฐมฌานมีองค์ ๕
คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา. ทุติยฌานมีองค์ คือ ปีติ
สุข เอกัคคตา. ตติยฌานมีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตา. จตุตถฌาน

818
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 819 (เล่ม 68)

มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตา. องค์เหล่านี้ท่านกล่าวว่า ฌาน
เพราะอรรถว่าเข้าเพ่งอารมณ์
บทว่า จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย - อัปปมัญญา ได้แก่
เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ชื่อว่าอัปปมัญญา ด้วยการแผ่ไปไม่
มีประมาณ จริงอยู่ อัปปมัญญาเหล่านั้น ย่อมแผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลาย
หาประมาณมิได้ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์. หรือว่าแผ่ไปด้วยอำนาจการ
แผ่ไปโดยไม่มีเหลือแม้สัตว์ผู้เดียว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อปฺป-
มญฺญาโย ด้วยอำนาจการแผ่ไปไม่มีประมาณ.
บทว่า จคสฺโส อรูปสมาปตฺโย - อรูปสมาบัติ ได้แก่
อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตน-
สมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ.
บทว่า จคสฺโส ปฎสมฺภิทา - ปฏิสัมภิทา ๔ มีความดังได้
กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า จคสฺโส ปฏิปทา - ปฏิปทา ๔ ได้แก่ ปฏิปทา ๔ ที่
พระผุ้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ทุกฺขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา-ปฏิบัติลำบาก รู้ช้า.
ทุกฺขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา-ปฏิบัติลำบาก รู้เร็ว.
สุขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา-ปฏิบัติสบาย รู้ช้า.

819
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 820 (เล่ม 68)

สุขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา - ปฏิบัติสบาย รู้เร็ว.๑
บทว่า จตฺตาริ อารมฺมณานิ - อารมณ์ ๔ ได้แก่ อารมณ์ ๔
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ปริตฺตํ ปริตฺตารมฺมณํ - มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ๑
ปริตฺตํ อปฺปมาณารมฺมณํ - มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ๑
อปฺปมาณํ ปริตฺตารมฺมณํ - มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ๑
อปฺปมาณํ อปฺปมาณารมฺมณํ - มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ๑๒
พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงฌานมีอารมณ์ ด้วยอารมณ์ทั้งหลาย
โดยไม่ตั้งใจแน่วแน่ กำหนดอารมณ์มีกสิณเป็นต้น.
บทว่า จตฺตาโร อริยวํสา - อริยวงศ์ ๔ ความว่า พระพุทธ-
เจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านกล่าวว่า
เป็นพระอริยะ. วงศ์เชื้อสาย ประเพณีของพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่า
วงศ์ของพระอริยะ. วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้นเป็นอย่างไร ? ธรรม ๔
๑. ที. ปา ๑๑/๘๒.
๒. มีกำลังน้อย ได้แก่ฌานที่ไม่คล่องแคล่ว ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดฌานที่สูงขึ้นไป
มีกำลังมาก ได้แก่ฌานที่คล่องแคล่ว เป็นปัจจัยให้เกิดฌานสูงขึ้นไป
อารมณ์เล็กน้อย ได้แก่ฌานที่มีอารมณ์ที่ขยายไม่ได้
อารมณ์ไพบูลย์ ได้แก่ฌานที่มีอารมณ์ที่ขยายได้
ใน อภิ. สํ. ๓๔/๑๖๙ - ๑๗๑.

820
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 821 (เล่ม 68)

เหล่านี้ คือ สันโดษด้วยจีวร ๑. สันโดษด้วยบิณฑบาต ๑. สันโดษ
ด้วยเสนาสนะ ๑. ความยินดีในภาวนา ๑. เมื่อกล่าวถึงสันโดษด้วย
บิณฑบาต ท่านกล่าวถึงสันโดษด้วยคิลานปัจจัย เพราะภิกษุใดสันโดษ
ในบิณฑบาต ภิกษุนั้นจักไม่สันโดษในคิลานปัจจัยได้อย่างไร.
บทว่า จตฺตาริ สงฺคหวตฺถูนิ - สังคหวัตถุ ๔ ได้แก่ สังคห-
วัตถุ ๔ เหล่านี้ คือ ทาน ๑. เปยยวัชชะ ๑. อัตถจริยะ ๑. สมา-
นัตตตา ๑. เป็นเหตุสงเคราะห์ชน ๔ เหล่านี้.
บทว่า ทานํ ได้แก่ การให้ตามสมควร.
บทว่า เปยฺยวชฺชํ ได้แก่ พูดนำรักตามสมควร.
บทว่า อตฺถจริยา ได้แก่ การทำความเจริญ ด้วยทำกิจที่ควร
ทำในที่นั้น ๆ และด้วยการสั่งสอนสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ.
บทว่า สมฺนตฺตตา - ความเป็นผู้มีตนเสมอ คือ มีความเสมอ
ไม่ถือตัว. อธิบายว่า มีประมาณตน คิดประมาณตน. ชื่อว่า สมา-
นตฺโต เพราะอรรถว่ามีตนเสมอคนอื่น. ความเป็นผู้มีตนเสมอ ชื่อว่า
สมนัตตตา. อธิบายว่า การคิดประมาณตนว่า ผู้นี้เลวกว่าเรา ผู้นี้
เสมอเรา. ผู้นี้ดีกว่าเราแล้วประพฤติ คือ ทำตามสมควรแก่บุคคลนั้น.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ความเป็นผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์ ชื่อว่า สมา-
นัตตตา.

821
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 822 (เล่ม 68)

ในบทว่า จตฺตาริ จกฺกานิ - จักร ๔ นี้ ได้แก่ ชื่อว่าจักร
มี ๕ อย่าง๑ คือ จักรทำด้วยไม้ ๑ จักรทำด้วยแก้ว ๑ จักรคือธรรม ๑
จักรคืออิริยาบถ ๑ จักรคือสมบัติ ๑.
จักรทำด้วยไม้ในบทว่า ข้าแต่เทวะ จักรนั้นสำเร็จแล้ว ๖
เดือน หย่อน ๖ คืน.๒ จักรทำด้วยแก้วในบทว่า กำหนดเอาโดย
ยังจักรให้หมุนไป.๓ จักรคือธรรมในบทว่า จักรอันเราให้เป็นไป
แล้ว.๔ จักรคืออิริยาบถในบทว่า สรีรยนต์มีจักร ๔ มีทวาร ๙.๕
คำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักร ๔ อย่างเหล่านี้, จักร ๔
ย่อมเป็นไปแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้มาประชุมพร้อมกัน
แล้ว, จักร ๔ อย่างคืออะไร ? คือ ปฏิรูปเทสวาสะ ๑ สัปปุริสา-
ปัสสยะ ๑ อัตตสัมมาปณิธิ ๑ บุพเพกตปุญญตา ๑๖ นี้ ชื่อว่า
จักรคือสมบัติ. ในที่นี้ท่านประสงค์เอาจักรคือสมบัตินั่นเอง.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปฏิรูปเทสวาโส - อยู่ในประเทศอัน
สมควร ได้แก่ บริษัท ๔ ปรากฏในประเทศใด. อยู่ในประเทศอัน
สมควรเห็นปานนั้น.
บทว่า สปฺปุริสาปสฺสโย - อาศัยสัตบุรุษ ได้แก่ พึง เสพ
คบ สัตบุรุษมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
๑. องฺ. จตุกฺก ๒๑/๓๒. ๒. องฺ. ติก. ๒๐/๔๕๔. ๓. ขุ. ชา. ๒๗/๑๗๙๑.
๔. ขุ. สุ. ๒๕/๓๗๗. ๕. สํ. ส. ๑๕/๗๔. ๖. องฺ. จตฺตก. ๒๑/๓๑.

822
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 823 (เล่ม 68)

บทว่า อตฺตสมฺมาปณิธิ - ตั้งตนไว้ชอบ การตั้งตนไว้ชอบ
หากว่าครั้งก่อนเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น ละความไม่มีศรัทธาเป็นต้น
นั้น แล้วตั้งอยู่ในศรัทธาเป็นต้น.
บทว่า ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา - ความเป็นผู้ทำบุญไว้ในกาล-
ก่อน ได้แก่ ความเป็นผู้สะสมกุศลไว้ในกาลก่อน. นี้เป็นข้อกำหนด
ในบทนี้. กุศลกรรมที่ทำด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ กุศลนั้นนั่นแหละ
ย่อมนำบุรุษนั้นเข้าไปในประเทศอันสมควร ให้คบสัตบุรุษ บุคคล
นั้นนั่นแหละ. ย่อมตั้งตนไว้ชอบ.
บทว่า จตฺตาริ ธมฺมปทานิ - ธรรมบท ๔ ได้แก่ ส่วนแห่ง
ธรรม ๔. ธรรมบท ๔ คืออะไร ? คือ อนภิชฌา ๑ อัพยาปาทะ ๑
สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑
ความไม่โลภก็ดี การบรรลุฌาน วิปัสสนา มรรค ผล นิพพาน
ด้วยอำนาจแห่งอนภิชฌาก็ดี ชื่อว่าธรรมบท คือ อนภิชฌา.
ความไม่โกรธก็ดี การบรรลุฌานเป็นเป็นต้น ด้วยเมตตาเป็นหลัก
ก็ดี ชื่อว่าธรรมบท คือ อัพยาปาทะ.
การตั้งสติไว้ชอบก็ดี การบรรลุฌานเป็นต้น ด้วยสติเป็นหลัก
ก็ดี ชื่อว่าธรรมบท คือ สัมมาสติ.

823
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 824 (เล่ม 68)

สมาบัติ ๘ ก็ดี การบรรลุฌานเป็นต้น ด้วยสมาบัติ ๘ เป็นหลัก
ก็ดี ชื่อว่าธรรมบท คือ สัมมาสมาธิ.
อีกอย่างหนึ่ง การบรรลุเป็นต้น ด้วยอำนาจอสุภะ ๑๐ ชื่อว่า
ธรรมบท คือ อนภิชฌา. บรรลุฌานด้วยอำนาจพรหมวิหาร ๑๐ ชื่อว่า
อัพยาปาทะ. บรรลุฌานด้วยอำนาจอนุสติ ๑๐ และอาหาเรปฏิกูลสัญญา
ชื่อว่าธรรมบท คือ สัมมาสติ. บรรลุฌานด้วยอำนาจกสิณ ๑๐ และ
อานาปานาสติ ชื่อว่าธรรมบท คือ สัมมาสมาธิ. ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อิมา จตสฺโส ภูมิโย - ภูมิ ๔ เหล่านี้พึงประกอบบท
หนึ่ง ๆ ด้วยสามารถจตุกะนั่นแล.
จบ อรรถกถาภูมินานัตตญาณนิทเทส
ธรรมนานัตตญาณนิทเทส
[๑๗๗] ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ เป็นธรรมนานัตตญาณ
อย่างไร พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างไร ย่อมกำหนด
กามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อม
กำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนด
อรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดโลกุตร-
ธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต.

824