แล้วนั้น. ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ท่านอธิบายไว้ว่า ชื่อว่า วิญญาณ
จริยา เพราะประพฤติในความรู้แจ้งอารมณ์ที่รู้แจ้ง เพราะประกอบ
ด้วยความรู้ชัดดุจผ้าสีเขียว เพราะประกอบด้วยสีเขียว.
บทว่า วิญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหติ - วิญญาณมีความ
ประพฤติเห็นปานนี้ ความว่า วิญญาณมีประการดังกล่าวแล้ว เป็น
วิญญาณมีความประพฤติดังได้กล่าวแล้ว. อนึ่ง ท่านกล่าวโดยโวหารว่า
ความประพฤติของวิญญาณ. แต่ไม่มีความประพฤติต่างหากจากวิญญาณ.
บทว่า ปกติปริสุทฺธมิทํ จิตฺตํ นิกฺกิเลสฏฺเฐน - จิตนี้บริสุทธิ์
โดยปรกติ เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลส ความว่า จิตมีประการดังกล่าว
แล้วนี้ บริสุทธิ์โดยปรกติ เพราะไม่มีกิเลสมีราคะเป็นต้น. เพราะฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า วิญญาณจริยา เพราะอรรถว่าประพฤติเพียง
รู้เท่านั้น. ปาฐะว่า นิเกฺลสฏฺเฐน ก็มี.
[๑๖๗ ] พึงทราบวินิจฉัยใน อญฺญาณจริยา ดังต่อไปนี้. บทว่า
มนาปิเกสุ - ในรูปอันเป็นที่รัก ความว่า ชื่อว่า มนาปานิ เพราะ
อรรถว่าเอิบอิ่ม เลื่อมใสในใจ. หรือว่า ยังใจให้เอิบอิ่มให้เจริญ. การ
ยิ่งใจให้เอิบอิ่มนั่นแหละ ชื่อว่า มนาปิกานิ. ในรูปอันเป็นที่เอิบอิ่ม
นั้น. รูปเหล่านั้นจะเป็นรูปที่น่าปรารถนา หรือไม่น่าปรารถนาก็ตาม.
ด้วยอำนาจของศัพท์ คือรูปที่น่ารัก. เพราะราคะย่อมไม่เกิดในรูปที่น่า
ปรารถนาเท่านั้น โทสะก็ย่อมไม่เกิดในรูปที่ไม่น่าปรารถนาเท่านั้น.