ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 805 (เล่ม 68)

แล้วนั้น. ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ท่านอธิบายไว้ว่า ชื่อว่า วิญญาณ
จริยา เพราะประพฤติในความรู้แจ้งอารมณ์ที่รู้แจ้ง เพราะประกอบ
ด้วยความรู้ชัดดุจผ้าสีเขียว เพราะประกอบด้วยสีเขียว.
บทว่า วิญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหติ - วิญญาณมีความ
ประพฤติเห็นปานนี้ ความว่า วิญญาณมีประการดังกล่าวแล้ว เป็น
วิญญาณมีความประพฤติดังได้กล่าวแล้ว. อนึ่ง ท่านกล่าวโดยโวหารว่า
ความประพฤติของวิญญาณ. แต่ไม่มีความประพฤติต่างหากจากวิญญาณ.
บทว่า ปกติปริสุทฺธมิทํ จิตฺตํ นิกฺกิเลสฏฺเฐน - จิตนี้บริสุทธิ์
โดยปรกติ เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลส ความว่า จิตมีประการดังกล่าว
แล้วนี้ บริสุทธิ์โดยปรกติ เพราะไม่มีกิเลสมีราคะเป็นต้น. เพราะฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า วิญญาณจริยา เพราะอรรถว่าประพฤติเพียง
รู้เท่านั้น. ปาฐะว่า นิเกฺลสฏฺเฐน ก็มี.
[๑๖๗ ] พึงทราบวินิจฉัยใน อญฺญาณจริยา ดังต่อไปนี้. บทว่า
มนาปิเกสุ - ในรูปอันเป็นที่รัก ความว่า ชื่อว่า มนาปานิ เพราะ
อรรถว่าเอิบอิ่ม เลื่อมใสในใจ. หรือว่า ยังใจให้เอิบอิ่มให้เจริญ. การ
ยิ่งใจให้เอิบอิ่มนั่นแหละ ชื่อว่า มนาปิกานิ. ในรูปอันเป็นที่เอิบอิ่ม
นั้น. รูปเหล่านั้นจะเป็นรูปที่น่าปรารถนา หรือไม่น่าปรารถนาก็ตาม.
ด้วยอำนาจของศัพท์ คือรูปที่น่ารัก. เพราะราคะย่อมไม่เกิดในรูปที่น่า
ปรารถนาเท่านั้น โทสะก็ย่อมไม่เกิดในรูปที่ไม่น่าปรารถนาเท่านั้น.

805
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 806 (เล่ม 68)

บทว่า ราคสฺส ชวนตฺถาย - เพื่อความแล่นไปแห่งราคะ คือ
เป็นไปเพื่อความแล่นไปแห่งราคะด้วยอำนาจแห่งสันตติ.
บทว่า อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา - กิริยาคือความนึกเป็นอัพยา-
กฤต ความว่า มโนธาตุเป็นกิริยา คือความนึกเป็นอัพยากฤตเป็นการ
กระทำในใจโดยไม่แยบคาย ในจักขุทวาร.
บทว่า ราคสฺส ชวนา - ความแล่นไปแห่งราคะ คือ ราคะ
เป็นไป ๗ ครั้ง. ราคะนั่นแหละเป็นไปบ่อย ๆ.
บทว่า อญฺญาณจริยา - ประพฤติในอารมณ์ที่ไม่รู้ ท่านอธิบาย
ว่า ประพฤติราคะโดยไม่รู้ เพราะราคะเกิดโดยไม่รู้. แม้ในบทที่เหลือ
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมึ วตฺถุสฺมึ - ในวัตถุที่มิได้
เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น ได้แก่ ในวัตถุ กล่าวคือ รูปารมณ์
เว้นจากความเพ่งเล็ง ด้วยอำนาจแห่งราคะและโทสะ.
บทว่า โมหสฺส ชวนตถาย - เพื่อเล่นไปแห่งโมหะ คือ เพื่อ
แล่นไปแห่งโมหะ ด้วยอำนาจแห่งวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ
บทว่า อญฺญาณจริยา คือ ประพฤติเพื่อความไม่รู้ มิใช่เพื่อ
อย่างอื่น.
บทมีอาทิว่า วินิพนฺธสฺส - แห่งมานะทราบผูกพันเป็นบทกล่าวถึง
สภาพแห่งมานะเป็นต้น.

806
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 807 (เล่ม 68)

ในบทเหล่านั้น บทว่า วินิพนฺธสฺส ได้แก่ มานะที่ผูกพัน
แล้วตั้งอยู่ด้วยความเย่อหยิ่ง.
บทว่า ปรามฏฺฐาย แห่งทิฏฐิที่ยึดถือ ได้แก่ ทิฏฐิที่ก้าวล่วง
ความที่รูปเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น แล้วยึดถือความเป็นของเที่ยงเป็นต้น
จากฝ่ายอื่น.
บทว่า วิกฺเขปคตสฺส - แห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่าน คือ
อุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่านไปในรูปารมณ์.
บทว่า อนิฏฺฐาคตาย - แห้งวิจิกิจฉาที่ไมถึงความตกลง คือ ถึง
ความไม่ตัดสินใจ.
บทว่า ถามคตฺสฺส - แห่งอนุสัยถึงความเป็นธรรมมีเรี่ยวแรง
คือ ถึงความมีกำลัง.
บทว่า ธมฺเมสุ คือ ในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น หรือเป็น
ธรรมารมณ์.
๑๖๘ - ๑๗๐] เพราะราคะเป็นต้นย่อมปรากฏด้วยความไม่รู้.
ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะยังความไม่รู้ให้แปลกออกไป ด้วยการ
ประกอบกิเลสมีราคะเป็นต้น จึงกล่าวบทมีอาทิว่า สราคา จรติ-
ประพฤติมีราคะ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สราคา จรติ พึงทราบถึงความประพฤติ
ด้วยการแล่นไปแห่งโมหะ มานะ ทิฏฐิ มานานุสัย ทิฏฐานุสัย

807
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 808 (เล่ม 68)

อวิชชานุสัย.
บทว่า สโทสา จรติ ประพฤติมีโทสะ ได้แก่ ประพฤติด้วย
การแล่นไปแห่งอวิชชาอนุสัย คือ โมหะ.
บทว่า สโมหา จรติ - ประพฤติมีโมหะ ได้แก่ ประพฤติด้วย
การแล่นไปแห่งราคะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ และวิจิกิจฉานุสัย.
บทว่า สมานา จรติ - ประพฤติมีมานะ ได้แก่ ประพฤติ
ด้วยการแล่นไปแห่งราคะ โมหะ กามราคะ ภวราคะ. อวิชชานุสัย.
บทว่า สทิฏฺฐิ จรติ - ประพฤติมีทิฏฐิ ได้แก่ ประพฤติด้วย
การแล่นไปแห่งราคะ โมหะ กามราคะและอวิชชานุสัย.
บทว่า สอุทฺธจฺจา จรติ สวิจิกิจฺฉา จรติ - ประพฤติมี
อุทธัจจะ ประพฤติมีวิจิกิจฉา ได้แก่ ประพฤติด้วยการแล่นไปแห่งโมหะ
คืออวิชชานุสัย.
บทว่า สานุสยา จรติ - ประพฤติมีอนุสัย แม้ในบทนี้ก็ควรทำ
อนุสัยหนึ่ง ๆ ให้เป็นมูลตามันที่กล่าวแล้วนั่นแหล่ะ แล้วประกอบ
ความประพฤติมีอนุสัย ด้วยอำนาจอนุสัยที่เหลือซึ่งได้ในจิตนั้น.
บทมีอาทิว่า ราคสมฺปยุตฺตา - ประพฤติประกอบด้วยราคะ
เป็นคำไวพจน์ของความประพฤติมีราคะเป็นต้นนั่นเอง.
จริงอยู่ ความประพฤตินั้นเอง ย่อมเป็นไปกับด้วยราคะ

808
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 809 (เล่ม 68)

เป็นต้นด้วยสามารถการประกอบกัน เพราะเหตุนั้นจึงได้ ชื่อทั้งหลาย
มีอาทิว่า สราคา-มีราคะ. ความประพฤติ ประกอบด้วยประการทั้งหลาย
การเกิดร่วมกัน ดับร่วมกัน มีวัตถุร่วมกัน และอารมณ์ร่วมกัน
เสมอด้วยราคะเป็นต้น เพราะเหตุนั้นจึงได้ ชื่อทั้งหลาย มีอาทิว่า
ราคสมฺปยุตฺตา.
อนึ่ง เพราะความประพฤตินั้นไม่ประกอบด้วยกรรมเป็นกุสล
เป็นต้น ประกอบด้วยกรรมเป็นเสกสลเป็นต้น. ฉะนั้น พระสารีบุตร
เถระ. เพื่อแสดง อญฺญาณเจริยา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กุสเลหิ
กมฺเมหิ - ด้วยกรรมเป็นกุสล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อณฺญาเต - ในอารมณ์ที่ไม่รู้ คือ ใน
อารมณ์ที่ไม่รู้แห่งสภาวะที่เป็นจริง เพราะโมหะมีความไม่รู้เป็นลักษณะ.
บทที่เหลือมีความได้กล่าวไว้แล้ว.
พึงทราบวินิจฉัยในญาณจริยาดังต่อไปนี้. เพราะกิริยาคืออาวัช-
ชนะ - การนึกเป็นอัพยากฤต เป็นปัจจัยในลำดับแห่งวิวัฏฏนานุปัส-
สนา - การพิจารณาเห็นความคลายออกเป็นต้นไม่มี ฉะนั้น เพื่อ
ประโยชน์แก่วิวัฏฏนานุปัสนาเป็นต้นเหล่านั้น ท่านจึงไม่กล่าวถึง
กิริยาคือการนี้เป็นอัพยาฤต กล่าววิวัฏฏนานุปัสนาเป็นต้นเท่านั้น.
จริงอยู่ การนึกย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่อนุโลมญาณเท่านั้น จากนั้น
ท่านกล่าวถึงวิวัฏฏนานุปัสนามรรคและผล.

809
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 810 (เล่ม 68)

อนึ่ง ในบทว่า ผลสมาปตฺติ นี้ ญาณจริยาจะเกิดในลำดับ
มรรคก็ตาม เกิดในลำดับผลก็ตาม. ท่านประสงค์เอาแม้ทั้งสองอย่าง.
ในบทมีอาทิว่า นีราคา จรติ - ประพฤติไม่มีราคะ พึงทราบ
ความไม่มีราคะเป็นต้น ด้วยการกำจัดราคะเป็นต้น. โดยอรรถเพียง
ความไม่มีราคะเป็นต้นในวิญญาณจริยา.
บทว่า ญาเต - ในอารมณ์ที่รู้ คือ ในอารมณ์ที่รู้ตามความ
เป็นจริง. พระสารีบุตรเถระแสดงถึงความผสมกันและกันของจริยา ๓
ด้วยบทมีอาทิว่า อญฺญา วิญฺณาณจริยา. เพราะวิญญาณจริยามี
อเหตุกจิตเกิดขึ้นด้วยสามารถเพียงทำหน้าที่รู้. อัญญาณจริยาด้วย
สามารถอกุศลจิตเกิดขึ้น ๑๒ ดวง มีหน้าที่ไม่รู้. ญาณจริยาด้วยสามารถ
แห่งวิปัสสนา มรรค ผล ทำหน้าที่รู้โดยพิเศษ.
พึงทราบว่า จริยาเหล่านี้ ผสมกันและกัน. มีสเหตุกกามาวจร
เป็นกิริยากุศล เว้นวิปัสสนา มีสเหตุกกามาวจรเป็นวิบาก และมี
รูปาวจรกุศล อรูปาวจรกุศล เป็นอัพยากฤต พ้นจากจริยา ๓.
พึงทราบว่า ปัจจเวกขณญาณของพระเสกขะ อเสกขะ เป็น
การพิจารณานิพพาน มรรค ผล เพราะท่านแสดงญาณจริยา อัน
เป็นวิวัฏฏนานุปัสนา มีนิพพานเป็นอารมณ์ ท่านสงเคราะห์เข้าใน
ญาณจริยา. เพราะจริยาแม้เหล่านั้นทำหน้าที่ของญาณโดยพิเศษด้วย
ประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาจริยานานัตตญาณนิทเทส

810
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 811 (เล่ม 68)

ภูมินานัตตญาณนิทเทส
[๑๗๑]ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔ เป็นภูมินานัตตญาณ
อย่างไร ?
ภูมิ ๔ คือ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาจรภูมิ โลกุตรภูมิ.
[๑๗๒]กามาวจรภูมิเป็นไฉน ? ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันท่องเที่ยว คือ นับเนื่องใน
โอกาสนี้ ข้างล่างตลอดไปถึงอเวจีนรกเป็นที่สุด ข้างบนขึ้นไปจนถึง
เทวดาชาวปรนิมมิตวสวัตดีเป็นที่สุด นี้เป็นกามาวจรภูมิ.
[๑๗๓] รูปาวจรภูมิเป็นไฉน ? ธรรม คือ จิตและเจตสิกของ
บุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่าน ผู้มี
พรหมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันท่องเที่ยว คือ นับเนื่องใน
โอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่พรหมโลกขึ้นไปจนถึงเทวดาชั้นอกนิฏฐะ ข้างบน
เป็นที่สุด นี้ชื่อว่ารูปาจรภูมิ.
[๑๗๔] อรูปาวจรภูมิเป็นไฉน ? ธรรม คือ จิตละเจตสิก
ของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่าน
ผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันนับเนื่องในโอกาสนี้ ข้าง
ล่างตั้งแต่เทวดาผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนภพ ตลอดขึ้นไปจนถึง

811
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 812 (เล่ม 68)

เทวดาผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ข้างบนเป็นที่สุด นี้ชื่อว่า
อรูปาวจรภูมิ.
[๑๗๕] โลกุตรภูมิเป็นไฉน ? มรรค ผล และนิพพานธาตุ
อันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง อันเป็นโลกุตระ นี้ชื่อว่าโลกุตรภูมิ ภูมิ ๔
เหล่านี้.
[๑๗๖] ภูมิ ๔ อีกประการหนึ่ง คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมสัป-
ธาน ๔ อิทธิบาท ๔ ฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔ อรูปาวจรสมาบัติ ๔
ปฏิสัมภิทา ๔ ปฏิปทา ๔ อารมณ์ ๔ อริยวงศ์ ๔ สังคหวัตถุ ๔
จักร ๔ ธรรมบท ๔ ภูมิ เหล่านี้ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรม
นั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด.
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔
เป็นภูมินานัตตญาณ.
๑๘. อรรถกถาภูมินานัตตญาณนิทเทส
[๑๗๑ - ๑๗๒] พึงทราบวินิจฉัยในภูมินานัตตญาณนิทเทส ดัง
ต่อไปนี้. บทว่า ภูมิโย - ภูมิทั้งหลาย ได้แก่ ภาคหรือปริจเฉท. ใน
บทว่า กามาวจรา นี้ ได้แก่ กาม ๒ อย่าง คือ กิเลสกาม ๑ วัตถุ-
กาม ๑. ฉันทราคะเป็นกิเลสกาม. วัฏฏะเป็นไปในภูมิ ๓ เป็นวัตถุกาม.

812
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 813 (เล่ม 68)

กิเลสกาม ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่าให้ใคร่. วัตถุกาม ชื่อว่า กาม
เพราะอรรถว่าอันบุคคลใคร่. กาม ๒ อย่างนั้น เคลื่อนไปในประเทศใด
ด้วยความเป็นไป. ประเทศนั้นชื่อว่า กามาวจร เพราะอรรถว่าเป็น
ที่เคลื่อนไปแห่งกาม.
อนึ่ง ประเทศนั้นเป็นกามาวจร ๑๑ คือ อบาย ๔ มนุษยโลก ๑
และเทวโลก ๖. เหมือนอย่างว่า บุรุษพร้อมด้วยพ่อค้าเกวียนท่องเที่ยว
ไปในประเทศใด ประเทศนั้น แม้เมื่อมีสัตว์ ๒ เท้า ๔ เท้า เหล่าอื่น
ท่องเที่ยวไป ท่านก็เรียกว่า สสัตถาวจร - เป็นที่เที่ยวไปของพ่อค้า
เกวียน เพราะกำหนดพ่อค้าเกวียนเหล่านั้นไว้ฉันใด แม้เมื่อมีรูปา-
วจรเป็นต้นเหล่าอื่นเคลื่อนไปในประเทศนั้น ประเทศนั้นท่านก็เรียกว่า
กามาวจรอยู่นั่นแหละ เพราะกำหนดรูปาวจรเป็นต้นเหล่านั้นไว้ฉันนั้น.
ท่านกล่าวว่า กาม เพราะลบบทหลังเหมือนรูปภพท่านกล่าว
ว่า รูป ฉะนั้น. ธรรมอย่างหนึ่ง ๆ อันเนื่องด้วยกามนั้น ชื่อว่า
กามาวจร เพราะเคลื่อนไปในกามอันได้แก่ประเทศ ๑ อย่างนี้. แม่ว่า
ธรรมบางอย่างในกามาวจรนี้เคลื่อนไปในรูปภพและอรูปภพก็จริง ถึง
ดังนั้น แม้ธรรมเหล่านั้นเคลื่อนไปในที่อื่น ก็พึงทราบว่าเป็นกามาวจร
โดยแท้ เหมือนอย่างว่า ช้างได้ชื่อว่า สังคามาวจร เพราะท้องเที่ยวไป
ในสงคราม แม้เที่ยวไปในนครท่านก็กล่าวว่าสังคามาวจร - ท่องเที่ยว
ไปในสงครามเหมือนกัน. สัตว์ทั้งหลายเที่ยวไปบนบกในน้ำ แม้อยู่

813
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 814 (เล่ม 68)

ในที่มิใช่บกและมิใช่น้ำ ท่านกล่าวว่า สัตว์บก สัตว์น้ำ เหมือนกัน
ฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กามาวจร เพราะอรรถว่ากามเคลื่อนไป
ในธรรมทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านี้ ด้วยการทำเป็นอารมณ์.
อนึ่ง กามนั้นแม้เคลื่อนไปในรูปาวจรธรรม และอรูปาวจรธรรม
ก็จริง ถึงดังนั้น พึงทราบข้อเปรียบเทียบดังนี้เหมือนอย่างว่า เมื่อ
กล่าวว่า ชื่อว่าลูกวัว เพราะร้อง ชื่อว่าควาย เพราะนอนบนแผ่นดิน.
สัตว์จำพวกไม่ร้อง หรือจำพวกนอนบนแผ่นดิน ชื่อนั้นย่อมมีแก่สัตว์
ทั้งปวง ฉะนั้น.
[๑๗๓] ในบทนี้ท่านเพ่งถึงภูมิศัพท์ กล่าวทำธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมดให้เป็นหมวดเดียวกันแล้ว จึงทำให้เป็นอิตถีลิงค์ว่า กามาวจรา.
รูปภพเป็นรูปในบทมีอาทิว่า รูปาวจรา. ชื่อว่ารูปาวจร เพราะท่อง-
เที่ยวไปในรูปนั้น.
[๑๗๔] อรูปภพเป็นอรูป. ชื่อว่า อรูปาวจร เพราะท่องเที่ยว
ไปในอรูปภูมินั้น.
[๑๗๕] ชื่อว่า ปริยาปนฺนา เพราะอรรถว่านับเนื่อง คือ หยั่ง
ลงภายใน ในเตภูมิกวัฏ. ชื่อว่า อปริยาปนฺนา เพราะอรรถว่าไม่
นับเนื่องในเตภูมิกวัฏนั้น.

814