ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 785 (เล่ม 68)

คลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้
เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดใจเป็นภาย
ในอย่างนี้ ย่อมกำหนดธรรมเป็นภายในอย่างนี้.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนด
ธรรมเป็นภายใน เป็นวัตถุนานัตตญาณ.
๑๕. อรรถกถาวัตถุนานัตตญาณนิทเทส
[๑๖๐ - ๑๖๒] พึงทราบวินิจฉัยในวัตถุนานัตตญาณนิทเทส
ดังต่อไปนี้. บทว่า จกฺขุํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถต - พระโยคาวจรย่อม
กำหนดจักษุเป็นภายใน ความว่า พระสารีบุตรเถระประสงค์จะกล่าว
โดยอาการที่พระโยคาวจรนั้นกำหนดจักษุ จึงถามว่า กำหนดจักษุเป็น
ภายในอย่างไร แล้วแสดงอาการกำหนดโดยคำมีอาทิว่า จกฺขุ อวิชฺชา-
สมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ - ย่อมกำหนดว่า จักษุเกิดเพราะอวิชชา ดังนี้.
พึงทราบความในบทเหล่านั้นดังต่อไปนี้ อวิชชา ตัณหาที่เป็น
อดีต เป็นเหตุอปถัมภ์ กรรมที่เป็นอดีตเป็นเหตุให้เกิด อาหาร
เป็นเหตุอุปถัมภ์ในบัดนี้. ด้วยบทนั้น เป็นอันท่านถือเอา อุตุและ
จิต อุปถัมภ์จักษุด้วย.

785
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 786 (เล่ม 68)

บทว่า จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย - จักษุอาศัยมหาภูตรูป ๔.
บทนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ อธิบายว่า จักษุอาศัย
มหาภูตรูป ๔ แล้วเป็นไป. ด้วยบทนั้น เป็นอันท่านแสดงถึงความเป็น
ปสาทจักษุ ปฏิเสธความเป็นสสัมภารจักษุ - เครื่องปรุงแต่งจักษุ.
บทว่า อุปฺปนฺนํ - เกิดขึ้นแล้ว คือ เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ด้วย
อำนาจแห่งอัทธา - กาลอันยาวนาน หรือด้วยอำนาจแห่งขณะอันเป็น
สันตติ - การสืบต่อ.
บทว่า สมุทาคตํ - เข้ามาประชุมแล้ว คือ ตั้งขึ้นแล้วจากเหตุ.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ท่านแสดงถึงการกำหนดจักษุในส่วนเบื้องต้นแห่ง
วิปัสสนา.
ท่านแสดงถึงอนิจจานุปัสนา ด้วยบทมีอาทิว่า อหุตฺวา สมฺภูตํ-
ไม่มี แล้วมี ความว่า ชื่อว่า ไม่มี แล้วมี เพราะไม่มีอยู่จากความ
เกิดในกาลก่อน. ชื่อว่า มีแล้ว จักไม่มี เพราะความไม่มีจากความ
เสื่อมต่อไป.
บทว่า อนฺตวนฺตโต - โดยความเป็นของมีที่สุด ความว่า ชื่อว่า
อนฺตวา เพราะมีที่สุด. มีที่สุดนั่นแหละ ชื่อว่า อนฺตวนฺโต เหมือน
บทว่า สติมนฺโต คติมนฺโต ธิติมนฺโต จ โย อิส๑ - ผู้แสวงหาคุณ
เป็นผู้มีสติ มีคติ และมีธิติ. โดยความเป็นของมีที่สุดนั้น. อธิบายว่า
โดยความมีการดับไป.
๑. ขุ. เถร. ๒๖/๓๙๗.

786
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 787 (เล่ม 68)

บทว่า อทุธุวํ - ไม่ยั่งยืน คือ ไม่มั่นคง เพราะตกไปในความ
ตั้งอยู่ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง และเพราะไม่มีความเป็นของมั่นคง.
บทว่า อสสฺสตํ - ความไม่เที่ยง คือ ไม่แน่นอน.
บทว่า วิปริณามธมฺมํ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา คือ
มีความแปรปรวนไปเป็นปรกติด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ด้วยความชรา
และด้วยความมรณะ.
บทมีอาทิว่า จกฺขุํ อนีจฺจํ - จักษุไม่เที่ยง และบทมีอาทิว่า
จกฺขุํ อนิจฺจโต - ย่อมกำหนดจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง มีเนื้อ
ความดังได้กล่าวไว้แล้ว.
บทมีอาทิว่า อวิชฺชาสมฺภูโต - เกิดเพราะอวิชชา ย่อมสมควร
ทีเดียว เพราะในบทว่า มโน นี้ ท่านประสงค์เอาใจอันเป็นภวังค์.
ในบทนี้ว่า อาหารสมฺภูโต - เกิดเพราะอาหาร พึงทราบ
ด้วยสามารถผัสสาหารและมโนสัญเจตนาหารประกอบกัน.
บทว่า อุปฺปนฺโน - เกิดขึ้นแล้ว พึงทราบด้วยสามารถแห่ง
อัทธา - กาลอันยาวนานและสันตติ - การสืบต่อ.
จบ อรรถกถาวัตถุนานัตตญาณนิทเทส

787
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 788 (เล่ม 68)

โคจรนานัตตญาณนิทเทส
[๑๖๓] ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายนอก เป็นโคจร-
นานัตตญาณอย่างไร พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายเป็นภาย
นอกอย่างไร ?
พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ธรรมารมณ์เป็นภายนอก.
พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปเป็นภายนอกอย่างไร ?
ย่อมกำหนดว่า รูปเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิด
เพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามา
ประชุมแล้ว รูปไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดรูป โดยความ
เป็นของมีที่สุด กำหนดว่ารูปไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไป
เป็นธรรมดา รูปไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มี
ความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา
ดับไปเป็นธรรมดาย่อมกำหนดรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนด
โดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความ
เป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอนัตตา
ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะ
ให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็น

788
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 789 (เล่ม 68)

ของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดย
ความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบือหน่าย
ย่อมละความยินดีได้ เมือคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะ
ให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้
พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปเป็นภายนอกอย่างนี้.
[๑๖๔] พระโยคาวจรย่อมกำหนดเสียงเป็นภายนอกอย่างไร ?
ย่อมกำหนดว่า เสียงเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจร
ย่อมกำหนดเนียงเป็นภายนอกอย่างนี้,
พระโยคาวจรย่อมกำหนดเป็นภายนอกอย่างไร ?
ย่อมกำหนดว่า รสเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจร
ย่อมกำหนดรสเป็นภายนอกอย่างนี้.
พระโยคาวจรย่อมกำหนดโผฏฐัพพะเป็นภายนอกอย่างไร ?
ย่อมกำหนดว่า โผฏฐัพพะเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา
ย่อมกำหนดโผฏฐัพพะเป็นภายนอกอย่างนี้.
พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภายนอกอย่างไร ?
ย่อมกำหนด ธรรมมารมณ์เกิดเพราะตัณหา
เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร เกิดแล้ว เข้าประชุมพร้อมแล้วว่า
ธรรมารมณ์ไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดธรรมารมณ์โดยความ

789
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 790 (เล่ม 68)

เป็นของมีที่สุด กำหนดว่า ธรรมารมณ์ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความ
แปรปรวนเป็นธรรมดา ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัย
ปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลาย
ไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดธรรมารมณ์โดยความ
เป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความ
เป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา
ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลาย
กำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่
ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่า
เป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่า
เป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็น
ตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อม
ละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน
ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภาย
นอกอย่างนี้.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนด
ธรรมเป็นภายนอก เป็นโคจรนานัตตญาณ.

790
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 791 (เล่ม 68)

อรรถกถา โคจรนานัตตญาณนิทเทส
[๖๓ - ๑๖๔] พึงทราบวินิจฉัยในโคจรนานัตตญาณนิทเทส
ดังต่อไปนี้. บทว่า รูเป พหิทฺธา ววตฺเถติ พระโยคาวจรย่อม
กำหนดรูปเป็นภายนอก ความว่า ย่อมกำหนดรูปายตนธรรมอันเป็น
ภายนอกจากภายใน.
บทมีอาทิว่า อวิชฺชาสมฺภูตา - เกิดเพราะอวิชชา ท่านกล่าว
ไว้แล้ว เพราะกัมมชรูปนับเนื่องด้วยอัตภาพ. จริงอยู่ แม้อาหารก็เป็น
ปัจจัยอุปถัมภ์กัมมชรูป. แต่เพราะเสียงเป็นสมุฏฐานแห่งอุตุและจิต
ท่านจึงไม่กล่าวถึงธรรมหมวด ๔ มีเกิดเพราะอวิชชาเป็นต้น. เพราะ
โผฏฐัพพะเป็นมหาภูตรูปเอง ท่านจึงไม่กล่าวว่าอาศัยมหาภูตรูป ๔.
อนึ่ง ในบทว่า ธมฺมา นี้ ได้แก่ ขันธ์ไม่มีรูป ๓ อันประกอบ
ด้วยใจอันเป็นภวังค์. สุขุมรูปอื่นนับเนื่องในธรรมายตนะ แม้มีกรรม
เป็นสมุฏฐานและรูปเป็นต้น แม้ทั้งหมด. อีกอย่างหนึ่ง รูปใด ๆ ย่อม
เกิดขึ้นด้วยกรรมใด ๆ. พึงทราบรูปนั้นๆ ด้วยกรรมนั้น.
จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น แม้นับเนื่องในสันดาน
ของตนก็ไม่พึงสงเคราะห์เข้าไปทั้งหมด. เพราะแม้รูปอันเนื่องด้วย
อนินทรีย์เป็นต้น ก็เข้าถึงวิปัสสนาได้. ฉะนั้นพึงทราบการสงเคราะห์
ธรรมเหล่านั้นด้วยบทว่า กมฺมสมฺภูตํ - เกิดเพราะกรรม. เพราะแม้

791
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 792 (เล่ม 68)

ธรรมเหล่านั้นก็มีอุตุตั้งขึ้นเพราะกรรม เป็นปัจจัยทั่วไปแก่สรรพสัตว์.
ก็อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า รูปเป็นต้นอันเนื่องด้วยอนินทรีย์ไม่เข้า
ถึงวิปัสสนาได้.
แต่คำนั้นผิด เพราะในบาลีมีคำอาทิว่า
สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.๑
เมื่อใดบุคคลย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า สังขาร
ทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง, เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายใน
ทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งวิสุทธิ - ความหมดจด.
อนึ่ง ในวิสุทธิมรรคท่านกล่าวว่า บุคคลบางคนในโลกนี้
พิจารณาเห็นแจ้งสังขารภายในแต่ต้น. แต่เพราะการออกไปจากมรรค
ย่อมมีไม่ได้ด้วยเพียงเห็นภายในบริสุทธิ์เท่านั้น แม้ภายนอกก็พึงเห็น
ด้วย. เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรย่อมเห็นแจ้ง แม้ขันธ์ของผู้อื่น
แม้สังขารอันเป็นอนุปาทินนกะว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา.
ดังนั้นจึงควรปรารถนาแม้การกำหนดจักษุเป็นต้น ของผู้อื่น แม้การ
๑. ขุ. ธ. ๒๕/๓๐.

792
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 793 (เล่ม 68)

กำหนดรูปอันเนื่องด้วยอนินทรีย์เป็นต้น. ฉะนั้น สังขารอันเป็นไปใน
ภูมิ ๓ ชื่อว่าไม่เข้าถึงวิปัสสนาย่อมไม่มี.
จบ อรรถกถาโคจรนานัตตญาณนิทเทส
จริยานานัตตญาณนิทเทส
[๑๖๕] ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณ
อย่างไร ?
จริยาในบทว่า จริยา มี ๓ คือ วิญญาณจริยา อัญญาณจริยา
ญาณจริยา.
วิญญาณจริยาเป็นไฉน ?
กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการดูรูปทั้งหลายเป็นอัพยากฤต เป็น
วิญญาณจริยา จักขุวิญญาณอันเป็นแต่เพียงเห็นรูป เป็นวิญญาณจริยา
เพราะได้เห็นรูปแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณ
จริยา เพราะขึ้นสู่รูปแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณ
จริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการฟังเสียงเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณ
จริยา โสตวิญญาณอันเป็นแต่เพียงฟังเสียง เป็นวิญญาณจริยา เพราะ
ได้ฟังเสียงแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา
เพราะขึ้นสู่เสียงแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา

793
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 794 (เล่ม 68)

กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการดมกลิ่นเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา
ฆานวิญญาณอันเป็นแต่เพียงดมกลิ่น เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ดม
กลิ่นแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา
เพราะขึ้นสู่กลิ่นแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา
กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการลิ้มรสเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา
ชิวหาวิญญาณอันเป็นแต่เพียงลิ้มรส เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ลิ้ม
รสแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะ
ขึ้นสู่รสแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยา
คือความนึกเพื่อต้องการถูกต้อง โผฏฐัพพะเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณ
จริยา กายวิญญาณอันเป็นแต่เพียงถูกต้องโผฏฐัพพะ เป็นวิญญาณจริยา
เพราะได้ถูกต้องโผฏฐัพพะแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์
เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่โผฏฐัพพะแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็น
วิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการรู้แจ้งธรรมารมณ์
เป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา มโนวิญญาณอันเป็นแต่เพียงรู้แจ้ง
ธรรมารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์แล้ว มโนธาตุ.
อันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่ธรรมารมณ์
แล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา.
[๑๖๖] คำว่า วิญญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าวิญญาณจริยา
เพราะอรรถว่ากระไร ?

794