ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 775 (เล่ม 68)

อรรถว่าเป็นที่รวม ชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม ชื่อว่า
สมาธิ เพราะอรรถว่าเป็นประธาน ชื่อว่าสติ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่
ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถ
ว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่า
เป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่า
เป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้ เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจร
ออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกัน
ในขณะนั้น.
[ ๑๕๗] ในขณะแห่งโสดาปัตติผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ
เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดาริออก ฯล ฯ
ชื่อว่าอนุปปาทญาณ คือญาณในความไม่เกิดขึ้น เพราะอรรถว่าระงับ
ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่า
เป็นสมุฏฐาน . . . ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพ-
พานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เข้ามา
ประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณา
เห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น.
[๑๕๘] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่ง
สกทาคามิผล ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่ง
อนาคามิผล ฯลฯ ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ

775
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 776 (เล่ม 68)

เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่า
ฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ
เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น
พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้
เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น.
[๑๕๙] ในขณะแห่งอรหัตผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะ
อรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่า
ฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ
เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น
พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้
เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็น
ธรรมที่ประชุมกันในขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ.
๑๔. อรรถกถาปัจจเวกขณญาณนิทเทส
๑๕๓ - ๑๕๙] พึงทราบวินิจฉัยในปัจจเวกขณญาณนิทเทส
ดังต่อไปนี้ พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวองค์แห่งมรรคไว้แผนกหนึ่ง ๆ

776
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 777 (เล่ม 68)

ก่อน เพราะอรรถว่าเป็นเหตุในขณะแห่งมรรคนั่นเอง แล้วจึงแสดง
ถึงโพชฌงค์ไว้แผนกหนึ่งโดยความเป็นองค์แห่งอริยะ อันได้ชื่อว่า โพธิ
เพราะอรรถว่าตรัสรู้ธรรมอันเป็นองค์แห่งมรรค และมิใช่องค์แห่งมรรค
อีก. จริงอยู่ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วีริยสัมโพชฌงค์
สมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นองค์แห่งมรรคอย่างเดียว, ปีติสัมโพชฌงค์
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มิใช่องค์แห่งมรรค.
บรรดาธรรมทั้งหลายที่แสดงไว้ต่างหาก โดยเป็นพละและอิน-
ทรีย์ ศรัทธาเท่านั้นมิใช่เป็นองค์แห่งมรรค. พระสารีบุตรเถระเมื่อจะ
แสดงธรรมที่เกิดในขณะแห่งมรรคอีก ด้วยสามารถเป็นหมวดหมู่ จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า อาธิปเตยฺยฏฺเฐน - ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่า
เป็นใหญ่.
ในบทเหล่านั้นบทว่า อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา - ชื่อว่า
สติปัฏฐาน เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ความว่า สติเป็นไปในกาย เวทนา
จิตธรรมมีนิพพานเป็นอารมณ์อย่างเดียวเท่านั้น ทั้ง ๔ อย่างนั้น ชื่อว่า
สติปัฏฐาน ด้วยสามารถให้สำเร็จกิจในการละความสำคัญว่า งาม เป็น
สุข เที่ยง เป็นตัวตน, วีริยะอย่างเดียวเท่านั้น มีนิพพานเป็นอารมณ์
ชื่อว่าสัมมัปธาน ๔ ด้วยให้สำเร็จกิจ คือ ละอกุศลที่เกิดแล้วและอกุศล
ที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ให้สำเร็จกิจ คือ ความเกิดขึ้นแห่งกุศลที่ยัง
ไม่เกิด และความตั้งอยู่แห่งกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว.

777
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 778 (เล่ม 68)

บทว่า ตถฏฺเฐน สจฺจา - ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้
ความว่า ชื่อว่าอริยสัจ ๔ เพราะอรรถว่าไม่ผิด ในความเป็นสัจจะมี
ทุกข์เป็นต้น. อนึ่ง ในบทนี้ อริยสัจ ๔ นั่นแหละ ชื่อว่าประชุมกัน
ในครั้งนั้น เพราะอรรถว่าเป็นการรู้แจ้งแทงตลอด. และท่านกล่าวถึง
นิพพานไว้ต่างหากว่า อมโตคธํ นิพฺพานํ - หยั่งลงสู่อมตะ คือ พระ-
นิพพาน. ส่วนธรรมที่เหลือชื่อว่าประชุมกันในครั้งนั้น เพราะอรรถว่า
ได้รับเฉพาะ. ในบทนี้ควรตัดสินว่า พระโยคาวจรย่อมพิจารณาสัจจะ ๔
อย่างแน่นอนในที่สุดแห่งมรรคผล เพราะคำว่า ตถฏฺเฐน สจฺจา
ตทา สมุทณคตา - ชื่อว่าสัจจะประชุมกันในครั้งนั้น เพราะอรรถว่า
เป็นสภาวะจริงแท้. และเพราะคำว่า กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺ
ตายาติ ปชานาติ๑ - ย่อมรู้ว่ากิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่
ควรทำเพื่ออย่างนี้อีก จึงเป็นอันกล่าวถึงการพิจารณาว่า ทุกข์อันเรา
กำหนดรู้แล้ว สมุทัยอันเราละแล้ว นิโรธอันเราทำให้แจ้งแล้ว
มรรคอันเราเจริญแล้ว. การพิจารณาอย่างนั้นสมควร.
อนึ่ง ในบทว่า สมุทโย นี้ พึงทราบถึงกิเลสที่ทำลายด้วยมรรค
นั้นๆ นั่นแล. ด้วยการพิจารณาสมุทัยที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ ในอรรถ-
กถา ท่านจึงกล่าวว่า การพิจารณากิเลส ๒ อย่าง การพิจารณามรรค
๑. วิ. มหา. ๔/๒๓.

778
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 779 (เล่ม 68)

ผล นิพพานมาแล้วโดยสรุปในที่นี้. ท่านมิได้กล่าวถึงการพิจารณาทุกข์
อย่างเดียวเท่านั้น. ถึงท่านไม่กล่าวไว้ก็จริง ที่แท้แล้วควรถือเอาตามที่
ปรากฏในบาลีและตามความเหมาะสม. จริงอยู่เมื่อการรู้แจ้งแทงตลอด
สัจจะ สำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติเพื่อรู้แจ้งแทงตลอดสัจจะ การพิจารณาถึงกิจที่
ทำเสร็จแล้วด้วยตนเอง เป็นความสมควรทีเดียว.
บทมีอาทิว่า อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ - ชื่อว่าสมถะ เพราะ
อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ความว่า พระสารีบุตรเถระกล่าวธรรม คือ สมถะ
และวิปัสสนาอันสัมปยุตด้วยมรรค เพื่อแสดงโดยอรรถมีรสอย่างเดียว
กัน และโดยอรรถอันไม่ล่วงล้ำกัน.
บทว่า สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ - ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถ
ว่าสำรวม ได้แก่ มีวาจาชอบ มีการงานชอบ มีการเลี้ยงชีพชอบ.
บทว่า อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ - ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะ
อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ได้แก่ มีความตั้งใจชอบนั่นเอง.
บทว่า ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ - ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะ
อรรถว่าเห็น ได้แก่ เห็นชอบนั่นเอง.
บทว่า วิมุตฺตฏฺเฐน เพราะอรรถว่าหลุดพ้น คือ หลุดพ้นจาก
กิเลส ทำลายด้วยมรรค ด้วยความเด็ดขาด หรือน้อมไปในอารมณ์ คือ
นิพพาน.

779
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 780 (เล่ม 68)

บทว่า วิโมกฺโข - ความหลุดพ้น ได้แก่ ความหลุดพ้นโดย
เด็ดขาด คือ อริยมรรคนั่นเอง.
บทว่า ปฏิเวธนฏฺเฐน วิชฺชา - ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า
แทงตลอด คือ แทงตลอดสัจจะ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบนั่นเอง.
บทว่า ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ - ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่า
ปล่อย มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นจากกิเลสนั้นด้วยการละ
กิเลสอันมรรคฆ่าแล้ว. ได้แก่ อริยมรรคนั่นเอง.
บทว่า สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ - ชื่อว่าขยญาณ เพราะ
อรรถว่าตัดขาด ความว่า ชื่อว่าอริยมรรคญาณทำความสิ้นไปแห่งกิเลส
ด้วยการตัดกิเลสได้เด็ดขาด. ได้แก่ เห็นชอบนั่นเอง.
พึงทราบฉันทะเป็นต้น โดยนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
จริงอยู่ ในบทนี้พระสารีบุตรเถระแสดงโดยอาการเป็นเบื้องต้น ท่าม
กลางและที่สุดแห่งมรรคในขณะมรรคนั่นแหละ.
อนึ่ง ในบทว่า วิมุตฺติ นี้ ได้แก่ มรรควิมุตตินั่นเอง.
อนึ่ง นิพพานแม้ท่านถือเอาในบทว่า ตถฏฺเฐน สจฺจา -
ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้ ก็พึงทราบว่าท่านกล่าวอีก เพื่อ
แสดงถึงความเป็นที่สุดในบทนี้. แม้ในขณะแห่งผลก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
แต่ในบทนี้ว่า เหตฏฺเฐน มคฺโค ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าเป็น

780
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 781 (เล่ม 68)

เหตุ พึงทราบในความเป็นเหตุแห่งผลนั่นเอง.
บทว่า สมฺมปฺปธานา ความเพียรชอบ พึงทราบว่าท่านกล่าว
เพราะความที่ผลอันเป็นกิจของความเพียรยังกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จ-
แล้วในขณะเกิด. เพราะสัมมัปธาน ย่อมไม่ได้ในขณะผลโดยประการ
อื่น. พระเถระผู้ยกโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ขึ้นในขณะแห่งมรรคกล่าวไว้
ว่า ธรรม ๓๗ ประการที่เหลือ เว้นสัมมัปธาน ๔ ย่อมได้ในขณะแห่ง
ผล. พึงทราบแม้สัจจะเป็นต้น ตามที่ประกอบด้วยสามารเาสำเร็จกิจมีกิจ
คือ การแทงตลอดเป็นต้น อย่างนั้นเหมือนกัน.
อนึ่ง บทว่า วิโมกฺโข ได้แก่ ผลวิโมกข์.
บทว่า วิมุตฺติ ได้แก่ ผลวิมุตติ.
ชื่อ อนุปฺปาทญาณ - ญาณในความไม่เกิด เพราะอรรถว่า
ระงับ มีความดังได้กล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า วุฏฺฐหิตฺวา - ออกแล้ว ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ด้วยอำนาจ
แห่งผล เพราะไม่มีการออกในระหว่าง.
บทว่า อิเม ธมฺนา ตทา สมุทาคตา - ธรรมเหล่านี้เริ่มเกิด
ในครั้งนั้น พึงทราบการเชื่อมใส่ อิติ ศัพท์ อันเป็นบาลีที่เหลือว่า
พระโยคาวจรย่อมพิจารณาว่า ธรรมมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านี้ เริ่ม
เกิดในขณะแห่งมรรค และในขณะแห่งผล ดังนี้.
จบ อรรถกถาปัจจเวกขณญาณนิทเทส

781
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 782 (เล่ม 68)

วัตถุนานัตตญาณนิทเทส
[๑๖๐] ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายใน เป็นวัตถุนา-
นัตตญาณอย่างไร ?
พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายเป็นภายในอย่างไร ?
ย่อมกำหนด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นภายใน.
[๑๖๑] พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุเป็นภายในอย่างไร ?
ย่อมกำหนดว่า จักษุเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิด
เพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร๑ อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามา
ประชุมแล้ว ว่า จักษุไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดจักษุ
โดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่าจักษุไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความ
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา จักษุไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัย
ปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลาย
๑. วิสุทธิมรรคบาลี หน้า ๒๒๐ - ๒๒๑ (พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๓) แสดงการเกิด
ของรูปธรรมไว้ว่า
อวิชฺชา ตณฺหา อุปาทานํ กมฺมนฺติ อิเม จตฺตาโร ฯเปฯ ปจฺจยปริคฺคหํ
กโรติ = รูปธรรมนี้ มีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น ๕ อย่าง คือ อวิชชา ตัณหา
อุปาทาน เป็นเหมือนมารดาผู้เป็นเหตุให้บุตรเกิด กรรม เป็นเหมือนบิดาผู้ทำให้
เกิด ส่วนอาหาร เป็นปัจจัยอุปการะรูปนั้นให้ดำรงอยู่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงคอยอุ้มชู
ตามที่กล่าวมานี้แสดงถึงการเกิดของรูปธรรม เพราะธรรม ๕ คือ อวิชชา ตัณหา
อุปาทาน กรรม และอาหาร. ส่วนในปฏิสัมภิทานี้ ท่านแสดงนัยอีกแบบหนึ่ง.

782
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 783 (เล่ม 68)

ไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดจักษุโดยความเป็นของ
ไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์
ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนด
โดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่
กำหนัด ย่อมให้ราคะดับไป ไม่ให้เกิดขึ้น ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ
เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เทียง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของ
เที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้
เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะ
ได้ เมื่อให้ราคะดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความ
ยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุเป็นภายในอย่างนี้.
[๑๖๒] พระโยคาวจรย่อมกำหนดหูเป็นภายในอย่างไร ?
ย่อมกำหนดว่า หูเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อม
กำหนดหูเป็นภายในอย่างนี้.
พระโยคาวจรย่อมกำหนดจมูกเป็นภายในอย่างไร ?
ย่อมกำหนดว่า จมูกเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจร
ย่อมกำหนดจมูกเป็นภายในอย่างนี้.
พระโยคาวจรย่อมกำหนดลิ้นเป็นภายในอย่างไร ?
ย่อมกำหนดว่า ลิ้นเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจร

783
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 784 (เล่ม 68)

ย่อมกำหนดลิ้นเป็นภายในอย่างนี้.
พระโยคาวจรย่อมกำหนดกายเป็นภายในอย่างไร ?
ย่อมกำหนดว่า กายเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจร
ย่อมกำหนดกายเป็นภายในอย่างนี้.
พระโยคาวจรย่อมกำหนดใจเป็นภายในอย่างไร ?
ย่อมกำหนดว่า ใจเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิด
เพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้า
ประชุมกันแล้วว่า ใจไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดใจโดยความ
เป็นของมีที่สุด กำหนดว่า ใจไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน
ไปเป็นธรรมดา ใจไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น
มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา
ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนด
โดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความ
เป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา
ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ
ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง
ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์
ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตาย่อม
ละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อ

784