ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 765 (เล่ม 68)

บทว่า ทวินฺนํ ญาณานํ กุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในญาณ
ทั้ง ๒ ได้แก่ ความเป็นผู้ฉลาดในญาณทั้ง ๒ เหล่านี้ คือ ทัสนะและ
ภาวนา.
บทว่า ทสฺสนํ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค. เพราะว่า โสดาปัตติ-
มรรคนั้นท่านกล่าวว่า ทสฺสนํ - ทัสนะ เพราะเห็นนิพพานก่อน.
ส่วนโคตรภูญาณ ย่อมเห็นนิพพานก่อนกว่าก็จริง, ถึงดังนั้นท่านไม่
เรียกว่าทัสนะ - เห็น เพราะไม่มีการละกิเลสที่ควรทำ เหมือนอย่างว่า
บุรุษผู้มาสู่สำนักของพระราชาด้วยกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้เห็นพระ-
ราชาผู้ประทับบนคอช้างเสด็จมาตามถนนแต่ที่ไกลเทียว ถูกเขาถามว่า
ท่านเฝ้าพระราชาแล้วหรือ แม้เห็นแล้วก็กล่าวว่า ข้าพเจ้ายังมิได้เฝ้า
เพราะความที่กิจอันบุคคลพึงกระทำตนยังมิได้กระทำฉะนั้น. จริงอยู่
โคตรภูญาณนั้นตั้งอยู่ในที่อาวัชชนะ คือการนึกถึงมรรค.
บทว่า ภาวนา ได้แก่ มรรค ๓ ที่เหลือ. เพราะมรรค ๓ ที่
เหลือนั้นย่อมเกิดขึ้น ด้วยสามารถภาวนในธรรมที่เห็นแล้วด้วยปฐม-
มรรคนั่นเอง, ไม่เห็นอะไร ๆ ที่ไม่เคยเห็น, ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า
ทสฺสนํ. แต่ภายหลังท่านไม่กล่าวว่า ทวินฺนํ ญาณฺนํ - แห่งญาณ
๒ อย่าง เพราะภาวนามรรคยังไม่เสร็จ แล้วกล่าวว่า ฌานวิโมกฺเข
กุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในฌานและวิโมกข์ หมายถึงผู้ได้โสดา-
ปัตติมรรค สกทาคามิมรรคและอนาคามิมรรค, แต่พึงทราบว่า ท่าน

765
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 766 (เล่ม 68)

กล่าวว่า ทวินฺนํ ญาณานํ กุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในญาณ ๒
อย่าง เพราะภาวนามรรคของผู้ได้อรหัตมรรคเสร็จแล้ว.
จบ อรรถกถามรรคญาณนิทเทส
ผลญาณนิทเทส
[๑๔๘] ปัญญาในการระงับปโยคะ เป็นผลญาณอย่างไร ?
ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อสัมมาทิฏฐ เพราะอรรถ
ว่าเห็น ย่อมออกจากมิจฉาทิฏฐิ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสอันเป็นไปตาม
มิจฉาทิฏฐินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมา-
ทิฏฐิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับปโยคะที่ออกนั้น การระงับ
ปโยคะนั้นเป็นผลของมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถ
ว่าดำริออก ย่อมออกจากมิจฉาสังกัปปะ . . . ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะ
อรรถว่ากำหนดเอา ย่อมออกจากมิจฉาวาจา ...ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ
เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ย่อมออกจากมิจฉากัมมันตะ . . .ชื่อว่าสัม-
มาอาชีวะ เพราะอรรถว่าขาวผ่อง ย่อมออกจากมิจฉาอาชีวะ . . .ชื่อว่า
สัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ย่อมออกจากมิจฉาวายามะ. . .
ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ย่อมออกจากมิจฉาสติ . . . ชื่อว่า
สัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากมิจฉาสมาธิ ออกจาก

766
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 767 (เล่ม 68)

เหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และจาก
สรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับ
ปโยคะที่ออกนั้น การระงับปโยคะนั้นเป็นผลของมรรค.
[๑๔๗] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ
เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน
ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆา-
นุสัย ส่วนหยาบ ๆ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น
จากขันธ์ทั้งหลายและจากาสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น
เพราะเป็นคุณชาติระงับปโยคะที่ออกนั้น การระงับปโยคะนั้นเป็นผล
ของมรรค.
[๑๕๐] ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ
เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน
ย่อมออกจากกามราคะสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ส่วน
ละเอียด ๆ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จาก
ขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น
เพราะเป็นคุณชาติระงับปโยคะที่ออกนั้น การระงับปโยคะที่ออกนั้น
เป็นผลของมรรค.
[๑๕๐] ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะ
อรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อม

767
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 768 (เล่ม 68)

ออกจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ ถีนมิทธะ อวิชชา
ภวราคานุสัย มานานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็น
ไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก
สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับปโยคะที่ออกไปนั้น
การระงับปโยคะที่ออกนั้นเป็นผลของมรรค.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถรู้ว่าชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการระงับปโยคะ
ที่ออกนั้น เป็นผลญาณ.
๑๒. อรรถกถาผลญาณนิทเทส
๑๔๘ - ๑๕๑] พึงทราบวินิจฉัยในผลญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.
บทว่า ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทธตฺตา - เป็นคุณชาติระงับปโยคะที่ออก
นั้น ความว่า เพราะความที่ปโยคะที่ออกทั้งภายในและภายนอกนั้น
เป็นคุณชาติระงับแล้ว. จริงอยู่ มรรค ชื่อว่า ย่อมทำปโยคะที่ออก
จากทั้งสอง ทั้งภายในและภายนอก ด้วยการละกิเลสในขณะของตน.
การระงับอันเป็นปโยคะที่ออกจากทั้งสอง ทั้งภายในและภายนอก แห่ง
มรรคเป็นอันชื่อว่าสงบแล้ว เพราะละกิเลสได้ในขณะแห่งผล.
บทว่า อุปฺปชฺชติ - ย่อมเกิดขึ้น ความว่าญาณย่อมเกิดขึ้น
ครั้งเดียว หรือ ๒ ครั้ง ในลำดับแห่งมรรค. แต่เกิดขึ้นหลายครั้ง

768
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 769 (เล่ม 68)

ในกาลแห่งผลสมาบัติ, ย่อมเกิดแก่ผู้ออกจากนิโรธ ๒ ครั้ง, ญาณแม้
ทั้งหมดย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับปโยคะที่ออกนั้น.
บทว่า มคฺคสฺเสตํ - ผลํ - การระงับปโยคะนั้นเป็นผลของมรรค
คือ ท่านเพ่งถึงผล จึงทำให้เป็นนปุงสกลิงค์ แม้ในขณะแห่งสกทาคา-
มรรคเป็นต้น ก็พึงทราบการประกอบการออกด้วยอำนาจองค์แห่ง
มรรคองค์หนึ่ง ๆ นั่นแหละ.
จบ อรรถกถาผลญาณนิทเทส
วิมุตติญาณนิทเทส
[๑๕๒] ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรค
นั้น ๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุตติญาณอย่างไร ?
อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต-
ปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย เป็นกิเลสอันโสดาปัตติมรรคตัด
ขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๕ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐาน
กิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น
ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา
ในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรคนั้น ๆ ตัดเสียแล้ว
เป็นวิมุตติญาณ.

769
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 770 (เล่ม 68)

๑๓. อรรพกถาวิมุตติญาณนิทเทส
[๑๕๒] พึงทราบวินิจฉัยในวิมุตติญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.
บทว่า สกฺกายทิฏฺฐิ - ความเห็นว่าเป็นตัวตน มีวิเคราะห์ว่า
ชื่อว่า สกฺกายทิฏฺฐิ เพราะอรรถว่าความเห็นในกาย กล่าวคือ ขันธ-
ปัญจกอันมีอยู่ หรือในกายนั้นอันมีอยู่เอง.
บทว่า วิจิกิจฺฉา - ความไม่แน่ใจ มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า วิจิกิจฺฉา
เพราะอรรถว่าปราศจากความแน่ใจ หรือ เมื่อค้นหาสภาวธรรมเป็น
เหตุยากลำบาก.
บทว่า สีลพฺพตปรามาโส - ความลูบคลำศีลและพรต มี
วิเคราะห์ว่า เป็นผู้ถือมั่นยึดมั่นว่า ความหมดมีด้วยศีลด้วยพรต.
ชื่อว่า สีลพฺพตปรามาโส เพราะอรรถว่าผู้ถือมั่นยึดมั่นนั้น ละเลย
สภาวธรรมลูบคลำแต่สิ่งอื่น. เมื่อทิฏฐิแม้มีอยู่ทั้งสองอย่าง ท่านก็ยัง
กล่าวถึงสักกายทิฏฐิ เพื่อแสดงถึงการละทิฏฐิทั้งหมด ด้วยการละสักกาย-
ทิฏฐิ มีวัตถุ ๒๐ อย่างอันเป็นปรกติ โดยยืดถือสักกายทิฏฐิตามปรกติ
เว้นการคาดคะเน และการอ้างผู้อื่น. ส่วนสีลัพพตปรามาส พึงทราบ
ว่า ท่านกล่าวไว้ต่างหากเพื่อแสดงถึงมิจฉาปฏิปทาของคนทั้งหลายผู้
ปฏิบัติด้วยคิดว่า เราปฏิบัติปฏิปทาบริสุทธิ์. ท่านกล่าวถึงทิฏฐานุสัย.
ความเห็นผิดอันนอนอยู่ในสันดาน วิจิกิจฉานุสัย - ความลังเลใจอัน
นอนอยู่ในสันดาน เพื่อแสดงถึงการละด้วยละอนุสัย แม้ ๓ อย่างนั่น

770
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 771 (เล่ม 68)

แหละ. มิใช่เพราะกิเลสต่างกัน. บทว่า อุปกฺกิเลสา - อุปกิเลส
ทั้งหลาย มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า กิเลสา เพราะอรรถว่าท่าให้เศร้าหมอง
ทำให้เดือดร้อน ทำให้ลำบาก. ชื่อว่า อุปกฺกิเลสา เพราะอรรถว่า
เป็นกิเลสร้ายมีกำลังแรง.
บทว่า สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ - เป็นกิเลสอันพระโสดา
ปัตติมรรคตัดขาดดีแล้ว คือ ตัดขาด้วยดี เพราะ ดับไม่เกิดขึ้นอีก
ด้วยสมุจเฉทประหาณ.
บทว่า สปริยุฏาเนหิ - พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส ได้แก่
กิเลสครอบงำ มีวิเคราะห์ว่า กิเลสทั้งหลาย ชื่อว่า ปริยุฎฐาน
เพราะอรรถว่าหุ้มห่อจิตเกิดขึ้น. บทนี้เป็นชื่อของกิเลสทั้งหลาย อัน
เนื่องด้วยความประพฤติ. ชื่อว่า สปริยุฏฐาน เพราะอรรถว่าพร้อม
ด้วยปริยุฏฐานกิเลส คือ อุปกิเลสอันนอนอยู่ในสันดาน.
บทว่า จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ - จิตเป็นอันพ้นแล้ว ความว่า
จิตเป็นไปด้วยอำนาจแห่งสันตติ เพราะกิเลสเหล่านั้นทำให้เกิดในที่ไม่
สมควร ชื่อว่า เป็นอันพ้นแล้วจากกิเลสนั้น. จิตนั้นนั่นแล ชื่อว่า
สุวิมุตฺตํ เพราะพ้นแล้วด้วยดี.
บทว่า ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน คือ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น
จบ อรรถกถาวิมุตติญาณนิทเทส

771
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 772 (เล่ม 68)

ปัจจเวกขณญาณนิทเทส
[๕๓] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ การมราคสังโยชน์ ปฏิฆ-
สังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบ ๆ เป็นกิเลสอันสก.
ทาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๔ ประการนี้
พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะ
อรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรค
นั้น ๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุตติญาณ.
[ ๑๕๔ ] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆ-
สังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ เป็นกิเลสอัน
อนาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๔ประการนี้
พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี. ชื่อว่าญาณ เพราะ
อรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรค
นั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุตติญาณ.
[๑๕๕ ] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ รูปราคะ อรูปราคะ
มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัยเป็น
กิเลสอันอรหัตมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๘ ประการ

772
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 773 (เล่ม 68)

นี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วย ชื่อว่าญาณ เพราะ
อรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรค
นั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุตติญาณ.
[๑๕๖] ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมใน
ขณะนั้น เป็นปัจเวกขณญาณอย่างไร ?
ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะ
อรรถว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ชื่อว่า
สัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะ
อรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะอรรถว่าขาวผ่อง
ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะ
อรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่า
สติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าธรรมวิจยสัมโพชฌงค์
เพราะอรรถว่าเลือกเฟ้น ชื่อว่าวีริยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าประ-
คองไว้ ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าแผ่ซ่านไป ชื่อว่า
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าสงบระงับ ชื่อว่าสมาธิสัม-
โพชฌงค์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอุเบขาสัมโพชฌงค์
เพราะอรรถว่าพิจารณาหาทาง ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่า
ไม่หวั่นไหว เพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าวีริยพละ เพราะอรรถว่า

773
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 774 (เล่ม 68)

ไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละ. เพราะอรรถว่า
ไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่า
ไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่า
ไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะอรรถว่าน้อมใจเชื่อ
ชื่อว่าวีริยินทรีย์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสตินทรีย์ เพราะ
อรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสมาธินทรีย์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่า
ปัญญินทรีย์ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่
ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ชื่อว่าสัมโพชฌงค์ เพราะ
อรรถว่านำออก ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ ชื่อว่าสติปัฏฐาน
เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมัปธาน เพราะอรรถว่าตั้งไว้ ชื่อว่า
อิทธิบาท เพราะอรรถว่าสำเร็จ ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแต่
ชื่อว่าสมถะ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะอรรถว่า
พิจารณาเห็น ชื่อว่าสมถวิปัสสนา เพราะอรรถว่ามีกิจอย่างเดียวกัน
ชื่อว่าเป็นคู่ เพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะ
อรรถว่าสำรวม ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฏฐิ-
วิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าหลุดพ้น
ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าแทงตลอด ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่าปล่อย
ชื่อขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็น
มูล ชื่อว่ามนสิภาร เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าผัสสะ เพราะ

774