ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 745 (เล่ม 68)

นานัตตสัญญาเพื่อได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ๑ ครอบงำอากาสานัญ-
จายตนสัญญาเพื่อได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ครอบงำวิญญานัญ-
จายตนสัญญาเพื่อได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ ๑ ครอบงำอากิญจัญญา-
ยตนสัญญาเพื่อได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ๑ โคตรภูตธรรม ๘ นี้
ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ.
[๑๔๐] โคตรภูตธรรม ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจ
แห่งวิปัสสนา ?
ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็น
ไป นิมิตกรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ
ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจ
สังขารนิมิตภายนอกเพื่อได้โสดาปัตติมรรค ๑ ครอบงำความเกิดขึ้น
ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่อโสดาปัตติ-
ผลสมาบัติ ๑ ฯลฯ เพื่อได้สกทาคามรรค ๑ เพื่อสกทาคามิผลสมาบัติ
๑ เพื่อได้อนาคามิมรรค ๑ เพื่ออนาคามิผลสมาบัติ ๑ ครอบงำความ
เกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ
ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความ
ร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้อรหัตมรรค ๑
ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา

745
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 746 (เล่ม 68)

ปฏิสนธิ เพื่ออรหัตผลสมาบัติ ๑ เพื่อสุญญตวิหารสมาบัติ ๑ และเพื่อ
สมาบัติ ๑ โคตรภูธรรม ๑๐ นี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา.
[๑๔๑] โคตรภูธรรมเป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็น
อัพยากฤตเท่าไร ? โคตรภูธรรมเป็นกุศล ๑๕ เป็นอัพยากฤต ๓ เป็น
อกุศลไม่มี.
[๑๔๒] โคตรภูญาณ ๘ คือ โคตรภูญาณที่มีอามิส
๑ ไม่มีอามิส ๑ มีที่ตั้ง ๑ ไม่มีที่ตั้ง ๑ เป็น
สุญญตะ ๑ เป็นวิสุญญตะ ๑ เป็นวุฏฐิตะ ๑ เป็น
อวุฏฐิตะ ๑ เป็นปัจจัยแห่งสมาธิ โคตรภูญาณ ๑๐
เป็นโคตรแห่งวิปัสสนาญาณ โคตรภูธรรม ๑๘
เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ โคตรภูธรรมมีอาการ ๑๘
นี้ พระโยคาวจรอบรมแล้วด้วยปัญญา พระโยคา-
วจรเป็นผู้ฉลาดในโคตรภูญาณ อันเป็นเครื่องหลีก
ไปและในโคตรภูญาณ อันเห็นเครื่องออกไป ย่อม
ไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิต่าง ๆ ฉะนี้แล.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไป และ
หลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอก เป็นโคตรภูญาณ.

746
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 747 (เล่ม 68)

อรรถกถาโคตรภูญาณนิทเทส
[๑๓๖-๑๔๐] พึงทราบวินิจฉัยในโคตรภูญาณนิทเทสดังต่อไป
นี้.
บทว่า อภิภุยฺย - ครอบงำ คือ ย่อมครอบงำ ย่อมก้าวล่วง.
บทว่า พหิทฺธา สงฺขารนิมิตฺตํ - สังขารนิมิตภายนอก ได้แก่
สังขารนิมิต อันเป็นภายนอกจากกุศลขันธ์อันเป็นไปแล้วในสันดานของ
ตน. จริงอยู่ สังขารอันเป็นโลกิยะท่านกล่าวว่า เป็นนิมิต เพราะเป็น
เครื่องหมายแห่งกิเลสทั้งหลาย, หรือ เพราะตั้งขึ้นด้วยอาการของนิมิต.
บทว่า อภิภุยฺยตีติ โคตรภู - ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำ
ท่านกล่าวถึงความเป็นโคตรภู เพราะครอบงำโคตรของปุถุชน.
บทว่า ปกฺขนฺทตีติ โคฺตรภู - ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าแล่น
ไป คือ ท่านกล่าวถึงความเป็นโคตรภู เพราะความเกิดขึ้นแห่งโคตร
พระอริยะ.
บทว่า อภิภุยฺยิตฺวา ปกฺขนฺทตีติ โคตรภู - ชื่อว่าโคตรภู
เพราะครอบงำแล้วแล่นไป คือ ท่านกล่าวย่อความทั้งสอง.
บทว่า วุฏฺฐาตีติ โคตรภูติ จ วิวฏฺฏตีติ โคตรภู จ -
ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าออกไป และเพราะอรรถว่าหลีกไป คือ
ท่านกล่าวถึงอรรถ คือ ความครอบงำโคตรปุถุชนโดยสมควรแก่บทว่า

747
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 748 (เล่ม 68)

วุฏฐานะ - การออก วิวัฏฏนะ - การหลีกไปแห่งมาติกา. พึงทราบ
อรรถว่า ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำโคตรมีนิวรณ์เป็นต้น แห่งโคตรภู
ดังกล่าวแล้วด้วยสมถะ, ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำโคตรมีความเกิด
เป็นต้น ในสมาบัติวาร ๖ มีอาทิว่า โสตาปตฺติผลสมาปตฺตตฺถาย-
เพื่อต้องการโสดาปัตติผลสมาบัติ, ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำโคตร
มีโสดาบันเป็นต้น.
ในมรรควาร ๓ มีอาทิว่า สกทาคานิมคฺคปฏิลาภตฺถาย -
เพื่อต้องการได้สกทาคามิมรรค.
อนึ่ง ในบทว่า โคตฺรภู นี้ มีอรรถว่าโคตร และมีอรรถว่า
พืช. นัยว่าในอัตตนิปกรณ์ ท่านกล่าว นิพพาน ว่า โคตฺตํ - โคตร
เพราะคุ้มครองจากอันตรายทั้งปวง ชื่อว่าโคตรภู เพราะดำเนินไปสู่
นิพพานนั้น, แม้สมาบัติ ๘ ก็ชื่อว่า โคตฺตํ - โคตร เพราะคุ้มครอง
จากอันตรายของโคตรภู, โคตรนั้นท่านกล่าวว่า โคตรภู เพราะดำเนิน
ไปสู่โคตร.
อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า โคตรภูแห่งมรรค ๔ มีนิพพานเป็น
อารมณ์, โคตรภูแห่งผลสมาบัติ มีสังขารเป็นอารมณ์ เพราะน้อมไป
ในผลสมาบัติ. ดังที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า จิต ของพระโย-
คาวจร ผู้เห็นแจ้งตามลำดับอันเป็นไปแล้วนั้น ย่อมเอิบอิ่มในนิโรธด้วย
สามารถแห่งผลสมาบัติในระหว่างโคตรภูญาณมีสังขารเป็นอารมณ์ ด้วย

748
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 749 (เล่ม 68)

เหตุนั้นแลในมรรควารนี้ พึงทราบว่า ท่านทำจิตที่ ๑๖ แล้วถือเอาจิต
ที่ ๖ ในสมาบัติวารแห่งบทสังขารนิมิตภายนอกที่ถือเอาแล้ว จึงไม่ถือ
เอา. โดยประการนอกนี้ พึงถือเอาการถือบทอันเป็นมูลเหตุ.
[๑๔๑] ก็อาจารย์เหล่าอื่นกล่าวว่า การผูกใจครั้งแรกในนิพพาน
เป็นการรวบรวมครั้งแรก นี้ท่านกล่าวว่าโคตรภู. โคตรภูหมายถึงผลนั้น
ไม่ถูก.
ในบทนี้ว่า ปณฺณรส โคตรภูขธมฺม กุสลา -โคตรภูธรรม
เป็นกุศล ๑๕ พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ ชื่อว่าโคตรภูย่อมไม่สมควร
แก่พระอรหันต์ เพราะไม่มีนิวรณ์อันควรครอบงำ เพราะวิตกวิจาร
เป็นต้น พึงละได้ง่าย และเพราะอรรถว่าครอบงำ เพราะเหตุนั้นพึง
ทราบว่าท่านทำไว้แล้วไม่กล่าวถึง เพราะโคตรภูเป็นอัพยากฤต. อนึ่ง
พระอรหันต์ผู้เข้าผลสมาบัติ ไม่สามารถครอบงำสังขารเข้าสมาบัติได้
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า โคตรภูธรรมเป็นอัพยากฤตมี ๓. แต่
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สมาบัติ ๘ เป็นไปในส่วนแห่งการแทงตลอด
ด้วยสามารถ อริยมรรคที่ท่านชี้แจงไว้แล้วในที่นี้, เพราะฉะนั้นโคตรภู
แห่ง สมาบัติ ๘ จึงเป็นกุศล. อนึ่ง พึงทราบแม้ในสังขารุเปกขาญาณ
อย่างนั้น.
[๑๔๒ ] พึงทราบอธิบายความในคาถามีอาทิว่า สามิสญฺจ ดัง
ต่อไปนี้. บรรดาวัฏฏามิส โลกามิส กิเลสามิสทั้งหลาย โคตรภูญาณ

749
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 750 (เล่ม 68)

อามิสด้วยโลกามิส เพราะยังมีความอยาก. นั่นคืออะไร ? คือ สมถ-
โคตรภูญาณ ๘ อย่าง. บทว่า วฏฺฏามิสํ ในที่นี้ ได้แก่ วัฏฏะเป็นไป
ในภูมิ ๓ นั่นเอง. บทว่า โลกามิสํ ได้แก่ กามคุณ ๕. บทว่า
กิเลสามิสํ ได้แก่ กิเลสทั้งหลายนั่นเอง. บทว่า นิรามสํ ได้แก่
วิปัสสนาโคตรภูญาณ ๑๐ อย่าง เพราะไม่มีความอยาก. จริงอยู่ พระ-
อริยะทั้งหลายไม่ทำความอยากในโคตรภู. ในคัมภีร์อาจารย์ทั้งหลาย
เขียนไว้ว่า สามิสญฺเจ นั่นไม่ดีเลย.
พึงทราบ ปณิหิตะ อัปปณิหิตะ, สัญญุตตะ วิสัญญุตตะ,
วุฏฐิตะ อวุฏฺฐิตะ ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า ปณิหิตะ คือ ความปรารถนา
เพราะตั้งอยู่ในความใคร่. ชื่อว่า อัปปณิหิตะ เพราะไม่มีที่ตั้ง. ชื่อว่า
สัญญุตตะ เพราะประกอบด้วยความอยาก. ชื่อว่า วิสัญญุตตะ
เพราะไม่ประกอบด้วยความอยาก.
บทว่า วุฏฺฐิตํ ได้แก่ โคตรภูญาณอันเป็นวิปัสสนานั่นเอง.
จริงอยู่ โคตรภูญาณนั้น ชื่อว่า วุฏฐิตะ เพราะตัดความอยาก. นอก
นั้นเป็น อวุฏฐิตะ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วุฎฐิตะ เพราะออกไป
ภายนอก. พึงทราบว่า แม้ผลโคตรภูอันเป็นสังขารนิมิตภายนอกก็ชื่อว่า
วุฏฐิตะ เพราะมุ่งหน้าสู่นิพพานด้วยอัธยาศัยในนิพพาน. พึงทราบว่า
แม้ในวาระแห่งการครอบงำ การออก การหลีกไปในภายหลัง ก็พึง

750
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 751 (เล่ม 68)

ทราบว่า ผลโคตรภู ชื่อว่าย่อมครอบงำ ย่อมออกไป ย่อมหลีกไป
เพราะมุ่งสู่นิพพาน ด้วยอัธยาศัย.
บทว่า ติณฺณํ วิโมกฺขานปจฺจยา - เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓
ได้แก่ สมถโคตรภูเป็นปกตูปนิสสยปัจจัยแก่โลกุตรวิโมกข์ ๓, วิปัส-
สนาโคตรภูเป็นอนันตระปัจจัย สมนันตรปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย.
บทว่า ปญฺญา ยสฺส ปริจฺจิตา - พระโยคาวจรอบรมแล้ว
ด้วยปัญญา คือ ปัญญาอันเป็นส่วนเบื้องต้นอันพระโยคาวจรอบรมแล้ว
คือ สะสมแล้ว.
บทว่า กุสโล วิวฏฺเฏ วุฏฺฐาเน - พระโยคาวจรเป็นผู้ฉลาด
ในการออกไป ในการหลีกไป คือ เป็นผู้ฉลาด เป็นผู้เฉียบแหลมใน
โคตรภูญาณ อันได้แก่ วิวัฏฎะด้วยความไม่ลุ่มหลงนั่นแล หรือเป็นผู้
ฉลาด ด้วยญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้น.
บทว่า นานาทิฏฺฐิสุ น กมฺปติ- ย่อมไม่หวั่น เพราะทิฏฐิ
ต่าง ๆ คือ ไม่หวั่นไหวในทิฏฐิมีประการ ๆ ที่ละได้แล้ว ด้วยสุจเฉท.
จบ อรรถกถาโคตรภูญาณนิทเทส

751
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 752 (เล่ม 68)

มรรคญาณนิทเทส
[๑๔๓] ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และ
สังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณอย่างไร ?
ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะ
อรรถว่าเห็น ย่อมออกจากมิจฉาทิฏฐิ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา-
ทิฏฐินั้น จากขันธ์ทั้งหลาย คืออรูปขันธ์ ๔ อันเป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น
เบญจขันธ์พร้อมด้วยรูปอันมีทิฏฐินั้นเป็นสมุฏฐาน และวิบากขันธ์อันจะ
พึงเกิดขึ้นในอนาคต และจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลสขันธ์ และสังขาร
นิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ
เพราะอรรถว่าดำริออก ย่อมออกจากมิจฉาสังกัปปะ . . . เป็นมรรคญาณ
ญาณชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา ย่อมออกจากมิจฉา-
วาจา...เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่า
เป็นสมุฏฐานย่อมออกจากมิจฉากัมมันตะ . . . เป็นมรรคญาณ ญาณ
ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะอรรถว่าขาวผ่อง ย่อมออกจากมิจฉาอาชีวะ....
เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้
ย่อมออกจากมิจฉาวายามะ...เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาสติ
เพราะอรรถว่าตั้งมั่นย่อมออกจากมิจฉาสติ. . . เป็นมรรคญาณ ญาณ

752
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 753 (เล่ม 68)

ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากมิจฉาสมาธิ
จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจาก
สรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไป
และหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็น
มรรคญาณ.
[๑๔๔] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ
เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน
ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
ส่วนหยาบๆ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์
ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภาย
นอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ.
[๑๔๕] ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ
เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน
ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆา-
นุสัย ส่วนละเอียด ๆ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธิ
นั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และ
สังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ.

753
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 754 (เล่ม 68)

[๑๔๖]ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะ
อรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ไม่ซ่าน ย่อม
ออกจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย
ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา-
สมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และ
สังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ.
[๑๔๗] อริยมรรคสมังคีบุคคล ย่อมเผาสังกิเลส
ที่ยังไม่เกิด ด้วยโลกุตรฌานที่เกิดแล้ว เพราะ
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวโลกุตรฌานว่าเป็นฌาน
บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหว เพราะทิฏฐิต่าง ๆ
เพราะความเป็นผู้ฉลาดในฌานและวิโมกข์ ถ้า
พระโยคาวจรตั้งใจมั่นดีแล้ว ย่อมเห็นแจ้ง
ฉันใด ถ้าเมื่อเห็นแจ้งก็พึงตั้งใจไว้ให้มั่นคงดี
ฉันนั้น สมถะแลวิปัสสนาได้มีแล้วในขณะ
นั้น ย่อมเป็นคู่ที่มีส่วนเสมอกันเป็นไปอยู่
ความเห็นว่าสังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ นิโรธ
เป็นสุข ชื่อว่าปัญญาที่ออกจากธรรมทั้งสอง
ย่อมถูกต้องอมตบท พระโยคาวจรผู้ฉลาดใน

754