ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 735 (เล่ม 68)

บทว่า อายตึ ปฏิสนฺธิยา ปจฺจโย โหติ พึงทราบว่า กิเลส
คือ ความพอใจเป็นปัจจัยแห่งทุคติปฏิสนธิเป็นกามาวจร อันกรรม คือ
สังขารุเบกขาให้แก่ฌานในพระเสกขะทั้งหลาย ที่เป็นพระโสดาบันและ
พระสกทาคามียังไม่บรรลุ. ไม่เป็นปัจจัยแก่ผู้ได้ฌานและแก่พระอนา-
คามี ตั้งแต่ปฏิสนธิในพรหมโลก, กิเลสนี้แหละเป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิ
อันโคตรภูที่เป็นอนุโลมให้.
บทว่า อนิจฺจโต ชื่อว่าโดยความไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้ว
ไม่มี เพราะมีความไม่เที่ยงเป็นที่สุด เพราะความมีเบื้องต้นและความมี
ที่สุด.
บทว่า ทุกฺขโต ชื่อว่าโดยความเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า
บีบคั้นบ่อย ๆ เพราะบีบคั้นด้วยความเกิดและความเสื่อม และเพราะ
เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์.
บทว่า อนตฺตโต ชื่อว่าโดยความเป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า
ไม่เป็นไปในอำนาจ เพราะอาศัยปัจจัยเป็นไป และเพราะไม่มีสามี-
เจ้าของไม่มีนิวาสี - ผู้อาศัยอยู่เป็นนิตย์ ไม่มีการก - ผู้ทำและเวทกะ
- ผู้เสวย.
บทว่า อนุปสฺสนฏฺเฐน - โดยสภาพแห่งการพิจารณา ได้แก่
โดยสภาพแห่งการ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นตาม ๆ กัน.
บทว่า อภินีหาโร นานตฺตํ โหติ พึงทราบว่า การน้อมจิต
ไปต่างกัน หรือ ความต่างกันแห่งการน้อมจิต.

735
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 736 (เล่ม 68)

บทว่า กุสลา ชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่าไม่มีโรค เพราะ
อรรถว่าไม่มีโทษ และเพราะอรรถว่าเป็นความฉลาด.
บทว่า อพฺยากตา คือ พยากรณ์ไม่ได้ว่าเป็นกุศล หรือ
อกุศล.
บทว่า กิญฺจิกาเล สุวิทิตา - ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย ได้แก่
ปรากฏด้วยดีในกาลแห่งวิปัสสนา.
บทว่า กิญฺจิกาเล น สุวิทิตา - ไม่ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย
คือ ไม่ปรากฏด้วยดีในกาลแห่งความพอใจ.
บทว่า อจฺจนฺตํ สุวิทิตา - ปรากฏดีโดยส่วนเดียว ได้แก่
ปรากฏดีโดยส่วนเดียว เพราะละความพอใจได้แล้ว.
ในบทนี้ว่า วิทิตฏฺเฐน จ อวิทิตฏฺเฐน จ - โดยสภาพที่ปรากฏ
และโดยสภาพที่ไม่ปรากฏ มีความว่า พระเสกขะที่เป็นปุถุชนมีสภาพ
ปรากฏดีแล้วก็ดี พระเสกขะปราศจากราคะ มีสภาพปรากฏดีโดยส่วน
เดียวก็ดี ชื่อว่า เป็นผู้ปรากฏแล้ว, แม้ทั้งสองมีสภาพปรากฏไม่ดี ก็
ชื่อว่า มีสภาพปรากฏไม่ดีนั่นแล.
บทว่า อติตฺตตฺตา - เพราะยังไม่เสร็จกิจ ได้แก่ เพราะยังไม่
เสร็จกิจที่ควรทำแห่งวิปัสสนา คือยังไม่ประณีต. ชื่อว่า ติตฺตตฺตา
เพราะตรงข้ามกับ บทว่า อติตฺตตฺตา นั้น.

736
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 737 (เล่ม 68)

บทว่า ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปหานาย - เพื่อละสังโยชน์ ๓
ได้แก่ เพื่อละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส. พระโพธิสัตว์
แม้มีภพสุดท้ายก็ยังสงเคราะห์เข้าในบทนี้เหมือนกัน. แต่สัตว์ผู้ยังไม่มี
ภพสุดท้ายยังวิปัสสนาให้ถึงสังขารุเบกขาตั้งอยู่.
บทว่า โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย - เพื่อต้องการได้โสดา-
ปัตติมรรค อาจารย์ทั้งหลายไม่กล่าวย่อไว้. กล่าวย่อไว้ดีกว่า.
บทว่า เสกฺโข ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปหีนตฺตา ท่านกล่าว
โดยความเสมอกันแห่งพระโสดาบัน พระสกทาคามีและพระอนาคามี
จริงอยู่ สังโยชน์เหล่านั้น มีพระสกทาคามีและพระอนาคามี ก็ละ
ได้แล้ว.
บทว่า อุตฺตริปฏิลาภตฺถาย - คือ เพื่อต้องการได้มรรคชั้นสูง ๆ.
บทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารตฺถาย - เพื่อต้องการอยู่เป็นสุขใน
ปัจจุบัน ได้แก่ เพื่อต้องการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ ในอัตภาพที่
ประจักษ์.
บทว่า วิหารสมาปตฺตฏฺเฐน - โดยสภาพแห่งวิหารสมาบัติ
ได้แก่ โดยสภาพแห่งผลสมาบัติของพระเสกขะ. โดยสภาพแห่งผล
สมาบัติ อันเป็นวิปัสสนาวิหารของท่านผู้ปราศจากราคะ.

737
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 738 (เล่ม 68)

บัดนี้ พระสารีบุตรเพื่อแสดงการกำหนดด้วยการคำนวณของ
สังขารุเบกขา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กติ สงฺขารุเปกฺขา - สังขารุเบกขา
เท่าไร ?
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมถวเสน คือ ด้วยสามารถสมาธิ
อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะนี้เหมือนกัน.
บทว่า นีวรเณ ปฏิสงฺขา - ปัญญาพิจารณานิวรณ์ ได้แก่
กำหนดโดยความที่ควรละนิวรณ์ ๕.
บทว่า สนฺติฏฐนา - การดำรงไว้ ได้แก่ การดำรงไว้เพราะ
ความเป็นกลาง ด้วยการเข้าถึงความไม่ขวนขวายในการละนิวรณ์เหล่า-
นั้น เพราะมุ่งแต่จะละนิวรณ์เหล่านั้น.
บทว่า สงฺขารุเปกฺขาสุ คือ ในการวางเฉยสังขาร อันกล่าวคือ
นิวรณ์ ด้วยการไม่ทำความขวนขวายในการละนิวรณ์ทั้งหลาย ในวิตก
วิจารเป็นต้น และในอุปาทะเป็นต้นก็มีนัยนี้. ญาณสำเร็จด้วยภาวนา
อันมีกำลังในส่วนเบื้องต้นอันใกล้ด้วยอัปปนาวิถี ในสมถะ ชื่อว่า
สังขารุเบกขา.
ในบทมีอาทิว่า โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย - เพื่อได้โสดา-
ปัตติมรรค คือ เป็นอันได้มรรคอย่างใดอย่างหนึ่งในสุญญตมรรค
อนิมิตตมรรคและอัปปณิหิตมรรค ในมรรควาร ๔.

738
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 739 (เล่ม 68)

ในบทมีอาทิว่า โสตาปตฺติผลสมาปตฺตตฺถาย - เพื่อต้องการได้
โสดาปัตติผลสมาบัติ พึงทราบผลสมาบัติอันเป็นอัปปณิหิตะในผลวาร ๔.
เพราะเหตุไร ? เพราะท่านกล่าวถึงผลสมาบัติ ๒ เหล่านี้ คือ สุญฺญ-
ตวิหารสมาปตฺตถาย - เพื่อต้องการสุญญตวิหารสมาบัติ ๑ อนิมิตฺต-
วิหารสมาปตฺตตฺถาย - เพื่อต้องการอนิมิตตวิหารสมาบัติ ๑ ไว้ต่างหาก
กัน.
พึงทราบอนิมิตตมรรคด้วยการออกจากอนิจจานุปัสนา, พึง
ทราบอนิมิตตผลสมาบัติในกาลแห่งผลสมาบัติ, พึงทราบอัปปณิหิตมรรค
และผลสมาบัติ ด้วยการออกจากทุกขานุปัสสนา, พึงทราบสุญญตมรรค
และผลสมาบัติ ด้วยการออกจากอนัตตานุปัสสนา โดยนัยแห่งพระสูตร
นั่นแล.
อนึ่ง ในมรรควาร ๔ เหล่านี้ ท่านกล่าวถึงบทอันเป็นมูลเหตุ ๕
มีอาทิว่า อุปฺปาทํ - เกิดขึ้น, บทแห่งไวพจน์ ๑๐ มีอาทิว่า คตึ รวม
เป็น ๑๕ บท. ในผลสมาบัติวาร ๖ ท่านกล่าวบทอันเป็นมูลเหตุ ๕
ไว้.
หากถามว่าเพราะเหตุไร จึงกล่าวไว้อย่างนั้น. แก้ว่า เมื่อ
สังขารุเบกขามีความแก่กล้า เพื่อแสดงถึงความแก่กล้าของสังขารุเบกขา
นั้น เพราะมีมรรคสามารถในการละกิเลส ท่านจึงกล่าวบทอันเป็นมูล
เหตุทำให้มั่นกับบทอันเป็นไวพจน์. เพื่อแสดงว่าสังขารุเบกขา แม้อ่อน

739
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 740 (เล่ม 68)

ก็เป็นปัจจัยแก่ผล เพราะความที่ผลมีสภาพสงบโดยความที่หมดความ
อุตสาหะ และเพราะเป็นที่อาศัยของมรรค พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึง
บทอันเป็นมูลเหตุเท่านั้น.
บัดนี้ พระสารีบุตร ครั้นถามด้วยชาติแล้ว เพื่อจะแก้ด้วยการ
ได้ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กติ สงฺขารุเปกฺขา กุสลา - สังขารุเบกขา
เป็นกุศลเท่าไร ?
ในบทนั้น บทว่า ปณฺณฺรส สงฺขารุเปกฺขา - สังขารุเบกขา
เป็นกุศล มี ๑๕ ได้แก่ ด้วยสมถะ ๘ และด้วยมรรค ๔ ผล ๓
เป็น ๗ รวมเป็น ๑๕. สังขารุเบกขา ๘ ด้วยสามารถสมถะไม่สมควร
แก่ธรรมชื่อว่า สังขารุเบกขา เพราะพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณานิวรณ์
และเพราะเว้นความขวนขวายในการละวิตกวิจารเป็นต้น เป็นการละได้
โดยง่าย เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่าท่านไม่กล่าวความที่สังขารุเบกขา
เหล่านั้น เป็นอัพยากฤต. อนึ่ง พระอรหันต์ผู้เข้าผลสมาบัติ ไม่สามารถ
เข้าสมาบัติ เว้นสังขารุเบกขาได้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวสังขา-
รุเบกขา ๓ ว่าเป็นอัพยากฤต. จริงอยู่ ชื่อว่า สังขารุเบกขา ๓ ของ
พระอรหันต์ย่อมมีด้วยสามารถอัปปณิหิตะ สุญญตะ และอนิมิตตะ.
บัดนี้ พึงทราบความในคาถาทั้งหลาย ๓ ที่ท่านกล่าวแล้วด้วย
การพรรณนาถึงสังขารุเบกขา ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา - ปัญญาที่พิจารณา
หาทางแล้ววางเฉย ได้แก่ สังขารุเบกขา.

740
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 741 (เล่ม 68)

บทว่า อฏฺฐ จิตฺตสฺส โคจรา - เป็นโคจรของสมาธิ ๘ ความ
ว่า ท่านกล่าวถึงสังขารุเบกขา ๘ เป็นวิสยะคือภูมิของสมาธิ ด้วย
สามารถสมถะ. ท่านอธิบายถึง สมาธิ ด้วยหัวข้อว่า จิต ดุจใน
ประโยคมีอาทิว่า จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ๑ - เจริญสมาธิและปัญญา,
ท่านอธิบาย วิสยะ ด้วย โคจร ศัพท์ ดุจในประโยคมีอาทิว่า โคจเร
ภิกฺขเว จรถ สเก เปตฺติกา วิสเย๒ - เจริญสมาธิและปัญญา,
จงเที่ยวไปในโคจร อันเป็นถิ่นที่อยู่บิดาตน. ท่านกล่าวว่า นี้เป็นโคจร
ของผู้อาศัย. บทว่า ปุถุชฺชนสฺส เทวฺ - โคจรภูมิของปุถุชน ๒ คือด้วย
สามารถแห่งสมถะและวิปัสสนา. บทว่า ตโย เสกฺขสฺส - โคจรของ
พระเสกขะ ๓ ได้แก่ ด้วยสามารถแห่งสมถะ วิปัสสนาและสมาบัติ.
บทว่า ตโย จ วีตราคสฺส - โคจรของผู้ปราศจากราคะ ๓ ได้แก่
ด้วยสามารถแห่งผลสมาบัติอันเป็นอัปปณิหิตะ สุญญตะ และอนิมิตตะ.
ควรกล่าวว่า ติสฺโส ท่านทำเป็นลิงควิปลาสว่า ตโย. หรือพึง
ประกอบว่า ตโย สงฺขารุเปกฺขา ธมฺมา - ธรรม คือ สังขารุเบกขา
๓ อย่าง.
บทว่า เยหิ จิตฺตํ วิวฏฺฏติ - จิตปราศจากราคะหลีกไป ความว่า
จิตหลีกไปจากวิตกวิจารเป็นต้นด้วยธรรม คือ สังขารุเบกขา, หรือจาก
๑. สํ. ส. ๑๕/๑๖. ๒. สํ. มหา. ๑๙/๗๐๓.

741
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 742 (เล่ม 68)

อุปทะเป็นต้น. ท่านอธิบายว่า เพราะแม้ผู้ปราศจากราคะก็ยังมีสังขา-
รุเบกขาจิตหลีกจากสังขารแล่นไปสู่นิพพาน
บทว่า อฏฺฐ สมาธิสฺส ปุจฺจยา - เป็นปัจจัยแห่งสมาธิ ๘ คือ
ปัจจัย ๘ ท่านกล่าวด้วยสามารถสมถะเป็นปัจจัยแก่อัปปนาสมาธิ เพราะ
ให้ถึงอัปปนา.
บทว่า ทส ญาณสฺส โคจรา - เป็นโคจรแห่งญาณ ๑๐ คือ
เป็นภูมิ ๑๐ แห่งมรรคญาณ และผลญาณ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่ง
วิปัสสนา.
บทว่า ติณฺณํ วิโมกฺขาย ปจฺจยา - เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓
คือ เป็นปัจจัยแห่งสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์
ด้วยอุปนิสสยปัจจัย.
บทว่า นานาทิฏฺฐีสุ น กมฺปติ - ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิ
ต่าง ๆ ได้แก่ ไม่สละความดับแล้วพิจารณาเห็นสังขารทั้งหลาย โดย
ความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมไม่หวั่นไหวในทิฏฐิมีประการต่างๆ
มีสัสสตทิฏฐิเป็นต้น.
จบ อรรถกถาสังขารุเบกขาญาณนิทเทส

742
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 743 (เล่ม 68)

โคตรภูญาณนิทเทส
[๑๓๖] ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอก
เป็นโคตรภูญาณอย่างไร ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าครอบงำความเกิด
ขึ้น ครอบงำความเป็นไป ครอบงำนิมิต ครอบงำกรรมเครื่องประมวล
มา ครอบงำปฏิสนธิ ครอบงำคติ ครอบงำความบังเกิด ครอบงำอุบัติ
ครอบงำชาติ ครอบงำชรา ครอบงำพยาธิ ครอบงำมรณะ ครอบงำ
ความเศร้าโศก ครอบงำความรำพัน ครอบงำความคับแค้นใจ ครอบงำ
สังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า แล่นไปสู่นิพพาน
อันไม่มีความเกิดขึ้น ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู
เพราะอรรถว่า ครอบงำความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไป ู่นิพพานอันไม่มี
ความเกิดขึ้น ครอบงำความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มี
ความเป็นไป ฯลฯ ครอบงำสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพ-
พานอันเป็นที่ดับ.
[๑๓๗] ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ออกจากความเกิดขึ้น
ออกจากความเป็นไป... ออกจากสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภู
เพราะอรรถว่าแล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น แล่นไปสู่นิพพาน
อันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู
เพราะอรรถว่า ออกจากความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มี

743
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 744 (เล่ม 68)

ความเกิดขึ้น ออกจากความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความ
เป็นไป ออกจากสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่
ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า หลีกออกจากความเกิดขึ้น หลีก
ออกจากความเป็นไป ฯลฯ หลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่า
โคตรภู เพราะอรรถว่า แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น แล่น
ไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ
ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า หลีกออกจากความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไป
สู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ออกจากความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่
นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ หลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอก
แล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ.
[๑๓๘] โคตรภูธรรมเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ
โคตรภูธรรมเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งจะวิปัสสนา ? โคตรภู
ธรรม ๘ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ โคตรภูธรรม ๑๐ ย่อมเกิด
ขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา.
[๑๓๙] โคตรภูธรรม ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจ
แห่งสมถะ ?
ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำนิวรณ์เพื่อได้ปฐมฌาน ๑
ครอบงำวิตกและวิจารเพื่อได้ทุติยฌาน ๑ ครอบงำปีติเพื่อได้ตติยฌาน ๑
ครอบงำสุขและทุกข์เพื่อได้จตุตถฌาน ๑ ครอบงำรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา

744