ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 725 (เล่ม 68)

ผล อนาคามิมรรค อนาคามิผลและอรหัตมรรค ชื่อว่า เสกขะ
เพราะท่านเหล่านั้นยังสิกขา ๓. ในพระเสกขะเหล่านั้นในที่นี้
ท่านประสงค์เอาพระเสกขะ ๓ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล สก-
ทาคามิผลและอนาคามิผล เพราะท่านผู้ตั้งอยู่ในมรรค ไม่น้อมจิตไป
ในสังขารุเบกขา.
ในบทว่า วีตราคสฺส นี้ ชื่อว่า วีตราโค เพราะมีราคะ
ปราศจากไปแล้ว โดยปราศจากไป ด้วยสมุจเฉทปหาน. บทนี้เป็น
ชื่อของพระอรหัต. แม้ใน ๓ บทนั้น ท่านก็ทำให้เป็นเอกวฺจนะ โดย
ถือเอาชาติ.
บทว่า สงฺขรุเปกฺขํ อภินนฺทติ - พระเสกขะย่อมยินดีสังขา-
รุเบกขา ความว่า พระเสกขะ ครั้นได้สัญญาในธรรมเป็นเครื่องอยู่
เป็นผาสุก ในธรรมเป็นเครื่องอยู่ คือ อุเบกขานั้นแล้ว เป็นผู้มุ่งไป
สู่สังขารุเบกขาด้วยความปรารถนาในผาสุวิหารธรรม ย่อมยินดี อธิบาย
ว่า ยังตัณหาอันมีปีติให้เกิดขึ้น.
บทว่า วิปสฺสติ - ย่อมเห็นแจ้ง คือ พระเสกขะย่อมเห็นหลาย ๆ
อย่าง ด้วยลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้นเพื่อได้โสดาปัตติมรรค, พระ-
เสกขะย่อมเห็นเพื่อได้มรรคชั้นสูง, พระเสกขะผู้ปราศจากราคะย่อมเห็น
เพื่ออยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม.

725
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 726 (เล่ม 68)

บทว่า ปฏิสงฺขาย ได้แก่ เข้าไปพิจารณาด้วยสามารถลักษณะ
มีความไม่เที่ยงเป็นต้น, อนึ่ง เพราะพระอริยะทั้งหลายมีพระโสดาบัน
เป็นต้นเข้าผลสมาบัติของตน ๆ ถ้าไม่เห็นแจ้งวิปัสสนาญาณ ๙ มีอุท-
ยัพพยญาณ เป็นต้น ก็ไม่สามารถจะเข้าสมาบัติได้ ฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า ปฏิสงฺขาย วา ผลสมาปตฺตึ สมาปชฺชนติ - พระอริยะ
ทั้งหลายพิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติ ดังนี้.
เพื่อแสดงความเป็นไปแห่งผลสมาบัติ จึงมีปัญหากรรมของ
พระเสกขะเหล่านี้ดังต่อไปนี้
ผลสมาบัติ คือ อะไร, ใครเข้าสมาบัติ
นั้น, ใครไม่เข้าสมาบัติ, เพราะเหตุไรจึงต้องเข้า
สมาบัติ, การเข้าสมาบัตินั้นเป็นอย่างไร, การตั้ง
อยู่เป็นอย่างไร, การออกเป็นอย่างไร, อะไรเป็น
ลำดับของผล และผลเป็นลำดับของอะไร ?
พึงทราบวินิจฉัยในปัญหากรรมนั้นดังต่อไปนี้ว่า อะไรเป็นผล
สมาบัติ ? แก้ว่า อัปปนาในนิโรธของอริยผล๑. ใครเข้าสมาบัตินั้น
ใครไม่เข้าสมาบัตินั้น, แก้ว่า ปุถุชนแม้ทั้งหมดเข้าสมาบัติไม่ได้.
เพราะเหตุไร ? เพราะยังไม่บรรลุ. ส่วนพระอริยะทั้งหมดเข้าสมาบัติได้.
๑. วิสุทธิมรรคบาลี หน้า ๓๕๗

726
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 727 (เล่ม 68)

เพราะเหตุไร ? เพราะบรรลุแล้ว. ส่วนพระอริยะชั้นสูง ไม่เข้าสมาบัติ
ชั้นต่ำ เพราะสงบแล้วด้วยความเข้าถึงความเป็นบุคคลอื่น. และพระ-
อริยะชั้นต่ำ ก็ไม่เข้าสมาบัติชั้นสูง เพราะยังไม่บรรลุ. แต่ท่านทั้งหมด
ก็เข้าสมาบัติอันเป็นผลของตน ๆ นั่นเอง เพราะเหตุนั้น คำนี้จึงเป็น
ข้อสันนิษฐานไว้ในที่นี้.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า แม้พระโสดาบันพระสกทาคามีก็
ไม่เข้าสมาบัติ. พระอริยะ ๒ ชั้นสูงย่อมเข้าสมาบัติ. นี้เป็นเหตุของ
พระอริยะเหล่านั้น. เพราะพระอริยะเหล่านั้นเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ใน
สมาธิ. นั้นไม่ใช่เหตุของปุถุชน เพราะเข้าโลกิยสมาธิที่ตนได้แล้ว.
ก็ในที่นี้ เพราะคิดถึงเหตุ และมิใช่เหตุเป็นอย่างไร. ในการแก้ปัญหา
เหล่านี้ว่า สังขารุเบกขา ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นด้วยวิปัสสนาเป็นไฉน*.
โคตรภูธรรม ๑๐ ย่อมเกิดด้วยวิปัสสนาเป็นไฉน ท่านกล่าวไว้ต่างหาก
กันในบาลีนี้แล้วมิใช่หรือว่า เพื่อประโยชน์การเข้าโสดาปัตติผล เพื่อ
ประโยชน์การเข้าสกทาคามิผล. เพราะฉะนั้น พระอริยะแม้ทั้งหมดก็ย่อม
เข้าสมาบัติอันเป็นผลของตน ๆ เพราะเหตุนั้น จึงควรตกลงไว้ในที่นี้.
เพราะเหตุไรจึงต้องเข้าสมาบัติ ? แก้ว่า เพื่ออยู่เป็นสุขใน
ทิฏฐธรรม. เหมือนอย่างพระราชาทั้งหลายย่อมเสวยสุขในราชสมบัติ.
ทวยเทพย่อมเสวยทิพยสุข ฉันใด, พระอริยะทั้งหลายก็ฉันนั้น ทำข้อ
๑. ขุ. ป. ๓๑/๑๓๔.

727
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 728 (เล่ม 68)

กำหนดไว้ในกาลใกล้ว่า เราจักเสวยโลกุตรสุข ดังนี้ แล้วเข้าผลสมาบัติ
ในขณะที่ตนปรารถนา ๆ.
การเข้าสมาบัตินั้นเป็นอย่างไร ? ตั้งไว้เป็นอย่างไร. ออก
เป็นอย่างไร ? แก้ว่า การเข้าสมาบัตินั้นย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ อย่าง
คือ ไม่ใสใจถึงอารมณ์อื่น นอกจากนิพพาน ๑ ใส่ใจนิพพาน ๑.
ดังที่ท่านกล่าวว่า
ดูก่อนอาวุโส ปัจจัย ๒ อย่าง คือ การ
ไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวง ด้วยสมาบัติอันเป็นเจโต-
วิมุตติ หานิมิตมิได้ ๑ การใส่ใจด้วยธาตุอันหา
นิมิตมิได้ ๑๑.
นี้เป็นลำดับของการเข้าสมาบัติในที่นี้, จริงอยู่พระอริยสาวกผู้มีความ
ต้องการด้วยผลสมาบัติไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ พึงพิจารณาสังขารทั้งหลาย
ด้วยอนุปัสนาญาณ มีอุทยัพพยานุปัสนาญาณเป็นต้น. จิตของพระ-
อริยสาวกนั้นผู้พิจารณาตามลำดับที่เป็นไปแล้ว ย่อมเอิบอิ่มในนิโรธ
ด้วยสามารถผลสมาบัติในลำดับแห่งโคตรภูญาณ อันมีสังขารเป็น
อารมณ์.
อนึ่ง เพราะจิตน้อมไปในผลสมาบัติ ผลนั่นแลย่อมเกิดแม้แก่
พระเสกขะในผลสมาบัตินี้ มิใช่มรรคเกิด.
๑. ม. มู. ๑๒/๕๐๓.

728
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 729 (เล่ม 68)

อนึ่ง ผู้ใดกล่าวว่าพระโสดาบันเริ่มตั้งวิปัสสนา ด้วยคิดว่าเรา
จักเข้าผลสมาบัติ ดังนี้ แล้วจะเป็นพระสกทาคามี, และพระสกทาคามี
ก็จะเป็นพระอนาคามี ดังนี้. ผู้นั้นควรกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ พระ-
อนาคามีก็จักเป็นพระอรหันต์. พระอรหันต์ก็จักเป็นพระปัจเจกพุทธะ
และพระปัจเจกพุทธะก็จักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้. เพราะฉะนั้น ข้อนั้น
จึงไม่มีอะไร. และก็ไม่ควรถือเอาโดยบาลีว่า ปฏิกฺขิตฺตํ - ถูกห้ามเสีย
แล้วบ้าง. แต่ควรถือข้อนี้ไว้. ผลเท่านั้นย่อมเกิดแม้แก่พระเสกขะ มิใช่
มรรคเกิด.
อนึ่ง หากว่า ผลของมรรคนั้นมีอยู่ เป็นอันว่า พระเสกขะ
นั้นได้บรรลุมรรคอันมีในปฐมฌาน ญาณอันมีในปฐมฌานนั่นแล ย่อม
เกิด, หากว่า มรรคมีในฌานอย่างใดอย่างหนึ่งในทุติยฌานเป็นต้น
ญาณก็มีในฌานอย่างใดอย่างหนึ่งในทุติยฌานเป็นต้นเหมือนกัน เพราะ
เหตุนั้น การเข้าสมาบัตินั้น ย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้แล.
สมาบัตินั้นตั้งอยู่ด้วยอาการ ๓ เพราะบาลีว่า
ดูก่อนอาวุโส ปัจจัย ๓ อย่าง คือ การ
ไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวง เพื่อความตั้งมั่นแห่งเจโต-
วิมุตติ อันหานิมิตมิได้ ๑, การใส่ใจธาตุอันหา
นิมิตมิได้ ๑ การปรุงแต่งในกาลก่อน ๑๑.
๑. ม. มู. ๑๒/๕๐๓.

729
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 730 (เล่ม 68)

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ จ อภิสงฺขาโร - การปรุงแต่ง
ในกาลก่อน คือ กำหนดกาลก่อนจากเข้าสมาบัติ การตั้งอยู่ของสมาบัติ
นั้น ย่อมมีได้ ตราบเท่าที่กาลนั้นยังไม่มาถึง เพราะกำหนดไว้ว่า
เราจักออกในเวลาโน้น ดังนี้. ที่ตั้งของสมาบัติ ย่อมมีได้อย่างนี้.
สมาบัตินั้นออกด้วยอาการ ๒ เพราะบาลีว่า
ดูก่อนอาวุโส ปัจจัย ๒ อย่างแล คือ การ
ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวง ด้วยการออกจากเจโตวิมุตติ
อันไม่มีนิมิต ๑ การไม่ใส่ใจธาตุอันหานิมิตมิได้ ๑๑.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพนิมิตฺตานํ ได้แก่ รูปนิมิต
เวทนานิมิต สัญญานิมิต สังขารนิมิต และวิญญาณนิมิต. อนึ่ง แม้
จะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งหมดเหล่านั้น โดยเป็นอันเดียวก็จริง ถึงดังนั้นท่าน
ก็กล่าวบทว่า สพฺพนิมิตฺตานํ นี้ ด้วยสามารถสงเคราะห์เข้าด้วยกัน
ทั้งหมด. เพราะฉะนั้น. เมื่อพระโยคาวจรใส่ใจถึงอารมณ์อันมีแก่ภวังค์
ก็เป็นอันออกจากผลสมาบัติ. เพราะเหตุนั้น พึงทราบการออกแห่ง
สมาบัตินั้นอย่างนี้.
อะไรเป็นลำดับของผล, และ ผลเป็นลำดับของอะไร ? แก้ว่า
ผลนั่นแล หรือภวังค์ เป็นลำดับของผล. แต่ผลมีอยู่ในลำดับมรรค,
มรรคมีอยู่ในลำดับผล, ผลมีอยู่ในลำดับโคตรภู คือ อนุโลมญาณ
๑. ม. มู. ๑๒/๕๐๓.

730
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 731 (เล่ม 68)

ผลมีอยู่ในลำดับของเนวสัญญานาสัญญายตนะ. ผลมีอยู่ในลำดับของ
มรรค ในวิถีแห่งมรรคนั้น, ผลหลัง ๆ มีอยู่ในลำดับของผลก่อน ๆ.
ผลก่อนๆ ในผลสมาบัติมีอยู่ในลำดับโคตรภู คือ อนุโลมญาณ.
อนึ่ง ในบทว่า โคตรภู นี้ พึงทราบว่าเป็นอนุโลมญาณ-
ดังที่ท่านกล่าวไว้ในปัฏฐานว่า อนุโลมญาณ ของพระอรหันต์ เป็น
ปัจจัยแก่ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจอนันตรปัจจัย๑. อนุโลมญาณ
ของพระเสกขะเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจอนันตร-
ปัจจัย๒. การออกจากนิโรธย่อมมีด้วยผลใด ผลนั้นย่อมมีในลำดับของ
เนวสัญญานาสัญญายตนะ. ในบทนั้น ผลทั้งหมดที่เหลือเว้นผลอัน
เกิดขึ้นในมรรควิถี ชื่อว่า เป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งผลสมาบัติ.
ผลนี้เป็นไปแล้วด้วยการเกิดขึ้นในมรรควิถีก็ดี ในผลสมาบัติก็ดี ด้วย
ประการฉะนี้. ท่านกล่าวเป็นคาถาไว้ว่า
ปฏิปฺปสฺสทฺธทรถํ อมตารมฺมณํ สุภํ
วนฺตโลกามิสํ สนฺตํ สามญฺญผลมุตฺตมํ.
สามัญผลสูงสุดระงับความกระวนกระวาย
มีอมตะเป็นอารมณ์งาม คายโลกามิสสงบ ดังนี้.
นี้ เป็นผลสมาปัตติกถาในนิทเทสนี้.
๑. อภิ. ปฏฺฐาน. ๔๐/๕๐๙.
๒. อภิ. ปฏฺฐาน. ๔๐/๕๑๓.

731
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 732 (เล่ม 68)

บทว่า ตทชฺฌุเปฺขิตฺวา - วางเฉยสังขารุเบกขานั้น ได้แก่
วางเฉยสังขารุเบกขานั้น ด้วยวิปัสสนาญาณเช่นนั้นอย่างหนึ่ง. ในบท
มีอาทิว่า สุญฺญตวิหาเรน วา - ด้วยสุญญฺตวิหารสมาบัติ มีความดังต่อ
ไปนี้ การอยู่ด้วยวิปัสสนา ๓ ของพระอรหันต์ผู้ประสงค์จะอยู่ด้วย
วิปัสสนาวิหารเว้นผลสมาบัติ เห็นความยึดมั่นตนโดยความน่ากลัว จึง
น้อมไปใน สุญญตวิหาร เห็นความเสื่อมในสังขารุเบกขา ชื่อว่า
สุญญตวิหาร.
การอยู่ด้วยวิปัสสนา ๓ ของท่านผู้เห็นสังขารนิมิต โดยความ
น่ากลัวแล้วน้อมไปใน อนิมิตตวิหาร เห็นความเสื่อมในสังขารุเบกขา
ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร. การอยู่ด้วยวิปัสสนา ๓ ของท่านผู้เห็นความ
ตั้งมั่นในตัณหา โดยความน่ากลัวแล้วน้อมไปใน อัปปณิหิตวิหาร เห็น
ความเสื่อมในสังขารุเบกขา ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร. ดังที่ท่านกล่าวไว้
ข้างหน้าว่า
พระโยคาวจร เมื่อเห็นความยึดมั่นสังขาร
นิมิต โดยความน่ากลัวถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็น
ความเสื่อม เพราะมีจิตน้อมไปในสุญญตนิพพาน
ชื่อว่า สุญญตวิหาร. เมื่อเห็นนิมิต โดยความ
น่ากลัวถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อม เพราะ
มีจิตน้อมไปในอนิมิตตนิพพาน ชื่อว่า อนิมิตต-

732
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 733 (เล่ม 68)

วิหาร. เมื่อเห็นปณิธิ โดยความน่ากลัว ย่อม
เห็นความเสื่อมถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อม
เพราะมีจิตน้อมไปในอัปปณิหิตนิพพาน ชื่อว่า
อัปปณิหิตวิหาร๑.
จิตของพระอรหันต์นั่นแล ย่อมเป็นไปในอำนาจโดยอาการทั้งปวง โดย
ความมีฉฬังคุเบกขา และโดยมีวิหารธรรมมีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่า
ไม่เป็นปฏิกูลเป็นต้น, จากนั้นท่านอธิบายว่า วิปัสสนาวิหารย่อมสำเร็จ
แก่พระอรหันต์เท่านั้น.ในบทนี้ว่า วีตราโค สงฺขารุเปกฺขํ วิปสฺสติ -
ผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้งสังขารุเบกขา มีความว่า วิปัสสนายังไม่
ถึงภัย ๓ อย่าง และอธิมุตติ ๓ อย่าง พึงทราบว่า เป็นวิปัสสนาสิ้น
เชิง. เมื่อเป็นอย่างนั้นย่อมมีความวิเศษทั้งก่อนและหลัง.
บัดนี้ พระสารีบุตรประสงค์จะแสดงประเภทของความเป็นอัน
เดียวกันและความต่างกันแห่งสังขารุเบกขา ด้วยสามารถบุคคล ๒ - ๓
ประเภท จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กถํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส.
ในบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตสฺส อภินีหาโร เอกตฺตํ โหติ -
ความน้อมไปแห่งจิตเป็นอย่างเดียวกัน คือ เป็นอันเดียวกัน. พึงทราบ
ว่า เป็น ภาววจนะ ลงใน สกัตถะ. ท่านกล่าวว่า อิทปฺปจฺจยตา
ก็เหมือน อิทปฺปจฺจยา. เอกตฺตํ ก็คือ เอโก นั่นเอง.
๑. ขุ. ปะ. ๓๑/๒๐๒.

733
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 734 (เล่ม 68)

บทว่า อภินิหาโร เป็นปฐมาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐิ
วิภัตติ. คือ อภินิหารสฺส - แห่งความน้อมไป. พึงทราบว่า ท่านทำ
เป็นวิภัตติวิปลาส ดุจในบทว่า โส เทโส สมฺมชฺชิตฺวา - กวาดที่
พื้นที่นั้น.
บทว่า จิตฺตํ กิลิสฺสติ - จิตเศร้าหมอง ได้แก่ จิตเศร้าหมอง
ด้วยกิเลส คือ โลภะได้ในบทว่า วิปสฺสนานิกํ เป็นข้าศึกแห่งวิปัสสนา
อธิบายว่า ทำให้เดือดร้อนทำให้ลำบาก.
บทว่า ภาวนาย ปริปนฺโถ โหติ - มีอันตรายแห่งภาวนา ได้แก่
กำจัดวิปัสสนาภาวนาที่ได้แล้ว.
บทว่า ปฏิเวธสฺส อนฺตราโย โหติ - มีอันตรายแห่งปฏิเวธ
ได้แก่ เป็นอันตรายแก่การได้สัจปฏิเวธที่ควรได้ด้วยวิปัสสนาภาวนา.
บทว่า อายตึ ปฏิสนฺธิยา ปจฺจโย โหติ - มีปัจจัยแห่งปฏิสนธิ
ต่อไป ความว่า เมื่อกรรมนั้นให้สุคติปฏิสนธิ เพราะกรรมสัมปยุต
ด้วยสังขารุเบกขามีกำลัง กิเลส คือโลภะ กล่าวคือ ความยินดีมีปัจจัย
แห่งสุคติปฏิสนธิ เป็นกามาวจรในอนาคต เพราะกรรมมีกิเลสเป็น
สหาย ย่อมยังวิบากให้เกิด. ฉะนั้น กรรมจึงเป็นชนกปัจจัย. กิเลส
เป็นอุปถัมภกปัจจัย.
อนึ่ง บทว่า อุตฺตริปฏิเวธสฺส - แห่งปฏิเวธในมรรคชั้นสูง
ได้แก่ สัจปฏิเวธด้วยอำนาจสกทาคามิมรรคเป็นต้นของพระเสกขะ.

734