ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 715 (เล่ม 68)

[๑๒๖]การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนและของ
พระเสขะ เป็นอย่างเดียวกันอย่างไร ?
ปุถุชนยินดีสังขารุเปกขา มีจิตเศร้าหมอง มีอันตรายแห่งภาวนา
มีอันตรายแห่งปฏิเวธ มีปัจจัยแห่งปฏิสนธิต่อไป แม้พระเสขะยินดี
สังขารุเปกขาก็มีจิตเศร้าหมอง มีอันตรายแห่งภาวนา มีอันตรายแห่ง
ปฏิเวธในมรรคชั้นสูง มีปัจจัยแห่งปฏิสนธิต่อไป การน้อมจิตไปใน
สังขารุเปกขาของปุถุชนและของพระเสขะ เป็นอย่างเดียวกันโดยสภาพ
แห่งความยินดีอย่างนี้.
[๑๒๗] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระ-
เสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ เป็นอย่างเดียวกันอย่างไร ?
ปุถุชนย่อมพิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยง
เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา แม้พระเสขะก็พิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดย
ความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แม้ท่านผู้ปราศจาก
ราคะ ก็พิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
และเป็นอนัตตา การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระ-
เสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ เป็นอย่างเดียวกันโดยสภาพแห่งการ
พิจารณาอย่างนี้.
[๑๒๘] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระ-
เสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ?

715
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 716 (เล่ม 68)

สังขารุเปกขาของปุถุชนเป็นกุศล แม้ของพระเสขะก็เป็นกุศล
แต่ของท่านผู้ปราศจากราคะเป็นอัพยากฤต การน้อมจิตไปในสังขารุ-
เปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความ
ต่างกันโดยสภาพเป็นกุศลและอัพยากฤตอย่างนี้.
[๑๒๙] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระ-
เสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ?
สังขารุเปกขาของปุถุชน ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย คือในเวลา
เจริญวิปัสสนา ไม่ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย แม้สังขารุเปกขาของ
พระเสขะ ก็ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย สังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจาก
ราคะ ปรากฏดีโดยส่วนเดียว การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน
ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่
ปรากฏและโดยสภาพที่ไม่ปรากฏอย่างนี้.
[๑๓๐] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระ-
เสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ?
ปุถุชนย่อมพิจารณา เพราะเป็นผู้ยังไม่เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา
แม้พระเสขะก็พิจารณาเพราะเป็นผู้ยังไม่เสร็จกิจจาสังขารุเปกขา ส่วน
ท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมพิจารณาเพราะเป็นผู้เสร็จกิจจากสังขารุเปก-
ขา การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของ

716
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 717 (เล่ม 68)

ท่านผู้ปราศจากราคะ. มีความต่างกันโดยสภาพที่ยังไม่เสร็จกิจและโดย
สภาพที่เสร็จกิจแล้วอย่างนี้.
[๑๓๑]การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระ-
เสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ?
ปุถุชนย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาเพื่อจะละสังโยชน์ ๓ เพื่อ
ต้องการได้โสดาปัตติมรรค พระเสขะย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาเพื่อ
ต้องการได้มรรคชั้นสูงขึ้นไป เพราะเป็นผู้ละสังโยชน์ ๓ ได้แล้ว ท่าน
ผู้ปราศจากราคะย่อมพิจารณาสังขารุเปกขา เพื่อต้องการอยู่เป็นสุขใน
ปัจจุบัน เพราะเป็นผู้ละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว การน้อมจิตไปในสังขารุ-
เปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความ
ต่างกันโดยสภาพที่ละกิเลสได้แล้วและโดยสภาพที่ยังละกิเลสไม่ได้อย่าง
นี้.
[๑๓๒] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ของพระเสขะและ
ของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ?
พระเสขะยังยินดีสังขารุเปกขาบ้าง ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา
บ้างพิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติบ้าง ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้ง
สังขารุเปกขาบ้างพิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติบ้าง วางเฉยสังขารุเปกขา
นั้นแล้ว ย่อมอยู่ด้วยสุญญตวิหารสมาบัติ อนิมิตตวิหารสมาบัติ หรือ
อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ

717
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 718 (เล่ม 68)

และของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยภาพแห่งวิหารสมาบัติ
อย่างนี้.
[๑๓๓] สังขารุเปกขาเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ
สังขารุเปกขาเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ?
สังขารุเปกขา ๘ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ สังขารุเปกขา ๑๐
ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา.
สังขารุเปกขา ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ ?
ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยนิวรณ์ เพื่อต้องการได้ปฐมฌาน
เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยวิตกวิจาร
เพื่อต้องการได้ทุติยฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณา
หาทางแล้ววางเฉยปีติ เพื่อต้องการได้ตติยฌาน เป็นสังขารุเปกขา
ญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยสุขและทุกข์ เพื่อต้องการ
ได้จตุตถฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ว
วางเฉยรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา และ นานัตตสัญญา เพื่อต้องการได้
อากาสานัญจายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณา
หาทางแล้ววางเฉยอากาสานัญจายตนสัญญา เพื่อต้องการได้วิญญาณัญ-
จายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ว
วางเฉยวิญญาณัญจายตนสัญญา เพื่อต้องการได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ
เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยอากิญ-

718
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 719 (เล่ม 68)

จัญญายตนสัญญา เพื่อต้องการได้เนวสัญญานาสัญญาตนสมาบัติ เป็น
สังขาะรุเปกขาญาณ ๑ สังขารุเปกขา ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจ
สมถะ.
[ ๑๓๔ ] สังขารุเปกขา ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจ
วิปัสสนา ?
ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไฉน
นิมิตกรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ
ชรา พยาธิ มรณะ ความโศก ความรำพัน ความคับแค้นใจ เพื่อ
ต้องการได้โสดาปัตติมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ . . . เพื่อต้องการ
ได้โสดาปัตติสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ . . .เพื่อต้องการได้
สกทาคามิมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ . . .เพื่อต้องการได้สกทาคา-
มิผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ . . .เพื่อต้องการอนาคามิมรรค
เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ . . . เพื่อต้องการได้อนาคามิผลสมาบัติ เป็น
สังขารุเปกขาญาณ ๑ . . . เพื่อต้องการได้อรหัตมรรค เป็นสังขารุเปกขา-
ญาณ ๑ . . .เพื่อต้องการได้อรหัตผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑
. . . เพื่อต้องการสุญญตวิหารสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญา
ที่พิจารณาหาทาแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรม
เครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา
พยาธิ มรณะ ความโศก ความรำพัน ความคับแค้นใจ เพื่อต้องการ

719
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 720 (เล่ม 68)

ได้อนิมิตตวิหารสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ สังขารุเปกขาญาณ
๑๐ เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา.
[๑๓๕] สังขารุเปกขาเป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็น
อัพยากฤตเท่าไร ? สังขารุเปกขาเป็นกุศล ๑๕ เป็นอัพยากฤต ๓ เป็น
อกุศลไม่มี
ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉย เป็น
โคจรภูมิของสมาธิจิต ๘ เป็นโคจรภูมิของปุถุชน ๒
เป็นโคจรภูมิของพระเสขะ ๓ เป็นเครื่องให้จิตของ
ท่านผู้ปราศจากราคะหลีกไป ๓ เป็นปัจจัยแห่ง
สมาธิ ๘ เป็นโคจรแห่งภูมิแห่งญาณ ๑๐ สังขารุ-
เปกขา ๘ เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ อาการ ๑๘ นี้
พระโยคาวจรอบรมแล้วด้วยปัญญา พระโยคาวจร
ผู้ฉลาดในสังขารุเปกขา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ
ทิฏฐิต่าง ๆ ฉะนี้แล.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องความเป็นผู้
ใคร่จะพ้นไปทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉย เป็นสังขารุเปกขาญาณ.

720
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 721 (เล่ม 68)

อรรถกถาสังขารุเปกขาญาณนิทเทส
๑๒๐ - ๑๓๕] พึงทราบวินิจฉัยในสังขารุเปกขาญาณนิทเทส
ดังต่อไปนี้ ทว่า อุปฺปาทา เป็นต้น มีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
บททั้งหลายว่า ทุกฺขนฺติ ภยนฺติ สามิสนฺติ สงฺขารา - ความ
เกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเกิดขึ้นมีอามิส ความ
เกิดขึ้นเป็นสังขาร เป็นคำแสดงเหตุของญาณ คือ ความหลุดพ้นจาก
อุปฺปาทา เป็นต้น.
อนึ่ง พระสารีบุตร ครั้นแสดงถึงสังขารุเปกขาญาณ โดยลักษณะ
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อแสดงโดยอรรถ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อุปฺปาโท
สงฺขารา, เต สงฺขาเร อชฺฌุเปกฺขตีติ สงฺขารุเปกขา - ความเกิดขึ้น
เป็นสังขาร, ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า
สังขารุเปกขาญาณ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขาเร อชฺฌุเปกฺขติ - ญาณวางเฉย
ในสังขาร ความว่า เมื่อพระโยคาวจรนั้นเริ่มเจริญวิปัสสนา ละความ
ขวนขวายในการค้นหาลักษณะ เพราะเห็นพระไตรลักษณ์ด้วยวิปัสสนา
ญาณแล้ว เห็นภพ ๓ ดุจไฟติดทั่วแล้ว มีความเป็นกลางในการถือ
สังขารวิปัสสนาญาณนั้น ย่อมเห็นสังขารเหล่านั้นโดยพิเศษ และเห็น
คือ มองดูญาณที่เว้นแล้วด้วยการถือเอา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า
สังขารุเปกขาญาณ. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า ผู้ชนะโดยพิเศษ ชื่อว่า

721
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 722 (เล่ม 68)

ย่อมชนะยิ่งในโลก ผู้เว้นอาหาร ขออยู่ด้วย ก็ชื่อว่า เข้าไปอาศัย.
ญาณที่เห็นแจ้งสังขารโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นอีก เห็นแจ้ง
แม้สังขารุเปกขา ซึ่งตั้งอยู่ในความเป็นกลาง โดยความเป็นของไม่เที่ยง
เป็นต้นในการยึดถือ ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า เย จ สงฺขารา, ยา จ
อุเปกฺขา - ทั้งสังขารและอุเบกขาเป็นสังขาร เพราะเกิดพร้อมกันด้วย
สังขารุเบกขา อันตั้งอยู่โดยอาการเป็นกลาง ในการยึดถือสังขารุเปกขา
แม้นั้น.
บัดนี้ พระสารีบุตรเพื่อจะแสดงประเภทของการน้อมจิตไปใน
สังขารุเปกขา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กตีหากาเรหิ - ด้วยอาการเท่าไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขารุเปกฺขาย เป็นสัตตมีวิภัตติ แปลว่า
ในสังขารุเบกขา. บทว่า จิตฺตสฺส อภินีหาโร - การน้อมไปแห่งจิต
ได้แก่ การทำจิตอื่นจากนั้นให้มุ่งไปสู่ความวางเฉยของสังขาร แล้ว
นำไปอย่างหนักหน่วง. อภิ ศัพท์ ในบทนี้ มีความว่ามุ่งหน้า. นี
ศัพท์ มีความว่าอย่างยิ่ง พระสารีบุตรประสงค์จะแก้คำถามที่ถามว่า
กตีหากาเรหิ - ด้วยอาการเท่าไร ตอบว่า อฏฺฐหากาเรหิ - ด้วยอาการ
๘ อย่าง แล้วจึงแสดงอาการ ๘ เหล่านั้น ด้วยแก้คำถามข้อที่ ๒
จึงไม่แสดงอาการเหล่านั้น ได้ตั้งคำถามมีอาทิว่า ปุถุชฺชนสฺส กตี-
หากาเรหิ - การน้อมจิตไปในสังขารุเบกขาของปุถุชน ด้วยอาการเท่าไร
ในบทว่า ปุถุชฺชนสฺส นี้มีคาถาดังต่อไปนี้ 

722
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 723 (เล่ม 68)

ทุเว ปุถุชฺชนา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา
อนฺโธ ปุถุชฺชโน เอโก กลฺยาเณโก ปุถุชฺชโน.
พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ตรัส
ถึงปุถุชนไว้ ๒ จำพวก พวกหนึ่งเป็นอันธปุถุชน
พวกหนึ่งเป็นกัลยาณปุถุชน.
ในปุถุชน ๒ จำพวกนั้น ปุถุชนที่ไม่มีการเรียน การสอบถาม
การฟัง การจำและการพิจารณาเป็นต้น ในขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น
เป็น อันธปุถุชน ปุถุชนที่มีการเรียนเป็นต้นเหล่านั้น เป็นกัลยาณ-
ปุถุชน. แม้ปุถุชน ๒ จำพวกนี้ก็มีคาถาว่า
ปุถูนํ ชนนาทีหิ การเณหิ ปุถุชฺชโน
ปุถุชฺชนนฺโตคธตฺตา ปุถุวายํ ชโน อิติ.
ชื่อว่า ปุถุชนด้วยเหตุยังกิเลสหนาให้เกิด
ขึ้น เพราะความเป็นผู้มีกิเลสหนาหยั่งลงถึงภายใน
จึงชื่อว่า เป็นปุถุชน.
ชื่อว่า ปุถุชนด้วยเหตุยังกิเลสเป็นต้นมีประการต่าง ๆ อันหนา
ให้เกิด. ดังที่ท่านกล่าวว่า
ชื่อว่า ปุถุชน เพราะอรรถว่ายังกิเลสอัน
หนาให้เกิด เพราะอรรถว่าไม่จำกัดสักกายทิฏฐิ
อันหนาออกไป, เพราะอรรถว่าเลือกหน้าศาสดา

723
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 724 (เล่ม 68)

มาก เพราะอรรถว่าคติทั้งปวงร้อยไว้มาก เพราะ
อรรถว่าย่อมตกแต่งด้วยอภิสังขารต่าง ๆ มาก เพราะ
อรรถว่าย่อมลอยไปด้วยโอฆะต่าง ๆ มาก เพราะ
อรรถว่าย่อมเดือดร้อน เพราะกิเลสเป็นเหตุให้
เดือดร้อนต่าง ๆ มาก, เพราะอรรถว่าถูกเผาด้วย
อันตรายต่าง ๆ มาก, เพราะอรรถว่าเป็นผู้กำหนัด
ยินดี ขอบใจ หลงใหล ซบ ติดใจ เกาะเกี่ยว
พัวพัน ในกามคุณ ๕, เพราะอรรถว่าถูกร้อยรัด
ปกคลุม ปิดบัง หุ้มห่อ ปกปิด คดโกงมาก ด้วย
นิวรณ์ ๕๑ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปุถุชน เพราะชนมีกิเลสหนาเหลือที่จะ
นับ หันหลังให้อริยธรรม ประพฤติธรรมต่ำ, อีกอย่างหนึ่ง เพราะ
คนกิเลสหนาจัดอยู่ต่างหาก ไม่สังสรรค์กับพระอริยเจ้าผู้ประกอบด้วย
คุณ มีความเป็นผู้มีศีลและสุตะเป็นต้น. ในปุถุชน ๒ จำพวกนั้น ในที่นี้
ท่านประสงค์เอากัลยาณปุถุชน, เพราะชนนอกนั้นไม่มีการเจริญภาวนา
เลย.
ในบทว่า เสกฺขสฺส นี้ ได้แก่ พระเสกขะ ๗ จำพวก คือ
ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิ-
๑. ขุ. มหา. ๒๙/๔๓๐.

724