ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 705 (เล่ม 68)

ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข.
[๑๑๗] ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิด
ขึ้นมีอามิส ความเป็นไปมีอามิส ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจมีอามิส เป็น
อาทีนวญาณแต่ละอย่าง ๆ ญาณในสันติบทว่า ความไม่เกิดขึ้นไม่มี
อามิส ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส ฯ ล ฯ ความไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส
ความเกิดขึ้นมีอามิส ความไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิส ความเป็นไปมีอามิส
ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจมีอามิส ความไม่
คับแค้นใจไม่มีอามิส.
[๑๑๘] ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิดขึ้น
เป็นสังขาร ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจเป็นสังขาร เป็นอาทีนวญาณแต่
ละอย่าง ๆ ญาณในสันติบทว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน ความไม่
เป็นไปเป็นนิพพาน ฯ ล ฯ ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน ญาณใน
สันติบทว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน
ความเป็นไปเป็นสังขาร ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน ฯ ล ฯ ความ
คับแค้นใจเป็นสังขาร ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน.
[๑๑๙] ข้อที่พระโยคาวจรพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น
ความเป็นไปแห่งสังขารนิมิต กรรมเครื่องประ-
มวลมาปฏิสนธิว่าเป็นทุกข์นี้เป็นอาทีนวญาณ
ข้อที่พระโยคาวจรพิจารณาเห็นความไม่เกิดขึ้น

705
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 706 (เล่ม 68)

ความไม่เป็นไป ความไม่มีนิมิต ความไม่มี
ธรรมเครื่องประมวลมาและความไม่ปฏิสนธิ
ว่าเป็นสุขนี้เป็นญาณในสันติบท อาทีนว-
ญาณนี้ย่อมเกิดในฐานะ ๕ ญาณในสันติบท
ย่อมเกิดในฐานะ ๕ พระโยคาวจรย่อมรู้ชัด
ญาณ ๑๐ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิต่าง ๆ
เพราะเป็นผู้ฉลาดในญาณทั้ง ๒ ฉะนี้แล.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความปรากฏโดย
ความเป็นภัย เป็นอาทีนวญาณ.
อรรถกถาทีนวญาณนิทเทส
๑๑๕ - ๑๑๙] พึงทราบวินิจฉัยในอาทีนวญาณนิทเทสดังต่อไปนี้
บทว่า อุปฺปาโท - ความเกิดขึ้น คือ เกิดขึ้นในโลกนี้ เพราะ
กรรมเก่าเป็นปัจจัย.
บทว่า ปวตฺตํ - ความเป็นไป คือ ความเป็นไปของความเกิด
ขึ้นอย่างนั้น. บทว่า นิมิตฺตํ คือ สังขารนิมิต แม้ทั้งหมด.
บทว่า อายูหนํ - กรรมประมวลมาเป็นภัย คือ กรรมอันเป็น
เหตุแห่งปฏิสนธิต่อไป. บทว่า ปฏิสนฺธิ คือ การเกิดต่อไป.

706
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 707 (เล่ม 68)

บทว่า คติ ได้แก่ คติอันเป็นปฏิสนธิ.
บทว่า นิพฺพตฺติ ได้แก่ การเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลาย.
บทว่า อุปปตฺติ ได้แก่ ความเป็นไปแห่งวิบาก ดังที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า สมาปนฺนสฺส วา อุปฺนฺนสฺส วา๑ - แห่งภิกษุผู้เข้าสมาบัติ
แล้วก็ดี ผู้เข้าถึงแล้วก็ดี.
บทว่า ชาติ ได้แก่ ชาติมีภพเป็นปัจจัย อันเป็นปัจจัยของ
ชราเป็นต้น. โดยตรง ชาติ คือ ความปรากฏครั้งแรกแห่งขันธ์ทั้งหลาย
ที่ปรากฏแก่สัตว์ผู้เกิดในที่ภพนั้น ๆ.
บทว่า ชรา ได้แก่ ความเก่าของขันธ์สันดานที่เนื่องกันใน
ภพหนึ่ง ในสันตติที่รู้กันว่า มีฟันหักเป็นต้น.
บทว่า โสโก ได้แก่ ความเดือดร้อนใจของผู้ที่ถูกความ
เสื่อมจากญาติเป็นต้นกระทบแล้ว.
บทว่า ปริเทโว ได้แก่ ความพร่ำเพ้อของผู้ที่ถูกความเสื่อม
จากญาติเป็นต้นกระทบ.
บทว่า อุปายาโส ได้แก่ ความแค้นใจมาก, คือ โทสะที่เกิด
จากทุกข์ใจมากมายของผู้ที่ถูกความเสื่อมจากญาติเป็นต้นกระทบ.
อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวถึงญาณในอาทีนวญาณ ๕ มีอุปาทะ
เป็นต้น ด้วยสามารถเป็นที่ตั้งแห่งอาทีนวญาณ. ที่เหลือท่านกล่าวด้วย
๑. อภิ. สํ. ๓๔/๘๓๐.

707
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 708 (เล่ม 68)

ความเป็นไวพจน์ของธรรมเหล่านั้น. สองบทนี้ คือ นิพฺพตฺติ ชาติ
เป็นไวพจน์ของอุปาทะและของปฏิสนธิ. ของบทนี้ คือ คติ อุปปตฺติ
เป็นไวพจน์ของความเป็นไป, ชราเป็นต้นเป็นไวพจน์ของนิมิต. ดังที่
ท่านกล่าวไว้ว่า
อุปฺปาทญฺจ ปวตฺตญฺจ นิมิตฺตํ ทุกฺขนฺติ ปสฺสติ
อายูหนํ ปฏิสนฺธ ญาณํ อาทีนเว อิทนฺติจ.
อิทํ อาทีนเว ญาณํ ปญฺจฏฺฐาเนสุ ชายตีติจ.
พระโยคาวจรย่อมเห็นอุปาทะ - ความเกิด
ปวัตตะ - ความเป็นไป นิมิต - เครื่องหมาย อายู-
หนะ - กรรมเป็นเหตุให้ถือปฏิสนธิ และปฏิสนธิ-
การเกิดว่าเป็นทุกข์ นี้เป็นอาทีนวญาณ และอาที-
นวญาณนี้ย่อมเกิดขึ้นฐาน ๕.
อนึ่ง คำว่า ภยนฺติ ในทุกบท ตัดบทเป็น ภยํ อิติ. บทว่า
ภยํ ชื่อว่า ภัย เพราะมีภัยเฉพาะหน้า โดยประกอบด้วยความบีบ
คั้น. บทว่า อิติ เป็นการแสดงเหตุของภยตูปัฏฐานญาณ.
ส่วนบทมีอาทิว่า อนุปฺปาโท เขมนฺติ สนฺติปเท ญาณํ - ญาณ
ในสันติบทว่า ความไม่เกิดเป็นความปลอดภัย ท่านกล่าวเพื่อแสดงญาณ
อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออาทีนวญาณ. อีกอย่างหนึ่ง บทนี้ท่านกล่าวไว้เพื่อ

708
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 709 (เล่ม 68)

ให้เกิดความปลอดโปร่งใจว่าแม้หทัยที่สะดุ้ง เพราะเห็นโทษด้วยภยตู-
ปัฏฐานฌานไม่มีภัย มีความปลอดภัยคือไม่มีโทษ.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะจิตของผู้ที่มีอุปาทะเป็นต้นตั้งไว้ด้วยดี โดย
ความเป็นภัย น้อมไปเพื่อความเป็นปฏิปักษ์ต่อภัยนั้น, ฉะนั้น พึงทราบ
ว่า บทนี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงอานิสงส์ของอาทีนวญาณ อันสำเร็จ
แล้วด้วยภยตูปัฏฐานญาณ.
บทมีอาทิว่า อนุปฺปาโท อปฺปวตฺตํ - ความไม่เกิด ความไม่
เป็นไป ได้แก่ นิพพานนั่นเอง.
บทว่า สนฺติปเท - ในสันติบท ได้แก่ ในส่วนแห่งสันติ คือ
ในนิพพาน. จริงอยู่ แม้ญาณเกิดขึ้นเพราะถือเอาความต่างกันว่า
สนฺติปทํ ด้วยการได้ฟังมา. ท่านก็กล่าวว่า สนฺติปเท ญาณํ - ญาณ
ในสันติบท ดังนี้.
บทมีอาทิว่า อุปฺปาโท ภยํ, อนุปฺปาโท เขมํ - ความเกิดเป็น
ภัย, ความไม่เกิดปลอดภัย ท่านย่อบททั้งสอง ด้วยสามารถเป็นฝ่ายตรง
กันข้ามต่อกัน แล้วกล่าวถือญาณที่เกิดขึ้น.
อนึ่ง ในบทนี้ เพราะภัยเป็นทุกข์แน่นอน. และสิ่งใดเป็นทุกข์
สิ่งนั้นชื่อว่ามีอามิส เพราะไม่พ้นไปจากอามิส คือ วัฏฏะ อามิส คือ
โลก และอามิสคือกิเลส. อนึ่ง สิ่งใดมีอามิส สิ่งนั้นเป็นเพียงสังขาร
เท่านั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อุปฺปาโท ทุกฺขนฺติ

709
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 710 (เล่ม 68)

ภยตูปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ - ปัญญาในความปรากฏเป็น
ของน่ากลัวว่า ความเกิดเป็นทุกข์ เป็นอาทีนวญาณ.
แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น พึงทราบความต่างกันในบทนี้ ด้วยสามารถ
ความเป็นไป โดยความต่างกัน โดยอาการอย่างนี้ คือ โดยอาการ
น่ากลัว โดยอาการเป็นทุกข์ โดยอาการมีอามิส โดยอาการเป็น
สังขาร.
ท่านไม่ได้เพ่งถึงลิงค์ มีอุปปาทะเป็นต้นว่า อุปฺปาโท ภยํ,
ทุกฺขํ, สามิสํ, สงฺขารา จ - ความเกิดเป็นภัย, เป็นทุกข์, เป็นอามิส,
และเป็นสังขาร แล้วจึงกล่าวเพ่งถึงลิงค์ของตนดุจในบทมีอาทิว่า เนตํ
โข สรณํ เขมํ, เนตํ สรณมุตฺตม๑ - นี้แลไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม, นี้ไม่ใช่
ที่พึ่งอันอุดม.
อนึ่ง บทว่า สงฺขารา ท่านมิได้เพ่งความเป็นอย่างเดียว จึง
ทำเป็นพหุวจนะดุจในประโยคมีอาทิว่า อปฺปจฺจยา ธมฺมา, อสงฺขตา
ธมฺมา๒ - ธรรมทั้งหลายที่ไม่มีปัจจัย, ธรรมทั้งหลายที่เป็นอสังขตะ.
หรือว่าเพราะ อุปฺปาโท เป็นต้นเป็นเอกเทศของสังขาร พึงทราบว่า
ท่านทำเป็นพหุวจนะแม้ในเอกเทศของสังขารเป็นอันมาก ดุจในบทมี
อาทิว่า อุตฺตเร ปญฺจาลา, ทกฺขิเณ ปญฺจาลา - ชาวปัญจาลนคร
ในทิศอุดร, ชาวปัญจาลนครในทิศทักษิณ.
๑. ขุ. ธ. ๒๕/๒๔. ๒. อภิ. สํ. ๓๔/๓.

710
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 711 (เล่ม 68)

บทว่า เขมํ สุขํ นิรามิสํ นิพฺพานํ - นิพพานเป็นความปลอดภัย
เป็นความสุข ไม่มีอามิส คือ ท่านกล่าวนิพพานนั่นแลเป็น ๔ อย่าง
โดยเป็นปฏิปักษ์ต่ออาการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า ทส ญาเณ ปชานาติ - พระโยคาวจรย่อมรู้ญาณ ๑๐
ได้แก่ พระโยคาวจรเมื่อรู้อาทีนวญาณ ย่อมรู้ ย่อมแทงตลอด ย่อม
ทำให้แจ้งซึ่งญาณ ๑๐ คือ ญาณอันเป็นที่ตั้งของ อุปฺปาท - การเกิด
เป็นต้น ๕, ญาณอันเป็นที่ตั้งของ อนุปฺปาท - การไม่เกิด ๕.
บทว่า ทวินฺนํ ญาณานํ กุสลตา - เพราะเป็นผู้ฉลาดในญาณ
ทั้ง ๒ ได้แก่ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในญาณทั้ง ๒ อย่างเหล่านี้ คือ
อาทีนวญาณ และ สันติปทญาณ.
บทว่า นานาทิฏฺฐีสุ น กมฺปติ - ย่อมไม่หวั่นไหวในทิฏฐิต่าง ๆ
คือ ไม่หวั่นไหวในทิฏฐิทั้งหลาย อันเป็นไปแล้วด้วยสามารถนิพพาน
อันเป็นทิฏฐธรรมอย่างยิ่ง.
จบ อรรถกถาอาทีนวญาณนิทเทส
สังขารุเปกขาญาณนิทเทส
[๑๒๐] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณา
หาทางและวางเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณอย่างไร ?

711
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 712 (เล่ม 68)

ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความเกิดขึ้น ทั้ง
พิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไป
เสียจากความเป็นไป ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ ปัญญาเครื่อง
ความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากสังขารนิมิต ฯ ล ฯ จากกรรมเครื่อง
ประมวลมา จากปฏิสนธิ จากคติ จากความบังเกิด จากความอุบัติ
จากชาติ จากชรา จากพยาธิ จากมรณะ จากความโศก จากความ
รำพัน ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความคับแค้นใจ
ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่าง ๆ.
[๑๒๑] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณา
หาทางและวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความเป็นไปเป็นทุกข์
สังขารนิมิตเป็นทุกข์ ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ เป็นสังขารุ-
เปกขาญาณแต่ละอย่าง ๆ ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้ง
พิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไป
เป็นภัย ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจเป็นภัย เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละ
อย่าง ๆ.
[๑๒๒] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณา
หาทางและวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส ความเป็นไปมีอามิส
ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจมีอามิส ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความเป็นไป
เป็นสังขาร ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจเป็นสังขาร เป็นสังขารุเปกขาญาณ
แต่ละอย่าง ๆ.

712
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 713 (เล่ม 68)

[๑๒๓] ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น
เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ แม้ธรรม ๒ ประการนี้ คือ
สังขารและอุเบกขาก็เป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะ
เหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ ความเป็นไปเป็นสังขาร ฯ ล ฯ
นิมิตเป็นสังขาร กรรมเครื่องประมวลมาเป็นสังขาร ปฏิสนธิเป็นสังขาร
คติเป็นสังขาร ความบังเกิดเป็นสังขาร ความอุบัติเป็นสังขาร ชาติ
เป็นสังขาร ชราเป็นสังขาร พยาธิเป็นสังขาร มรณะเป็นสังขาร ความ
โศกเป็นสังขาร ความรำพันเป็นสังขาร ความคับแค้นใจเป็นสังขาร
ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ
แม้ธรรม ๒ ประการ คือ สังขารและอุเบกขา ก็เป็นสังขาร ญาณ
วางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ.
[๑๒๔] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ย่อมมีได้ด้วยอาการ
เท่าไร ?
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๘.
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ
เท่าไร การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วย
อาการเท่าไร การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ
ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร ?

713
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 714 (เล่ม 68)

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วย
อาการ ๓.
[๑๒๕] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้
ด้วยอาการ ๒ เป็นไฉน ?
ปุถุชนย่อมยินดีสังขารุเปกขา ๑ ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ นี้.
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วย
อาการ ๓ เป็นไฉน ?
พระเสขะย่อมยินดีสังขารุเปกขา ๑ ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑
พิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติ ๑ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระ-
เสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ นี้.
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมี
ได้ด้วยอาการ ๓ เป็นไฉน ?
ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑ พิจารณา
แล้วเข้าผลสมาบัติ ๑ วางเฉยสังขารุเปกขานั้นแล้ว ย่อมอยู่ด้วยสุญญต-
วิหารสมาบัติ อนิมิตตวิหารสมาบัติ หรืออัปปณิหิตวิหารสมาบัติ ๑
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วย
อาการ ๓ นี้.

714