ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 675 (เล่ม 68)

ด้วยสามารถขยายบทก่อน ๆ ว่า มีการดับไป ด้วยการดับความไม่เวียน
มาอีกเป็นธรรมดาอย่างเดียว.
อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบว่า รูปมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา
ด้วยการทำลายไปแห่งรูปอันเนื่องอยู่ในภพหนึ่ง, มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา ด้วยความเสื่อมแห่งรูปอันเนื่องด้วยสันตติอย่างเดียว. รูปมี
คลายไปเป็นธรรมดา ด้วยการทำลายขณะแห่งรูป. มีความดับเป็น
ธรรมดา ด้วยข้ามพ้นแล้วไม่เกิดมาอีก.
ในบทมีอาทิว่า ชรามรณํ อนิจฺจํ - ชราและมรณะไม่เที่ยง
ความว่า ชราและมรณะมิใช่ไม่เที่ยง, แต่ชรามรณะ ชื่อว่า ไม่เที่ยง
เพราะขันธ์ทั้งหลายมีความไม่เที่ยงเป็นสภาวะ จึงมีชรามรณะ. แม้ใน
สังขตะ เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในระหว่างไปยาล เพราะแม้
ชาติก็ไม่เที่ยงเป็นต้น จึงมีนัยนี้เหมือนกัน.
บทมีอาทิว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณํ - เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมี
ชราและมรณะนี้ ท่านมิได้กล่าวด้วยสามารถวิปัสสนา ท่านกล่าวโดย
ปริยายว่า สัมมสนญาณย่อมมีได้แก่การย่อด้วยสามารถองค์หนึ่ง ๆ แห่ง
ปฏิจจสมุปบาท แล้วกำหนดไว้อย่างเดียว. แต่นั่นไม่ใช่กลาปสัมมสน-
ญาณ, นั่นเป็นธรรมฐิติญาณเท่านั้น.
บทว่า อสติ ชาติยา - เมื่อชาติไม่มี นี้ท่านทำเป็นลิงควิปลาส.
ท่านจึงกล่าวว่า อสนฺติยา ชาติยา. บทว่า อสติ สงฺขาเรสุ - เมื่อ

675
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 676 (เล่ม 68)

สังขารไม่มี ท่านทำเป็นวจนวิปลาส, ท่านกล่าวว่า อสนฺเตสุ สงฺขา -
เรสุ.
บทมีอาทิว่า ภวปจฺจยา ชาติ, อสติ เพราะภพเป็นปัจจัย จึง
มีชาติ, เมื่อภพไม่มี พึงประกอบโดยนัยมีอาทิว่า เพราะภพเป็นปัจจัย
จึงมีชาติ, เมื่อภพไม่มี ชาติก็ไม่มี.
จบ อรรถกถาสัมมสนญาณนิทเทส
------------------------------------
อุทยัพพยญาณนิทเทส
[๑๐๓]ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรม
ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณอย่างไร ?
รูปที่เกิดแล้วเป็นปัจจุบัน ชาติแห่งรูปที่เกิดแล้วนั้นมีความเกิด
เป็นลักษณะ ความเสื่อมมีความแปรปรวนเป็นลักษณะ ปัญญาที่
พิจารณาเห็นดังนี้ เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ เวทนาเกิดแล้ว สัญญา
เกิดแล้ว สังขารเกิดแล้ว วิญญาณเกิดแล้ว จักษุเกิดแล้ว ฯ ล ฯ ภพ
เกิดแล้วเป็นปัจจุบัน ชาติแห่งภพที่เกิดแล้วนั้นมีความเกิดเป็นลักษณะ
ความเสื่อมมีความแปรปรวนเป็นลักษณะ ปัญญาที่พิจารณาเห็นดังนี้
เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ.

676
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 677 (เล่ม 68)

[๑๐๔]พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจ-
ขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไป
แห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็น
ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ
เท่าไร ?
พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์
ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไป
แห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการ เมื่อพิจารณา
เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น
ลักษณะ ๕๐ ประการ.
[๑๐๕] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูป-
ขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไป
แห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเป็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิด
ขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร
พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ แห่ง
สัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น
ลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อม
พิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความ
เสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร ?

677
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 678 (เล่ม 68)

พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อม
พิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูป-
ขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความ
เกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐
ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ แห่งสัญญา-
ขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ
๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อม
พิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความ
เสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการ.
[๑๐๖] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูป-
ขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เป็นไฉน ?
พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ โดย
ความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาเกิดรูปจึงเกิด เพราะตัณหาเกิด
รูปจึงเกิด เพราะกรรมเกิดรูปจึงเกิด เพราะอาหารเกิดรูปจึงเกิด แม้
เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความเกิด ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเกิด
ขึ้นแห่งรูปขันธ์ พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูป-
ขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้.
[๑๐๗] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่ง
รูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ?

678
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 679 (เล่ม 68)

พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ โดย
ความดับแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาดับรูปจึงดับ เพราะตัณหาดับ
รูปจึงดับ เพราะกรรมดับรูปจึงดับ เพราะอาหารดับรูปจึงดับ แม้เมื่อ
พิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณาเห็นความ
เสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อม
พิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและ
ความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้.
[๑๐๘] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่ง
เวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ?
พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์
โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะ
ตัณหาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะกรรมเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะผัสสะเกิด
เวทนาจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งการเกิด ก็ย่อมพิจารณา
เห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนา พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิด
ขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้.
[๑๐๙] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่ง
เวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ การเป็นไฉน ?
พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์
โดยความดับแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาดับเวทนาจึงดับ เพราะตัณหา

679
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 680 (เล่ม 68)

ดับเวทนาจึงดับ เพราะกรรมดับเวทนาจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึง
ดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณา
เห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็น
ความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้
เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ ย่อม
พิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้.
[๑๑๐] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งสัญญา-
ขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ
๕ ประการเป็นไฉน ?
พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดแห่งวิญญาณขันธ์ โดย
ความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะ
ตัณหาเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะกรรมเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะ
นามรูปเกิดวิญญาณจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความเกิด
ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ พระโยคาวจร เมื่อ
พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ
๕ ประการนี้.
[๑๑๑] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่ง
สัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น
ลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ?

680
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 681 (เล่ม 68)

พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์
โดยความดับแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาดับวิญญาณจึงดับ เพราะตัณ-
หาดับวิญาณจึงดับ เพราะกรรมดับวิญญาณจึงดับ เพราะนามรูปดับ
วิญญาณจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อม
พิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ พระโยคาวจร เมื่อพิจารณา
เห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕
ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งวิญ-
ญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็น
ความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการนี้
เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ
๒๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่ง
เบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕๐ ประการนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะ
อรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรม
ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ.
รูปขันธ์เกิดเพราะอาหารเกิด ขันธ์ที่เหลือ คือ เวทนา ปัญญา
สังขารเกิดเพราะผัสสะเกิด วิญญาณขันธ์เกิดเพราะนามรูปเกิด.

681
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 682 (เล่ม 68)

อรรถกถาอุทยัพพยญาณนิทเทส
๑๐๓ - ๑๑๑] บัดนี้ เพื่อกำหนดสังขารทั้งหลายอันผู้ไปถึงฝั่ง
ตั้งอยู่แล้วด้วยทำภาวนาให้มั่นคงโดยนัยต่าง ๆ แห่งสัมมสนญาณดังกล่าว
แล้วในลำดับ เห็นแล้วโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ด้วย อุท-
ยัพพยญาณ แล้วพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น พระ-
สารีบุตรจึงแสดงรูปอันเกิดด้วยปัจจัยทั้งหลายตามที่เป็นของตน ด้วย
สันตติในบทมีอาทิว่า ชาตํ รูปํ - รูปที่เกิดแล้ว ในนิทเทสแห่ง อุท-
ยัพพยานุปัสนาญาณ ดังกล่าวแล้ว.
บทว่า อุทโย ได้แก่ ชาติ คือ ความเกิดเป็นอาการใหม่แห่ง
รูปที่เกิดแล้วนั้น มีความเกิดเป็นลักษณะ.
บทว่า วโย ได้แก่ ความสิ้นไป ความดับไป มีความแปรปรวน
เป็นลักษณะ, การพิจารณาถึงบ่อย ๆ ชื่อว่า อนุปัสนา, อธิบายว่า
ได้แก่ อุทยัพพยานุปัสนาญาณ. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือน
กัน. ไม่แตะต้องชาติชราและมรณะ เพราะความเกิดความเสื่อมอันผู้
มีชาติชราและมรณะควรกำหนดถือเอา ไม่แตะต้องชาติชราและมรณะ
เพราะไม่มีความเกิดและความเสื่อม แล้วท่านทำไปยาลว่า ชาตํ จกฺขุํ
ฯ เป ฯ ชาโต ภโว - จักษุเกิดแล้ว...ภพเกิดแล้ว ดังนี้. พระโยคาวจร
นั้น เมื่อเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์ ๕ อย่างนี้ ย่อมรู้อย่างนี้

682
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 683 (เล่ม 68)

ว่า การรวมเป็นกองก็ดี การสะสมก็ดี ย่อมไม่มีแก่ขันธ์ที่ยังไม่เกิด
ก่อนแต่ขันธ์เหล่านี้เกิด, ชื่อว่าการมา โดยรวมเป็นกอง โดยความ
สะสม ย่อมไม่มีแม้แก่ขันธ์ที่เกิดขึ้น, ชื่อว่าการไปสู่ทิศน้อยใหญ่ ย่อม
ไม่มีแม้แก่ขันธ์ที่ดับ, ชื่อว่าการตั้งลงโดยรวมเป็นกอง โดยสะสม โดย
เก็บไว้ในที่แห่งหนึ่ง ย่อมไม่มีแม้แก่ขันธ์ที่ดับแล้ว. เหมือนนักดีดพิณ
เมื่อเขาดีดพิณอยู่ เสียงพิณก็เกิด, มิใช่มีการสะสมไว้ก่อนเกิด, เมื่อ
เกิดก็ไม่มีการสะสม, การไปสู่ทิศน้อยใหญ่ออกเสียงพิณที่ดับไปก็ไม่มี,
ดับแล้วไม่ว่าที่ไหนก็ไม่สะสมตั้งไว้, ที่แท้แล้วพิณก็ดี นักดีดพิณก็ดี
อาศัยความพยายามอันเกิดแต่ความพยายามของลูกผู้ชายไม่มีแล้วยังมีได้,
ครั้นมีแล้วยังเสื่อมได้ฉันใด, ธรรมมีรูปและไม่มีรูปแม้ทั้งหมดก็ฉันนั้น
ไม่มีแล้วยังมีได้ ครั้นมีแล้วยังเสื่อมได้ พระโยคาวจรย่อมเห็นด้วย
ประการฉะนี้แล.
พระสารีบุตรครั้นแสดงการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยสัง-
เขปอย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงโดยพิสดาร จึงถามถึงจำนวนโดย
รวมเป็นกองด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต
กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิด
แห่งขันธ์ ๕ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความ
เกิดแห่งขันธ์ ๕ จึงแก้ถึงจำนวนโดยรวมเป็นกองด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺ-
จวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ แล้วถาม

683
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 684 (เล่ม 68)

ถึงจำนวนโดยการจำแนกอีกด้วยบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ
ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - พระโยคาวจร เมื่อพิจารณา
เห็นความเกิดแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร แล้วแก้จำนวน
โดยการจำแนกด้วยบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจ
ลกฺขณานิ ปสฺสติ - พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดของ
รูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ แล้วถามถึงการจำแนกลักษณะ
อีกด้วยบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ
ลกฺขณานิ ปสฺสติ - เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็น
ลักษณะ ๕ เป็นไฉน แล้วจึงได้แก้ต่อไป.
ในบทเหล่านั้นบทว่า อวิชฺชาสมุทยา รูปสมุทฺทโย - เพราะ
อวิชชาเกิดรูปจึงเกิด ความว่า เมื่อมีอวิชชาดังกล่าวแล้วว่า โมหะใน
กรรมภพก่อนเป็นอวิชชา ย่อมเกิดรูปในภพนี้. บทว่า ปจฺจยสมุท-
ยฏฺเฐน ความว่า โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยนี้. อนึ่ง อวิชชา ตัณหา
กรรมเป็นปัจจัยในอดีตเป็นเหตุแห่งปฏิสนธิในภพนี้. และเมื่อยึดถือ
อวิชชา ตัณหา กรรม ๓ อย่างเหล่านี้ เป็นอันยึดถือสังขารุปาทาน
- ความยึดมั่นในสังขารนั่นเอง.
บทว่า อาหารสมุทยา - เพราะอาหารเกิด ได้แก่ เพราะกว-
ฬิงการาหารมีกำลังในปัจจัยอันเป็นไป จึงถือเอาอาหารนั่นแล. ก็เมื่อ

684