ด้วยสามารถขยายบทก่อน ๆ ว่า มีการดับไป ด้วยการดับความไม่เวียน
มาอีกเป็นธรรมดาอย่างเดียว.
อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบว่า รูปมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา
ด้วยการทำลายไปแห่งรูปอันเนื่องอยู่ในภพหนึ่ง, มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา ด้วยความเสื่อมแห่งรูปอันเนื่องด้วยสันตติอย่างเดียว. รูปมี
คลายไปเป็นธรรมดา ด้วยการทำลายขณะแห่งรูป. มีความดับเป็น
ธรรมดา ด้วยข้ามพ้นแล้วไม่เกิดมาอีก.
ในบทมีอาทิว่า ชรามรณํ อนิจฺจํ - ชราและมรณะไม่เที่ยง
ความว่า ชราและมรณะมิใช่ไม่เที่ยง, แต่ชรามรณะ ชื่อว่า ไม่เที่ยง
เพราะขันธ์ทั้งหลายมีความไม่เที่ยงเป็นสภาวะ จึงมีชรามรณะ. แม้ใน
สังขตะ เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในระหว่างไปยาล เพราะแม้
ชาติก็ไม่เที่ยงเป็นต้น จึงมีนัยนี้เหมือนกัน.
บทมีอาทิว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณํ - เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมี
ชราและมรณะนี้ ท่านมิได้กล่าวด้วยสามารถวิปัสสนา ท่านกล่าวโดย
ปริยายว่า สัมมสนญาณย่อมมีได้แก่การย่อด้วยสามารถองค์หนึ่ง ๆ แห่ง
ปฏิจจสมุปบาท แล้วกำหนดไว้อย่างเดียว. แต่นั่นไม่ใช่กลาปสัมมสน-
ญาณ, นั่นเป็นธรรมฐิติญาณเท่านั้น.
บทว่า อสติ ชาติยา - เมื่อชาติไม่มี นี้ท่านทำเป็นลิงควิปลาส.
ท่านจึงกล่าวว่า อสนฺติยา ชาติยา. บทว่า อสติ สงฺขาเรสุ - เมื่อ