ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 665 (เล่ม 68)

สิ้นไปในภายในนั่นเอง, ไม่ไปสู่ภายนอก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า
อนิจฺจํ เพราะอรรถว่าสิ้นไป. แม้รูปภายนอกหยาบละเอียด ทราม
ประณีต มีในที่ไกล ที่ในที่ใกล้ ก็สิ้นไปในที่นี้นั่นเอง เพราะเหตุ
นั้น จึงชื่อว่า อนิจฺจํ เพราะอรรถว่าสิ้นไป. แม้การพิจารณาทั้งหมด
นี้ก็เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งนี้ว่า อนิจฺจํ
ขยฏฺเฐน, แต่โดยประเภท มี ๑๑ อย่าง.
อนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณารูปนั้นทั้งหมดว่า ทุกขํ ภยฏฺเฐน
ชื่อว่า เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าน่ากลัว. สิ่งที่ไม่เที่ยงย่อมนำมาซึ่งภัย
ดุจภัยของพวกเทพในสีโหปมสูตร.๑ แม้การพิจารณานี้ก็เป็นสัมมสน-
ญาณอย่างหนึ่ง ด้วยสารถแห่งรูปนี้ว่า ทุกฺขฺ ภยฏฺเฐน แต่โดย
ประเภท มี ๑๑ อย่าง.
อนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาว่า รูปแม้ทั้งหมดนั้น เป็น อนตฺตา
เพราะอรรถว่าหาแก่นสารมิได้เหมือนทุกข์. บทว่า อสารกฏฺเฐน
เพราะไม่มีสาระในตนที่กำหนดได้อย่างนี้ว่า อัตตา - ตัวตน นิวาสี-
ผู้อาศัย การโก - ผู้กระทำ เวทโก - ผู้เสวย สยํวสี - ผู้มีอำนาจด้วย
ตนเอง. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ไม่สามารถจะห้ามความไม่
เที่ยง หรือ ความเกิด ความเสื่อม และความบีบคั้นของคนได้, บท
๑. สํ. ขนฺธ. ๑๗/๑๑๕.

665
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 666 (เล่ม 68)

เป็นผู้กระทำเป็นต้นของผู้นั้นจักมีได้แต่ไหน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส, นยิทํ รูปํ อาพาธาย
สํวตฺเตยฺย๑ เป็นอาทิ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากรูปนี้พึงเป็น
ตัวตนแล้วไซร้, รูปนี้ก็จะไม่พึงเป็นไปเพื่อความเจ็บป่วย. เพราะเหตุ
นั้น การพิจารณานี้ จึงเป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง ด้วยสามารถแห่ง
บทนี้ว่า อนตฺตา อสารกฏฺเฐน - รูปเป็นอนัตตา เพราะหาแก่นสาร
มิได้, แต่โดยประเภทมี ๑๑ อย่าง. ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนั้นเหมือน
กัน. ด้วยประการฉะนี้ ในขันธ์หนึ่ง ๆ ทำอย่างละ ๑๑ อย่าง จึงเป็น
สัมมสนญาณ ๕๕ ในขันธ์ ๕ คือโดยความไม่เที่ยง ๕๕ โดยความ
เป็นทุกข์ ๕๕ โดยความเป็นอนัตตา ๕ เพราะเหตุนั้น ทั้งหมดจึง
รวมเป็นสัมมสนญาณ ๑๖๕ อย่าง.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เพิ่มแม้บทว่า สพฺพํ รูปํ สพฺพํ
เวทนํ สพฺพํ สญฺญํ สพฺเพ สงฺขาเร สพฺพํ วิญฺญาณํ ลงไป
ในขันธ์หนึ่ง ๆ ทำอย่างละ ๑๒ รวมเป็น ๖๐ ในขันธ์ ๕, โดย
อนุปัสนาเป็นสัมมสนญาณ ๑๘๐ อย่าง.
อนึ่ง ในการจำแนกอดีตเป็นต้น พึงทราบความที่เวทนาเป็น
อดีต อนาคตและปัจจุบัน ด้วยสามารถแห่งสันตติและด้วยสามารถแห่ง
ขณะเป็นต้น. ในบทนั้นพึงทราบเวทนา ด้วยสามารถสันตติดังต่อไปนี้
๑. วิ. มหา. ๔/๒๐.

666
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 667 (เล่ม 68)

เวทนาที่นับเนื่องในวิถีจิต ๑ ชวนจิต ๑ สมาบัติ ๑ และเป็นไปด้วย
การประกอบเสมอ ๆ ในอารมณ์อย่างหนึ่ง เป็นปัจจุบัน, ก่อนจากนั้น
เป็นอดีต, หลังจากนั้นเป็นอนาคต เวทนาด้วยสามารถขณะ คือ
เวทนากระทำกิจของตนอันนับเนื่องในขณะ ๓ คือ ที่ถึงที่สุดเบื้องต้น
ที่สุดเบื้องปลายและท่ามกลาง เป็นปัจจุบัน. ก่อนจากนั้นเป็นอดีต,
หลังจากนั้นเป็นอนาคต. พึงทราบความต่างแห่งเวทนาภายในและภาย
นอก ด้วยสามารถเวทนาภายในของตนนั่นเอง.
พึงทราบความหยาบและความละเอียดของเวทนา ด้วยสามารถ
แห่ง ชาติ สภาวะ บุคคล โลกิยะ และ โลกกุตระ ที่ท่านกล่าว
ไว้ในวิภังค์๑ โดยนัยมีอาทิว่า เวทน่าเป็นอกุศลหยาบ, เวทนาเป็น
กุศลและอัพยากฤต ละเอียด. พึงทราบเวทนาด้วยสามารถแห่งชาติ
ก่อนดังต่อไปนี้ เวทนาเป็นอกุศล เป็นไปเพื่อความไม่สงบ เพราะเป็น
กิริยเหตุอันมีโทษ และเพราะกิเลสทำให้เดือดร้อน เพราะเหตุนั้น จึง
เป็นเวทนาหยาบกว่า เวทนาที่เป็นกุศล, เป็นเวทนาหยาบกว่า วิบาก
อัพยากฤต เพราะมีความขวนขวาย มีความอุตสาหะ มีวิบาก โดย
กิเลสทำให้เดือดร้อน และโดยมีโทษ, เวทนาเป็นเวทนาหยาบกว่า
กิริยาอัพยากฤต เพราะมีวิบาก โดยกิเลสทำให้เดือดร้อน โดยมีพยาบาท
และโดยมีโทษ. ก็เวทนาเป็นกุศล และอัพยากฤต ละเอียดกว่าเวทนา
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๑.

667
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 668 (เล่ม 68)

เป็นอกุศล โดยปริยายดังกล่าวแล้ว. กุศลเวทนาและอกุศลเวทนา แม้
๒ อย่างก็เป็นเวทนาหยาบกว่าเวทนาที่เป็นอัพยากฤต แม้ ๒ อย่าง
ตามควร โดยมีความขวนขวาย มีอุตสาหะและมีวิบาก. แม้เวทนา
เป็นอัพยากฤต ๒ อย่าง ก็ละเอียดกว่าเวทนาเหล่านั้นโดยปริยายดังกล่าว
แล้ว. พึงทราบเวทนาหยาบและละเอียด ด้วยสามารถแห่งชาติด้วย
ประการฉะนี้.
พึงทราบเวทนาด้วยสามารถสภาวะดังต่อไปนี้ ทุกขเวทนาหยาบ
กว่า เวทนา ๒ อย่างนอกนี้ เพราะไม่มีความพอใจ โดยมีความซ่าน
ไป โดยทำความกำเริบ โดยควรแก่ความเดือดร้อน และโดยครอบงำ,
แต่เวทนา ๒ นอกน เป็นเวทนาละเอียดกว่า ทุกขเวทนาตามควร
เพราะความสำราญ ความสงบ ความประณีต ความชอบใจ และโดย
ความเป็นกลาง. สุขทุกข์ ๒ อย่างเป็นเวทนาหยาบว่าอทุกขมสุข โดย
ความซ่านไป โดยความควรแก่ความเดือดร้อน โดยทำความกำเริบ
และโดยปรากฏ. เวทนานั้น ละเอียดกว่าทั้ง ๒ อย่างนั้น โดยปริยาย
ดังกล่าวแล้ว. พึงทราบความที่เวทนาหยาบและละเอียด โดยสภาวะ
ด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบเวทนาด้วยสามารถบุคคลดังต่อไปนี้ เวทนาของผู้ไม่
เข้าสมาบัติ เป็นเวทนาหยาบกว่าเวทนาของผู้เข้าสมาบัติ เพราะความที่
จิตฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ. เวทนานอกนี้เป็นเวทนาละเอียด โดย

668
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 669 (เล่ม 68)

ปริยายต่าง ๆ. พึงทราบความที่เวทนา หยาบและละเอียด ด้วยสามารถ
บุคคล ด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบเวทนา ด้วยสามารถโลกิยะและโลกุตระ ดังต่อไปนี้
เวทนามีอาสวะเป็นโลกิยะ, โลกิยเวทนานั้น เป็นเวทนาหยาบกว่า
เวทนาที่ไม่มีอาสวะ เพราะเป็นเหตุเกิดอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งโอฆะ
เป็นที่ตั้งแห่งโยคะ โดยเป็นที่ตั้งแห่งคันถะ - กิเลสร้อยรัด. เป็นที่ตั้ง
แห่งนิวรณ์ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน มีความเศร้าหมอง และเป็นของ
ทั่วไปแก่ปุถุชน, อนึ่ง เวทนาไม่มีอาสวะเป็นเวทนาละเอียดกว่า
เวทนามีอาสวะโดยปริยายต่าง ๆ. พึงทราบความที่เวทนาหยาบและละ
เอียด ด้วยโลกิยะและโลกุตระ ด้วยประการฉะนี้.
ในบทเหล่านั้น ควรปรับความแตกต่างกันด้วยชาติเป็นต้น.
เพราะว่า เวทนาสัมปยุตด้วยกายวิญญาณ อกุศลวิบาก แม้ละเอียด
เพราะเป็นอัพยากฤต ด้วยสามารถแห่งชาติ ก็เป็นเวทนาหยาบ ด้วย
ภาวะของตนเป็นต้น. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
อพฺยากตา เวทนา สุขุมา, ทุกฺขา เวทนา โอฬาริกา.
สมาปนฺนสฺส เวทนา สุขุมา, อสมาปนฺนสฺส เวทนา
โอฬาริกา. อสาสวา เวทนา สุขุมา, สาสวา เวทนา
โอฬาริกา.๑
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๑.

669
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 670 (เล่ม 68)

เวทนาเป็นอัพยากฤต ละเอียด, ทุกข-
เวทนาหยาบ. เวทนาของผู้เข้าสมบัติ ละเอียด
เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ หยาบ. เวทนาไม่มี
อาสวะ ละเอียด, เวทนามีอาสวะ หยาบ.
แม้สุขเวทนาเป็นต้น ก็เหมือนทุกขเวทนา. เพราะว่า แม้
เวทนาเหล่านั้น หยาบก็ด้วยชาติ, ละเอียดก็ด้วยภาวะของตนเป็นต้น.
เพราะฉะนั้นพึงทราบความที่เวทนาหยาบและละเอียดเหมือนไม่มีความ
แตกต่างกันด้วยชาติเป็นต้น. เช่นกับอะไร ? เช่นเวทนาเป็นอัพยากฤต
ละเอียดกว่า เวทนาเป็นกุศล อกุศล โดยชาติ. ในเวทนาเหล่านั้น
อัพยากฤตเวทนาเป็นไฉน ? อะไรเป็นทุกขเวทนา ? อะไรเป็นสุขเวทนา ?
อะไรเป็นเวทนาของผู้เข้าสมาบัติ ? อะไรเป็นเวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ ?
อะไรเป็นสาสวเวทนา ? อะไรเป็นอนาสวเวทนา ? ไม่พึงถือผิดความ
ต่างกันและสภาวะเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้. ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะบาลีว่า พึงเห็นเวทนาหยาบละเอียด
เพราะอาศัยเวทนานั้น ๆ อยู่บ่อย ๆ.๑ เวทนาสหรคตด้วยโทสะหยาบ
กว่าเวทนาที่สหรคต ด้วยโลภะในอกุศลเป็นต้น เพราะเผานิสัย ดุจไฟ
เวทนาสหรคตด้วยโลภะละเอียด. เวทนาแม้สหรคตด้วยโทสะ เป็น
นิยตะ - แน่นอนหยาบ, ไม่แน่นอนละเอียด. เวทนาตั้งอยู่กัปหนึ่ง แม้
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๑.

670
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 671 (เล่ม 68)

แน่นอนก็หยาบ, นอกนั้นละเอียด. แม้ในการตั้งอยู่กัปหนึ่ง เวทนา
หยาบ, นอกนั้นละเอียด. เวทนาแม้นั้นแน่นอนตั้งอยู่กัปหนึ่ง เป็น
เป็นอสังขาริกะ อสังขาริกะหยาบ นอกนั้นละเอียด. อนึ่ง โดยไม่
แปลกกันเวทนาเป็นอกุศล มีวิบากมากหยาบ, มีวิบากน้อยละเอียด.
ส่วนเวทนาเป็นกุศล มีวิบากน้อยหยาบ, มีวิบากมากละเอียด.
อีกอย่างหนึ่ง เวทนาเป็นกามาวจรกุศลหยาบ, เป็นรูปาวจรกุศล
ละเอียด. แต่นั้นก็อรูปาวจรกุศล, แต่นั้นก็โลกุตรกุศล. อนึ่ง เวทนา
เป็นกามาวจรกุศลสำเร็จด้วยทานหยาบ, สำเร็จด้วยศีลละเอียด. แม้
สำเร็จด้วยศีลก็หยาบ, สำเร็จด้วยภาวนาละเอียด. แม้สำเร็จด้วยภาวนา
เป็นทุเหตุกะก็หยาบ. เป็นติเหตุกะละเอียด. แม้เป็นติเหตุกะ เป็น
สสังขาริกะก็หยาบ, เป็นอสังขาริกะละเอียด. อนึ่ง รูปาวจรเป็นไป
ในปฐมฌานหยาบ ฯลฯ ที่เป็นปัญจมฌานละเอียด อรูปาวจรที่สัมป-
ยุตด้วยอากาสานัญจายตนะหยาบ ฯลฯ ที่สัมปยุตด้วยเนวสัญญานา.
สัญญาละเอียด โลกุตรเวทนา สัมปยุตด้วยโสดาปัตติมรรคหยาบ ฯลฯ
ที่สัมปยุตด้วยอรหัตมรรคละเอียดแท้. ในเวทนาอันเป็นวิบากกิริยาของ
ภูมินั้น ๆ และในเวทนาที่ท่านกล่าวไว้ ด้วยสามารถแห่งทุกขเวทนา
เป็นต้น เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นต้น สาสวเวทนาเป็นต้นก็มี
นัยนี้. หรือแม้ว่า ด้วยสามารถโอกาส ทุกขเวทนาในนรก ก็หยาบ,
ทุกขเวทนาในกำเนิดเดียรฉาน ละเอียด ฯลฯ ทุกข์ในสวรรค์ชั้น

671
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 672 (เล่ม 68)

ปรนิมมิตวสวัตดี ละเอียดแท้. อนึ่ง พึงประกอบแม้สุขในบททั้งปวง
ตามสมควร เหมือนทุกข์, เวทนาไร ๆ มีวัตถุเลว ด้วยสามารถวัตถุ
เป็นเวทนาหยาบ, มีวัตถุประณีต เป็นเวทนาละเอียด, เวทนาใดที่หยาบ
ในประเภทแห่งวัตถุที่เลวและประณีต เวทนานั้นเป็นเวทนาเลว, เวทนา
ที่ละเอียด เป็นเวทนาประณีต พึงเห็นด้วยประการฉะนี้.
ส่วนบทว่า ทูรสนฺติเก ไกลและใกล้ ท่านจำแนกไว้ในวิภังค์
โดยนัยมีอาทิว่า อกุสลา เวทนา กุสลาพฺยากตาหิ เวทนาหิ ทูเร,
อกุสลา เวทนา อกุสลาย เวทนาย สนฺติเก.๑ - อกุศลเวทนามีใน
ที่ไกลจากเวทนาเป็นกุศลและอัพยากฤต. อกุศลเวทนามีในที่ใกล้เวทนา
เป็นอกุศล. เพราะฉะนั้น อกุศลเวทนามีในที่ไกลจากกุศลและอัพยา-
กฤต โดยเป็นสภาคกัน โดยไม่เกี่ยวข้องกัน และโดยไม่คล้ายคลึงกัน.
เวทนาเป็นกุศลและอัพยากฤต ก็มีในที่ไกลจากอกุศลเหมือนกัน. ใน
วาระทั้งปวงก็มีนัยนี้. บทนี้ว่า เวทนาเป็นอกุศล มีในที่ใกล้แห่ง
อกุศล โดยเป็นสภาคกัน โดยเกี่ยวข้องกัน และโดยคล้ายคลึงกัน
เป็นกถามุขโดยพิสดารในการจำแนก มีเวทนาอดีตเป็นต้น. แต่บทนี้
พึงทราบแม้แห่งสัญญาเป็นต้น อันสัมปยุตด้วยเวทนานั้น ๆ อย่างนี้
เหมือนกัน.
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๓.

672
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 673 (เล่ม 68)

อนึ่ง ในเวทนาเป็นต้นนี้ โลกุตรธรรมใดมาแล้วในธรรม
ทั้งหลาย. ที่ย่อโดยไปยาลว่า จกฺขุ ฯเปฯ ชรามรณํ, ธรรมเหล่านั้น
ไม่พึงถือเอาในที่อธิการนี้ เพราะเข้าไปใกล้อสัมมสนญาณ. ธรรม
เหล่านั้น ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถการแสดงธรรมที่ท่านสงเคราะห์ด้วย
บทนั้น ๆ อย่างเดียว และโดยนัยมาแล้ว ในอภิญเญยยนิทเทส. อนึ่ง
แม้ธรรมเหล่าใดเข้าถึงสัมมสนญาณ, ในธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่าใด
ปรากฏแก่ญาณใด ย่อมถึงการกำหนดถือเอาได้โดยง่าย, ในธรรม
เหล่านั้น พึงปรารภสัมมสนญาณ ด้วยญาณนั้น. พึงทราบว่า ท่าน
กล่าวถึงสัมมสนญาณ ด้วยสามารถญาณเหล่านั้น โดยปริยายว่า เมื่อ
พิจารณาธรรม มีชาติชราและมรณะ ในความไม่มีสัมมสนญาณต่างหาก
ด้วยสามารถชาติชราและมรณะ แม้ญาณเหล่านั้นก็เป็นอันได้พิจารณา
แล้ว.
แม้ไม่แตะต้องความต่างมี อัชฌัตตะ เป็นต้น เพราะท่านกล่าว
สัมมสนญาณไว้ด้วยสามารถแห่งติกะอันเป็นอดีต โดยนัย มีอาทิว่า
อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ - พระโยคาวจรย่อม
กำหนดอดีต อนาคต ปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยง แม้กำหนด
ด้วยสามารถแห่งอตีตติกะแล้ว ก็พึงทำสัมมสนญาณ โดยความเป็นของ
ไม่เที่ยงเป็นต้นนั่นแล.
๑๐๑ - ๑๐๒ ] ก็เพราะรู้สิ่งที่ไม่เที่ยง มีประเภทเป็นสังขตะ

673
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 674 (เล่ม 68)

เป็นต้น โดยความแน่นอน. ฉะนั้น เพื่อแสดงปริยายแห่งรูปนั้น หรือ
เพื่อแสดงความเป็นไปแห่งมนสิการด้วยอาการต่าง ๆ พระสารีบุตร จึง
กล่าวบทมีอาทิว่า รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ สงฺขตํ - รูปทั้งที่
เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง. จริงอยู่
รูปนั้น เป็น อนิจฺจํ เพราะอรรถว่ามีแล้วไม่มี, ชื่อว่า อนิจฺจํ เพราะ
มีที่สุดคือความไม่เที่ยง หรือ เพราะมีเบื้องต้นและที่สุด, ชื่อว่า
สังขตะ เพราะอันปัจจัยปรุงแต่ง. ชื่อว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ เพราะ
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นร่วมกัน. พระสารีบุตรแสดงถึงความไม่ขวนขวาย
ปัจจัย แม้เมื่อรูปอันปัจจัยปรุงแต่ง. บทว่า ขยธมฺมํ มีความสิ้นไป
เป็นธรรมดา ได้แก่ สิ้นไปเป็นธรรมดา สิ้นไปเป็นปรกติ. บทว่า
วยธมฺมํ มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ได้แก่ มีความพินาศไปเป็น
ธรรมดา. รูปนี้ ไม่สิ้นไปด้วยสามารถความในรูปตั้งความเป็นผู้มี
ความเฉื่อยชา ปราศจากปรกติอย่างเดียว. แม้ความเพียงพอจะทำให้
เฉื่อยชา ท่านก็กล่าวว่า ความสิ้นไปในโลก.
บทว่า วิราคธมฺมํ - มีความคลายไปเป็นธรรมดา บทนี้มิใช่
เสื่อมไปด้วย ด้วยการไปในที่ไหน ก้าวล่วงสภาวะเป็นปรกติอย่างเดียว.
ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ความเกลียดชังก็ดี ความก้าวล่วงก็ดี ชื่อว่า
วิราคะ.
บทว่า นิโรธธมฺมํ - มีความดับไปเป็นธรรมดา บทนี้ มิใช่
ไม่เวียนมาอีก ด้วยก้าวล่วงสภาวะ, พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงบทหลัง ๆ

674