ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 605 (เล่ม 68)

ฉันใด, กรรมบถเหล่านั้นมีชีวิตินทรีย์เป็นต้นเป็นอารมณ์ ก็ฉันนั้น
ย่อมละความเป็นผู้ทุศีลมีปาณาติบาตเป็นต้น.
บทว่า เวทนาโต ได้แก่ กุศลกรรมบถ ทั้งหมดเป็น สุข-
เวทนา หรือ มัชฌัตตเวทนา. จริงอยู่ กุศลกรรมบถไม่มีทุกขเวทนา
เพราะถึงกุศลแล้ว.
บทว่า มูลโต ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๗ ตามลำดับมีมูลเหตุ ๓
ด้วยสามารถแห่ง อโลภะ อโทสะ อโมหะ ของผู้เว้นด้วยจิตสัม-
ปยุตด้วยญาณ, มีมูลเหตุ ๒ ด้วยสามารถ อโลภะ อโทสะ ของผู้เว้น
ด้วยจิตไม่ประกอบด้วยญาณ, อนภิชฌา มีมูลเหตุ ๒ ด้วยสามารถ
อโทสะ อโมหะ ของผู้เว้นด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ, มีมูลเหตุ ๑ ด้วย
สามารถอโทสะ ของผู้เว้นด้วยจิตไม่ประกอบด้วยญาณ. ส่วน อโลภะ
ไม่เป็นมูลเหตุของตนด้วยตนเอง. แม้ในอัพยาบาทก็มีนัยเหมือนกัน.
สัมมาทิฏฐิมีมูลเหตุ ๒ ด้วยสามารถอโลภะ อโทสะแล.
จบ กุศลกรรมบถกถา

605
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 606 (เล่ม 68)

พระสารีบุตรครั้นแสดงศีล ด้วยสามารถแห่งกุศลกรรมบถ ๑๐
อย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงธรรม ๓๗ มีเนกขัมมะเป็นต้น มีอรหัต-
มรรคเป็นปริโยสาน จึงกล่าวบทมีอาทิวา เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ
สํวรฏเฐน สีลํ, อวีติกฺกมฏเฐน สีลํ-ชื่อว่าศีล ด้วยอรรถว่าสำรวม
และไม่ก้าวล่วง กามฉันทะ ด้วย เนกขัมมะ. ในบทนั้นมีอธิบายว่า
เพราะภิกษุสำรวมไม่ก้าวล่วงกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ, ฉะนั้น เนก-
ขัมมะ จึง เป็นศีล. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เนกขัมมะ เป็น
ตติยาวิภัตติลงในอรรถปฐมาวิภัตติ. ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้. แต่ในบาลี
ท่านแสดงเนกขัมมะและอัพยาบาทแล้วอัพยาบาทที่เหลือ เพราะมีนัยดังได้
กล่าวแล้วในหนหลัง แล้วจึงแสดงอรหัตมรรคเท่านั้นไว้ในที่สุด
๙๐] พระสารีบุตรครั้นแสดงศีลด้วยสามารถ การสำรวม และ
การไม่ก้าวล่วง อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อแสดงทั้งสองอย่างนั้นจึงกล่าว
บทมีอาทิว่า ปญฺจ สีลานิ ปาณาติปาตสฺส ปหานํ สีลํ - ศีล ๕ คือ
การละปาณาติบาตเป็นศีล. อนึ่ง ในบทนี้พึงประกอบว่า การละปาณา-
ติบาตเป็นศีล, การเว้นจากปาณาติบาตเป็นศีล, เจตนาเป็นปฏิปักษ์ต่อ
ปาณาติบาตเป็นศีล, ความสำรวมปาณาติบาตเป็นศีล การไม่ก้าวล่วง
ปาณาติบาตเป็นศีล.
บทว่า ปหานํ - การละ ความว่า ชื่อว่าธรรมไร ๆ เว้นจากเพียง
ไม่ให้เกิดปาณาติบาตเป็นต้น ดังกล่าวแล้วย่อมไม่มี, เพราะการละนั้นๆ

606
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 607 (เล่ม 68)

ชื่อว่าเป็นการรับรอง ด้วยอรรถว่า เป็นที่ตั้งของกุศลธรรมนั้น ๆ, และ
ชื่อว่าเป็นที่รวม เพราะไม่ทำสภาพที่กระจัดกระจาย, ฉะนั้น ท่านจึง
กล่าว สีลํ เพราะอรรถว่า เป็นการปฏิบัติกล่าวคือ เป็นที่รับรอง
และเป็นที่รวม ดังกล่าวไว้แล้วในตอนต้นนั่นแล. ธรรม อย่างนอก
นี้ ท่านกล่าวหมายถึงสภาพที่เป็นไปของจิต ด้วยสามารถการเว้นจาก
ปาณาติบาตนั้น ด้วยการสำรวมปาณาติบาตนั้น ด้วยเจตนาสัมปยุต
ด้วยการเว้นและการสำรวมทั้งสองนั้น และด้วยการไม่ล่วงของผู้ไม่ล่วง
ปาณาติบาตนั้น ๆ.
อีกอย่างหนึ่ง แม้การละก็ยังมีอยู่โดยธรรมดานั่นเอง. อย่างไร ?
ชื่อว่า ปหานํ เพราะย่อมละสิ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อปาณาติบาต
เป็นต้น ด้วยการเว้นและการสำรวมนั้น, หรือย่อมละสิ่งเป็นปฏิปักษ์
นั้น. สิ่งเป็นปฏิปักษ์นั้น คืออะไร ? กุศลธรรมแม้ทั้งหมด. แต่อาจารย์
พวกอื่นกล่าวว่า แม้ในเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าวิรัติเป็นอันเดียวกันกับ
ความแน่นอนในกุศลทั้งหมด เพราะถือเพียงคำว่า เวรมณี สีลํ - การ
เว้นเป็นศีล ยังมีอยู่, ในที่นี้ไม่เป็นอย่างนั้น. ท่านกล่าวอปริยันตศีล
เท่านั้น ในศีลสองอย่าง คือ ปริยันตศีล และอปริยันตศีล ทำให้พิเศษ
ด้วยบท ๕ บท มี ปหานะ เป็นต้น. เพราะฉะนั้น พระสารีบุตร
จึงกล่าวว่า เอวรูปานิ สีลานิ จิตฺตสฺส อวิปฺปฏิสาราย สํวตฺตนฺติ
ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ - ศีลทั้งหลายเห็นปาน

607
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 608 (เล่ม 68)

นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนแห่งจิต ฯลฯ เมื่อทำให้แจ้งซึ่ง
ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าย่อมศึกษาดังนี้.
ในบทเหล่านั้น ทว่า อวิปฺปฏิสาราย สํวตฺตนฺติ๑ ความว่า
ย่อมเป็นไปโดยชอบ เพื่อความไม่เดือดร้อน เพราะพระบาลีว่า ความ
สำรวม เพื่อความไม่เดือดร้อน และว่า ดูก่อนอานนท์ ศีลมีความ
ไม่เดือดร้อนเป็นประโยชน์ มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์.๒
ย่อมเป็นไป เพื่อความปราโมทย์ เพราะบาลีว่า ความไม่
เดือดร้อน ย่อมเป็นไปเพื่อความปราโมทย์ และว่า ความปราโมทย์
ย่อมเกิดแต่ผู้ใส่ใจโดยแยบคาย.๓
ย่อมเป็นไป เพื่อปีติ เพราะบาลีว่า ความปราโมทย์ ย่อม
เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ปีติ และว่า ปีติย่อมเกิดแก่ผู้ปราโมทย์.๔
ย่อมเป็นไปเพื่อ ปัสสัทธิ เพราะบาลีว่า ปีติย่อมเป็นไป
เพื่อประโยชน์แก่ปัสสัทธิ และว่า กายย่อมสงบ แต่ผู้มีใจปีติ.๕
ย่อมเป็นไปเพื่อ โสมนัส เพราะบาลีว่า ปัสสัทธิย่อมเป็น
ไปเพื่อประโยชน์แก่ความสุข๖ และว่า กายที่สงบย่อมเสวยความ
สุข.๗ เพราะ ความสุขทางจิต ท่านกล่าวว่า เป็นโสมนัส.
๑. วิ. ป. ๘/๑๐๘๔. ๒. องฺ. เอกาทสก. ๒๔/๒๐๘. ๓. ขฺ. ป. ๓๑/๑๘๓.
๔. องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๖. ๕. องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๖. ๖. วิ. ป. ๘/๑๐๘๔.
๗. องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๖๔.

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 609 (เล่ม 68)

บทว่า อาเสวนาย - เพื่อการเสพโดยเอื้อเฟื้อ ได้แก่ การเสพ
โดยเอื้อเฟื้ออย่างหนัก.
เสพอะไร ? ความสุขที่แท้ เพราะความสุขท่านกล่าวด้วยคำว่า
โสมนัสเป็นลำดับ.
สมาธิเป็นสุขที่แท้ เพราะบาลีว่า จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น๑.n
การเสพสมาธิที่แท้ ด้วยประการฉะนี้.
ศีลเป็นปานนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสพโดยเอื้อเฟื้อสมาธิ-
นั้น, อธิบายว่า ศีลทั้งหลายย่อมเป็นไปเพื่อความมีกำลังคล่องแคล่ว.
บทว่า ภาวนาย - เพื่อความเจริญ ได้แก่ เพื่อความเจริญของ
สมาธินั้นนั่นเอง.
บทว่า พหุลีกมฺมาย - เพื่อทำให้มาก ได้แก่ เพื่อทำสมาธินั้น
บ่อย ๆ.
ย่อมเป็นไป เพื่อเป็นเครื่องประดับ โดยให้สำเร็จ เป็นเครื่อง
ประดับมี สัทธินทรีย์ เป็นต้น ของสมาธิอันเป็นมูลเหตุแห่งความ
เป็นไปมีความไม่เดือดร้อนเป็นต้น.
ย่อมเป็นไป เพื่อเป็นบริขาร โดยให้สำเร็จสัมภาระของสมาธิ
มีความไม่เดือดร้อนเป็นต้น.
๑. ที. ปา. ๑๑/๓๐๒.

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 610 (เล่ม 68)

ปริกฺขาร ศัพท์ในบทนี้มีความว่า ของใช้ ดุจในประโยคมีอาทิ
ว่า เย จ โข อิเม ปพฺพชิเตน ชีวิตปริกฺขารา สมุทาเนตพฺพา-๑
ของใช้สำหรับชีวิตเหล่านี้ อันบรรพชิตควรจัดหาไว้. มีความว่า เครื่อง
ประดับ ดุจในประโยคมีอาทิว่า รโถ สีลปริกฺขาโร, ฌานกฺโข
จกฺกวีริโย๒ - รถ คือ กาย มีศีลเป็นเครื่องประดับ, เพลา คือ ฌาน
มีความเพียรเป็นจักร. มีอรรถว่า บริวาร ดุจในบทมีอาทิว่า สตฺตหิ
นครปริกฺขาเรหิ สุปริกฺขตํ โหติ๓ - นครเป็นอันคุ้มกันด้วยดี ด้วยการ
แวดล้อมนคร ๗ ประการ. แต่ในที่นี้ ท่านกล่าว สมฺภารตฺโถ มี
ความว่า สัมภาระ เพราะอลังการและบริวารมาแยกกัน.
อนึ่ง อรรถแห่งสัมภาระมีความว่าปัจจัย. ศีลย่อมเป็นไปเพื่อ
เป็นบริวารด้วยให้สำเร็จธรรมสมบัติมีผัสสะ สัมปยุตด้วยสมาธิเป็นต้น
โดยความเป็นมูลเหตุนั่นเอง, ย่อมเป็นไปเพื่อความบริบูรณ์ เพราะให้
สำเร็จความบริบูรณ์ ด้วยให้ถึงความเป็นปทัฏฐานแห่งสมาธิและวิปัสส-
นา และด้วยให้ถึงความเป็นผู้ชำนาญ.
พระสารีบุตรครั้นแสดงสมาธิบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง โดย
อุปนิสัยแห่งศีลอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงยถาภูตญาณทัสนะเป็นต้น
อันเป็นปทัฏฐานของสมาธิ มีศีลเป็นมูล เพราะบาลีว่า สมาหิเต
จิตฺเต ยถาภูตํ ปชานาติ, ยถาภูตํ ชานํ ปสฺสํ นิพฺพินฺทติ,
๑. ม.มู. ๒/๒๓๗. ๒. สํ. มหา. ๑๙/๒๔. ๓. องฺ. สตฺตก. ๒๗/๖๔.

610
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 611 (เล่ม 68)

นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ, วิราคา วิมุจฺจติ.๑ - เมื่อจิตตั้งมั่นย่อมรู้เห็นความ
ความเป็นจริง, เมื่อรู้เมื่อเห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย, เมื่อ
เบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด, เพราะกายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้นดังนี้.
จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอกนฺตนิพฺพิทาย - เพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วน
เดียว. เมื่อแสดงความเบื่อหน่ายแล้วก็เป็นอันแสดงยถาภูตญาณทัสนะ
อันเป็นปทัฏฐานแห่งความเบื่อหน่ายนั้นนั่นแล. เมื่อยถาภูตญาณ-
ทัสนะนั้นยังไม่สำเร็จ ความเบื่อหน่ายก็ยังไม่สำเร็จ. ก็บทเหล่านั้น
มีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้วนั้นแล. แต่ในที่นี้ยถาภูตญาณทัสนะ กำหนด
เอานามรูปพร้อมด้วยปัจจัย.
พระสารีบุตรครั้นแสดงถึงประโยชน์ของศีล อันมีอมตมหานิพ-
พานเป็นที่สุด อย่างนี้แล้ว บัดนี้ประสงค์จะแสดงความที่ศีลนั้นเป็น
อธิศีลสิกขา และอธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา อันมีอธิศีลสิกขาเป็น
มูล จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอวรูปานํ สีลานํ สํวรปริสุทฺธิ อธิสีลํ-
ความบริสุทธิ์แห่งความสำรวมศีลเห็นปานนี้เป็นอธิศีล.
ในบทเหล่านั้น ความบริสุทธิ์ คือ ความสำรวมนั่นเอง ชื่อว่า
สังวรปาริสุทธิ. ความบริสุทธิ์แห่งความสำรวมศีลอาศัยวิวัฏฏะ อันเป็น
ศีลไม่มีที่สุดเห็นปานนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นอธิศีล เพราะเป็นศีลยิ่งกว่า
ศีลที่เหลือ เพราะอาศัยวิวัฏฏะ.
๑. ขุ. ป. ๓๑/๑๘๒.

611
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 612 (เล่ม 68)

บทว่า สํวรปาริสุทฺธิยา  ิตํ จิตฺตํ - จิตตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์
ด้วยความสำรวม ความว่า จิตตั้งอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยความสำรวม
ศีลเช่นนี้ ย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่าน เพราะนำความไม่เดือดร้อนเป็นต้น
มาด้วยดี, คือตั้งอยู่ในสมาธิ.
ความบริสุทธิ์ คือ ความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอวิกเขปปาริสุทธิ.
สมาธิอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอด เว้นจากมลทินทั้งปวง ท่านกล่าว
ว่า อธิจิตฺตํ เพราะเป็นสมาธิยิ่งกว่าสมาธิที่เหลือ. ในบทนี้ท่านชี้แจง
ถึงสมาธิ ด้วยหัวข้อว่า จิตฺตํ.
บทว่า สํวรปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ - พระโยคาวจรย่อมเห็น
ความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวมโดยชอบ ความว่า ย่อมเห็นความบริสุทธิ์
คือความสำรวมด้วยศีลโดยชอบ ด้วยสามารถแห่ง ญาตปริญญา และ
ตีรณปริญญา, ย่อมเห็นสมาธิอันบริสุทธิ์ กล่าวคือ ความบริสุทธิ์ คือ
ความที่จิตไม่ฟุ้งซ่านอย่างนั้นนั่นแลโดยชอบ. เมื่อพระโยคคาวจรเห็น
อย่างนั้นความบริสุทธิ์ กล่าวคือ ความเห็น ชื่อว่า ทสฺสนปาริสุทฺธิ-
ความบริสุทธิ์แห่งทัสนะ.
ทัสนปาริสุทธินั่นแล ท่านกล่าวว่าเป็น อธิปญฺญา เพราะ
ยิ่งกว่าปัญญาที่เหลือ.
บทว่า โย ตตฺถ คือ ในความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่านและ
ทัสนะนั้น. บทว่า สํวรฏฺโฐ คือ ความสำรวม.

612
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 613 (เล่ม 68)

พึงทราบความไม่ฟุ้งซ่านและความเห็น ก็อย่างนั้นเหมือนกัน,
สิกขา คือ อธิศีลนั่นแล ชื่อว่าอธิสีลสิกขา. แม้นอกนั้น ก็พึงทราบ
อย่างนี้.
พระสารีบุตรครั้นแสดงสิกขา ๓ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดง
ถึงลำดับของสิกขาเหล่านั้นให้บริบูรณ์ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อิมา ติสฺโส
สิกขาโย อาวชฺเชนฺโต สิกฺขติ- พระโยคาวจรเมื่อนึกถึงสิกขา ๓
เหล่านี้ ชื่อว่าย่อมศึกษา. บทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ พระโยคาวจร
แม้เมื่อนึกถึงเพื่อยังสิกขาอย่างหนึ่ง ๆ ให้บริบูรณ์ ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา, ครั้นรู้
แล้วแม้เห็นอยู่อยู่ว่า สิกขาชื่ออย่างนี้ ก็ช่วยย่อมศึกษา, ครั้นรู้
ตามแม้เห็นอยู่บ่อย ๆ ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา, ครั้นเห็นแล้ว แม้พิจารณา
ตามที่เห็น ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา ครั้นพิจารณาแล้ว แม้ตั้งมั่นทำจิตไม่
ให้หวั่นไหวในสิกขานั้น ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา, แม้ทำกิจของตน ๆ ด้วย
ศรัทธา วีริยะ สติ สมาธิ และปัญญา อันสัมปยุตด้วยสิกขานั้น ๆ ก็
ชื่อว่าย่อมศึกษา, เมื่อทำกิจนั้น ๆ แม้ในกาลมีความรู้ยิ่งในสิ่งที่ควรรู้
ยิ่งเป็นต้น ก็ชื่อว่าย่อมศึกษาสิกขา แม้ ๓ อย่าง. บทว่า ปญฺจ สีลานิ
เป็นต้นอีกครั้ง มีความดังได้กล่าวแล้วนั่นแล.
๙๑ ] อนึ่ง พึงทราบความในบทมีอาทิว่า อรหตฺตมคฺเคน
สพฺพกิเกสานํ ดังต่อไปนี้ บทเหล่านั้นถูกต้องทีเดียว เพราะความไม่

613
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 614 (เล่ม 68)

มีความเดือดร้อนเป็นต้น และเพราะความมีการเสพโดยเอื้อเฟื้อเป็นต้น
ด้วยดีของพระอรหันต์ทั้งหลาย.
พึงประกอบมีอาทิว่า เอกนฺตนิพฺพิทานาย - เพื่อความเบื่อ-
หน่ายโดยส่วนเดียว ในขณะแห่งมรรค ดุจสติปัฏฐานและสัมมัปธาน.
พึงประกอบคำทั้งสองนี้ว่า สํวรปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ,
อริกฺเขปปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ - พระโยคาวรย่อมเห็นความบริสุทธิ์
ด้วยสังวรโดยชอบเป็นศีล, ย่อมเห็นความบริสุทธิ์ด้วยจิตไม่ฟุ้งซ่าน
โดยชอบเป็นศีล ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาเพื่อประโยชน์แก่ผลสมาบัติ.
คำที่สองย่อมถูกต้อง แม้ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา เพื่อประโยชน์แก่
นิโรธสมาบัติ. ในคำทั้ง ๕ มีอาทิว่า อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ พึงทราบ
ว่าท่านกล่าวว่า สิกฺขติ เพราะสภาพมีสีลขันธ์ของพระอเสกขะเป็นต้น
แม้ในความไม่มีสิ่งที่ต้องศึกษาของพระอรหันต์,
บทมีอาทิว่า สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต สิกฺขติ - พระโยคาวจร
น้อมไปด้วยศรัทธา ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา ท่านกล่าวหมายถึงขณะแห่ง
มรรคนั่นเอง. พึงประกอบคำแม้อื่นที่ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอุปจาระ
อัปปนา วิปัสสนาและมรรคตามสมควร.
จบ อรรถกถาสีลมยญาณนิทเทส

614