ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 565 (เล่ม 68)

ความเห็น เป็นลักษณะ สัมมาทิฏฐิ, ความยกขึ้น เป็น
ลักษณะของ สัมมาสังกัปปะ, การกำหนด เป็นลักษณะของ สัมมา-
วาจา, การตั้งขึ้น เป็นลักษณะของ สัมมากัมมันตะ, ความบริสุทธิ์
เป็นลักษณะของ สัมมาอาชีวะ, การประคองไว้ เป็นลักษณะของ
สัมมาวายามะ, การเข้าไปตั้งไว้ เป็นลักษณะของ สัมมาสติ, ความ
ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะของ สัมมาสมาธิ.
ความไม่รู้ เป็นลักษณะของ อวิชชา, ความคิด-เจตนา
เป็นลักษณะของ สังขาร, ความรู้แจ้ง เป็นลักษณะของ วิญญาณ,
ความน้อมไป เป็นลักษณะของ นาม, ความสลายไป เป็นลักษณะ
ของ รูป, ความติดต่อกัน เป็นลักษณะแห่ง สฬายตนะ, ความ
ถูกต้อง เป็นลักษณะแห่ง ผัสสะ, ความเสวยอารมณ์ เป็นลักษณะ
แห่ง เวทนา, เหตุ เป็นลักษณะแห่ง ตัณหา, ความยึดถือ เป็น
ลักษณะแห่ง อุปาทาน, การประมวล-อายูหนะ เป็นลักษณะแห่ง
ภพ, ความเกิด เป็นลักษณะแห่ง ชาติ ความทรุดโทรม เป็น
ลักษณะแห่ง ชรา, จุติ - การเคลื่อนไป เป็นลักษณะแห่ง ความ
ตาย.
ความเป็นของสูญ เป็นลักษณะแห่ง ธาตุ, ความติดต่อกัน
เป็นลักษณะแห่ง อายตนะ, การเข้าไปตั้งไว้ เป็นลักษณะแห่ง
สติปัฏฐาน, ความเริ่มตั้ง - การทำความเพียร เป็นลักษณะแห่ง

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 566 (เล่ม 68)

สัมมัปธาน, ความสำเร็จ เป็นลักษณะแห่ง อิทธิบาท, ความ
เป็นใหญ่ เป็นลักษณะแห่ง อินทรีย์, ความไม่หวั่นไหว เป็น
ลักษณะแห่ง พละ, ความนำออก เป็นลักษณะแห่ง โพชฌงค์,
เหตุ เป็นลักษณะแห่ง มรรค.
ความจริงแท้ เป็นลักษณะแห่ง สัจจะ ความไม่ฟุ้งซ่าน
เป็นลักษณะแห่ง สมถะ, ความพิจารณาเห็นตาม เป็นลักษณะแห่ง
วิปัสสนา, เอกรส - ธรรมรสอันเลิศ เป็นลักษณะแห่ง สมถะและ
วิปัสสนา, ความไม่เปลี่ยนแปลง เป็นลักษณะแห่ง ธรรมคู่กัน.
สังวร เป็นลักษณะแห่ง สีลวิสุทธิ.
ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะแห่ง จิตตวิสุทธิ
ความเห็น เป็นลักษณะแห่ง ทิฏฐิวิสุทธิ.
ความตัดขาด เป็นลักษณะแห่ง ญาณในความสิ้นไป,
ความสงบ เป็นลักษณะแห่ง ญาณในความไม่เกิด.
มูละ เป็นลักษณะแห่ง ฉันทะ, สมุฏฐานะ เป็นลักษณะ
แห่ง มนสิการะ, สโมธานะ เป็นลักษณะแห่ง ผัสสะ, สโมสรณะ
เป็นลักษณะแห่ง เวทนา, ปมุขะ เป็นลักษณะแห่ง สมาธิ, อาธิป-
เตยยะ เป็นลักษณะแห่ง สติ, ตทุตตริ - ความรู้ยิ่งกว่านั้น เป็น
ลักษณะแห่ง ปัญญา, สาระ เป็นลักษณะแห่ง วิมุตติ, ปริโยสานะ
เป็นลักษณะแห่ง นิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ, นี้ คือ ความจริงแท้

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 567 (เล่ม 68)

พระนามว่า ตถาคโต เพราะตรัสรู้ลักษณะที่จริงแท้นั้นด้วย ญาณคติ
คือทรงบรรลุ บรรลุถึงไม่ผิดพลาด, ตรัสรู้ลักษณะที่จริงแท้ด้วย
ประการฉะนี้ จึงทรงพระนามว่า ตถาคต.
พระนามว่า ตถาคโต เพราะตรัสรู้ธรรมที่จริงแท้ตามความ
เป็นจริงนั้น เป็นอย่างไร ? อริยสัจ ๔ ชื่อว่า ธรรมที่จริงแท้. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ อย่าง
เหล่านี้ เป็นธรรมที่จริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอย่าง
อื่น. อริยสัจ ๔ เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อริยสัจว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับ
ทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ เป็นของจริงแท้
แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่น ดังนี้ พึงให้พิสดาร๑.
อนึ่ง เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจเหล่านั้น บัณฑิต
จึงขนานพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้สิ่งจริงแท้. คต ศัพท์
ในที่นี้มีเนื้อความว่าตรัสรู้.
อนึ่ง ความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น มีความบ่งถึงความ
เป็นจริงว่า ชาติ เป็นปัจจัยของ ชรา และ มรณะ ฯลฯ มีความ
บ่งถึงความเป็นจริงว่า อวิชชา เป็นปัจจัยของ สังขาร ฯลฯ.
๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๖๙๗.

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 568 (เล่ม 68)

อนึ่ง ความจริงแท่แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่นของ อวิชชา
มีอรรถว่า เป็นปัจจัยแห่ง สังขาร ฯลฯ ความจริงแท้แน่นอน ไม่
เป็นอย่างอื่นของ ชาติ มีอรรถว่า เป็นปัจจัยของ ชรา และ มรณะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้สิ่งปวงนั้น เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนาม
ว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ความจริงแท้.
พระนามว่า ตถาคโต เพราะทรงเห็นความจริงแท้นั้น เป็น
อย่างไร ? ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ทรงเห็นรูปารมณ์อันมาสู่คลอง
จักษุ ในจักขุทวารของสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ในโลกธาตุอันหา
ประมาณมิได้ ในโลกพร้อมด้วยเทวโลก ฯลฯ เป็นไปกับด้วยเทวดา
และมนุษย์มีอยู่โดยอาการทั้งปวง. อนึ่ง รูปารมณ์นั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงรู้ทรงเห็นทรงจำแนกไว้โดยนัย ๕๒ โดยวาระ ๑๓ โดย
ชื่อมากมาย โดยนัยมีอาทิว่า รูปที่เรียกว่า รูปายตนะ เป็นไฉน ?
รูปใดนี้แสงสว่างอาศัย มหาภูตรูป ๔ เป็นไปกับการเห็นได้และ
มีความกระทบได้ มีสีเขียวคราม สีเหลือง๑ เป็นต้น เป็นความ
จริงแท้ ไม่มีความเหลวไหล.
ในเสียงเป็นต้น อันมาสู่คลองในโสตทวารเป็นต้นก็มีนัยนี้.
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า
๑. อภิ. สงฺ. ๓๔/๕๒๑.

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 569 (เล่ม 68)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปารมณ์ที่เห็นด้วย
จักษุ สัททารมณ์ที่ฟังด้วยหู คันธารมณ์ รสารมณ์
และโผฏฐัพพารมณ์ที่รู้ได้ด้วยทวารนั้น ๆ ธรรมา-
รมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจ ของโลกพร้อมทั้งเทวโลก
มารโลก พรหมโลก ของหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง
สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เราได้บรรลุแล้ว
เสาะแสวงหาแล้ว ค้นคว้าแล้วด้วยใจ เราย้อมรู้
รูปารมณ์ที่เห็นได้ด้วยจักษุเป็นต้นนั้น รู้แล้วด้วย
ปัญญาอันยิ่ง ตถาคตรู้รูปารมณ์เป็นต้นนั้นแจ้งชัด
รูปารมณ์เป็นต้นนั้นไม่ปรากฏในตถาคต๑.
พระหามว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นความจริงแท้ด้วยประการ
ฉะนี้. พึงทราบการเพิ่มบทว่า ตถาคโต ลงในอรรถว่าเห็นความจริง
แท้นั้น.
พระนามว่า คถาคโต เพราะทรงตรัสแต่ความจริงแท้ เป็น
อย่างไรข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนปราชิตบัลลังก์ใต้โพธิ-
มณฑล ในเวลากลางคืนทรงย่ำยียอดมารทั้ง ๔ แล้วตรัสรู้พระสัมมา-
สัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยม, และข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพ-
๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๔.

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 570 (เล่ม 68)

พาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างต้นสาละคู่ในเวลา
กลางคืน, และข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส สุตตะ เคยยะ ฯลฯ
เวทัลละในปฐมโพธิกาลบบ้าง ในมัชฌิมโพธิกาลบ้าง ในปัจฉิมโพธิกาล
บ้าง ในเวลาประมาณ ๔๕ ปี ในระหว่างนี้, ทั้งหมดนั้น ทั้งโดยอรรถ
ทั้งโดยพยัญชนะ ไม่มีโทษ ไม่ควรติเตียน ไม่หย่อน ไม่ยิ่ง บริบูรณ์
ด้วยอาการทั้งปวง ถอนความมัวเมา ราคะ โทสะ โมหะ, ไม่มีความ
ผิดพลาด แม้เพียงปลายขนสัตว์ในคำสอนนั้น, ทั้งหมดนั้นเป็นความ
จริงแท้ ดุจประทับด้วยดวงตราดวงเดียว, ดุจตวงด้วยทะนานเดียว และ
ดุจชั่งด้วยตราชั่งอันเดียว. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนจุนทะ ข้อที่ตถาคตตรัสรู้สัมมาสัม-
โพธิญาณอันยอดเยี่ยม ในเวลากลางคืน, และ
ข้อที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานใน
เวลากลางคืน, ข้อที่ตถาคตกล่าวชี้แจงแสดงใน
ระหว่างนี้ ทั้งหมดนั้นเป็นความจริงแท้ทีเดียว, ไม่
เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงขนานพระ-
นามว่า ตถาคต๑.
คต ศัพท์ในบทนี้ มีอรรถว่าคำพูด พระนามว่า ตถาคต
เพราะตรัสอย่างนั้นด้วยประการฉะนี้.
๑. ที. ปา. ๑๑/๑๒๐.

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 571 (เล่ม 68)

อีกอย่างหนึ่ง คำพูด ชื่อว่า อาคท, อธิบายว่า การกล่าว.
คำกล่าวของพระตถาคตเป็นความจริงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะแผล ท
เป็น ต จึงเป็น ตถาคโต ฉะนั้น พึงทราบสำเร็จในอรรถนี้
ด้วยประการฉะนี้.
พระนามว่า ตถาคโต เพราะกระทำเหมือนอย่างนั้น เป็น
อย่างไร ? จริงอยู่ กายของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมคล้อยตามวาจา, วาจา
ย่อมคล้อยตามกาย, เพราะฉะนั้น จึงมีว่า พูดอย่างใด ทำอย่างนั้น,
และทำอย่างใด พูดอย่างนั้น. อธิบายว่า วาจาของพระผู้มีพระภาคนั้น
เป็นอย่างนี้ ฉันใด, แม้กายก็เป็นไปฉันนั้น. อนึ่ง พระนามว่า
ตถาคโต เพราะกายเป็นอย่างใด, แม้วาจาก็เป็นไปอย่างนั้น. ด้วย
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตพูดอย่างใด
ทำอย่างนั้น, ทำอย่างใด พูดอย่างนั้น. ด้วยเหตุ
ที่ตถาคตพูดอย่างใด ทำอย่างนั้น, ทำอย่างใด
พูดอย่างนั้น บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า ตถาคต๑.
พระนามว่า ตถาคต เพราะทำอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.
พระนามว่า ตถาคโต ด้วยอรรถว่าครอบงำนั้น เป็นอย่างไร ?
พระตถาคตทรงทำที่สุด เบื้องบนถึงภวัคคพรหม เบื้องล่างถึงอเวจีแล้ว
๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๓.

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 572 (เล่ม 68)

ทรงครอบงำสรรพสัตว์ในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ ในเบื้องขวาง
ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ. พระตถาคตนั้น
ไม่มีการชั่งหรือการคาดคะเน, พระตถาคตไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้ควร
เทียบได้ เป็นผู้ยอดเยี่ยม เป็นราชายิ่งกว่าราชา เป็นเทวดายิ่งกว่า
เทวดา เป็นสักกะยิ่งกว่าสักกะ เป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่
ฯลฯ ผู้ครอบงำ เป็นผู้เห็นโดยถ่องแท้ เป็นผู้ยัง
สัตว์ให้อยู่ในอำนาจ เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงขนาน
พระนามว่า ตถาคต๑.
ในบทนั้นพึงทราบบทสำเร็จดังต่อไปนี้, พระตถาคตพระนามว่า
อคโท เป็นดุจหมอยาผู้วิเศษ. ในบาลีว่า นั่นเป็นใคร ? มีความ
งดงามด้วยเทศนาและเป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยบุญ. ด้วยเหตุนั้นพระ-
ตถาคตจึงมีอานุภาพมาก ย่อมครอบงำลัทธิของผู้อื่นทั้งหมด และโลก
กับทั้งเทวโลกได้ดุจหมองูย่อมปราบงูได้ด้วยยาวิเศษฉะนั้น. ด้วยเหตุนี้
พระตถาคตเป็น อคโท สำเร็จด้วยความงามแห่งเทศนา และสำเร็จ
ด้วยบุญเป็นความจริงแท้ ไม่เปลี่ยนแปลงในการครอบงำโลกทั้งปวง
๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๓.

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 573 (เล่ม 68)

เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า พระนามว่า ตถาโต เพราะแผลง ท เป็น
ต. พระนามว่า ตถาคต ด้วยอรรถว่า ครอบงำ ด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พระนามว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า ดำเนินไป
แล้วด้วยความจริงแท้บ้าง. พระนามว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า ดำเนิน
ไปสู่ความจริงแท้บ้าง. บทว่า คโต มีความว่า ก้าวลงแล้ว ล่วงไปแล้ว
บรรลุแล้ว ดำเนินไปแล้ว.
ในบทเหล่านั้น พระตถาคต พระนามว่า ตถาคโต เพราะ
อรรถว่า ก้าวลงสู่โลกทั้งสิ้นด้วยความจริงแท้ คือ ตีรณปริญญา, พระ-
นามว่า ตถาคโต เพราะอรรถว่า ล่วงไปแล้วซึ่งเหตุให้เกิดโลกด้วย
ความจริงแท้ คือ ปหานปริญญา, พระนามว่า ตถาคโต เพราะ
อรรถว่า บรรลุความดับโลกด้วยความจริงแท้ คือ สัจฉิกิริยา, พระ-
นามว่า ตถาคโต เพราะอรรถว่า ดำเนินไปแล้วสู่ความจริงแท้ คือ
โลกนิโรธคามินีปฏิปทา - ปฏิปทาให้ถึงความดับโลก.
ด้วยเหตุนั้นคำใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกอันตถาคตตรัสรู้
แล้ว, ตถาคตพรากจากโลกแล้ว. เหตุให้เกิดโลก
ตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตได้ละเหตุให้เกิดโลก
แล้ว. ความดับโลกตถาคตตรัสรู้แล้ว, ตถาคตทำ
ให้แจ้งการดับโลกแล้ว. ปฏิปทาให้ถึงความดับ

573
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 574 (เล่ม 68)

โลก ตถาคตตรัสรู้แล้ว, ตถาคตทำให้เกิดปฏิปทา
ให้ถึงความดับโลกแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปที่เห็นด้วยจักษุ ฯลฯ
ธรรมที่รู้ด้วยใจ ของโลกพร้อมด้วยเทวโลกทั้งหมด
นั้น ตถาคตตรัสรู้แล้ว. เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึง
ขนานนามว่า ตถาคต.๑
พึงทราบความของคำนั้นแม้อย่างนี้.
อนึ่ง บทนี้ก็เป็นเพียงมุขในการแสดงความเป็นตถาคตของพระ-
ตถาคตนั่นเอง. อนึ่ง พระตถาคตท่านนั้น พึงพรรณนาความเป็นตถาคต
ของพระตถาคตได้โดยอาการทั้งปวง. ก็เพราะพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็น
ผู้เหมาะสมแม้ด้วยคุณของพระตถาคต, ฉะนั้นพระสารีบุตร จึงกล่าวว่า
ตถาคตานํ ด้วยสามารถของพระพุทธเจ้าทั้งหมด.
บทว่า อรหนฺตานํ ความว่า พระตถาคตเป็น พระอรหันต์
เพราะทรงไกลจากกิเลสทั้งหลาย, เพราะขจัดข้าศึกและซี่ล้อแห่งจัก
ทั้งหลาย. เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น, เพราะไม่มีความลับใน
การทำบาป. จริงอยู่ พระตถาคตนั้นเป็นผู้ไกล คือตั้งอยู่ไกลแสนไกล
๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๓.

574