ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 555 (เล่ม 68)

ส่วนอธิบายคำใน กุสล ศัพท์ มีดังต่อไปนี้ กุจฺฉิเต ปาปเก
ธมฺเม สลยนฺติ จลยนฺติ กมฺเปนฺติ วิทฺธํเสนฺตีติ กุสลา - ชื่อว่า
กุศล เพราะอรรถว่าทำลาย ทำให้ไหว ทำให้หวั่นไหว กำจัดธรรม
อันลามกน่าเกลียด.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กุสา เพราะอรรถว่าย่อมอยู่ คือ ย่อม
เป็นไปโดยอาการอันน่าเกลียด, ชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่าทำลาย
คือ ตัดอาการน่าเกลียดเหล่านั้น, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กุสะ เพราะ
ทำให้เบาบาง โดยทำให้สิ้นสุดซึ่งอาการน่าเกลียดทั้งหลาย ได้แก่ ญาณ.
ชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่าควรทำลาย ควรถือเอา ควรให้เป็นไป
ด้วยกุสญาณนั้น, อีกอย่างหนึ่งเหมือนอย่างว่า หญ้าคาย่อมบาดมือที่ถึง
ส่วนทั้งสอง ฉันใด, แม้กุศลธรรมเหล่านี้ก็ย่อมตัดฝ่ายเศร้าหมองที่ถึง
ส่วนทั้งสอง โดยความที่เกิดแล้วและยังไม่เกิด ฉันนั้น, เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่า ย่อมตัดดุจหญ้าคา ฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กุศล ด้วยอรรถว่าไม่มีโรค ด้วยอรรถ
ว่าไม่มีโทษ หรือด้วยอรรถว่าเกิดเพราะความเป็นผู้ฉลาด แต่ในที่นี้
เพราะท่านประสงค์เอาวิปัสสนากุศลเท่านั้น, ฉะนั้น เพื่อละธรรมที่
เหลือ แล้วแสดงวิปัสสนากุศลเท่านั้น พึงทราบว่า ท่านจึงทำเป็น
เอกวจนะในบทว่า กุสลธมฺเม-ในกุศลธรรม. อธิบายว่า ประกอบ

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 556 (เล่ม 68)

แล้วในกุศลธรรมคือวิปัสสนา เพราะทำติดต่อกัน และเพราะทำด้วย
ความเคารพ.
ในบทนี้ว่า เสกฺขปริยนฺเต ปริปูรการีนํ - ผู้กระทำให้บริบูรณ์
ในธรรมอันเป็นที่สุดของพระเสกขะ มีความดังต่อไปนี้, ชื่อว่า เสกฺขา
เพราะเกิดในสิกขา ๓ บ้าง, เพราะธรรมเหล่านี้ของพระเสกขะ ๗ จำพวก
บ้าง, เพราะพระเสกขะทั้งหลายย่อมศึกษาด้วยตนเองบ้าง. ได้แก่ ธรรม
คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล
อนาคามิมรรค อนาคามิผล และอรหัตมรรค. ชื่อว่า เสกฺขปริยนฺโต
เพราะอรรถว่ามีเสกขธรรมในที่สุด คือในอวสาน, หรือมีเสกขธรรม
อันเป็นที่สุด คือมีกำหนด. พึงเชื่อมความว่า ในธรรมอันเป็นที่สุด
ของพระเสกขะนั้น.
ชื่อว่า ปริปูรการิโน เพราะอรรถว่ากัลยาณปุถุชน ย่อมทำ
กุศลธรรมให้เต็มรอบ คือให้บริบูรณ์. หรือกัลยาณปุถุชนมีการบริบูรณ์
เต็มรอบ คือทำให้บริบูรณ์, ของกัลยาณปุถุชนเหล่านั้นผู้ทำให้บริบูรณ์
ในปฏิปทาธรรมอันเป็นที่สุดของพระเสกขะ อันเป็นส่วนเบื้องต้นของ
โสดาปัตติมรรค ด้วยความบริบูรณ์แห่งวิปัสสนา.
ในบทนี้ว่า กาเย จ ชีวิเต จ อนเปกฺขนํ - ผู้ไม่อาลัยใน
ร่างกายและชีวิต มีความดังต่อไปนี้ บทว่า กาเย คือสรีระ จริงอยู่
สรีระ ท่านกล่าวว่า กาย เพราะเป็นที่สะสมความไม่สะอาดของร่างกาย

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 557 (เล่ม 68)

มีผมเป็นต้นอันน่าเกลียด และเพราะเป็นที่มาหลายร้อยโรคมีจักขุโรค
เป็นต้น.
บทว่า ชีวิเต ได้แก่ ชีวิตินทรีย์. เพราะว่า ชีวิตินทรีย์ นั้น
ท่านกล่าวว่า ชีวิต เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้เป็นอยู่. ชื่อว่า อนเปกฺขา
เพราะอรรพว่าไม่มีอาลัยในชีวิต อธิบายว่า หมดความเยื่อใย. กัลยาณ
ปุถุชนเหล่านั้น ผู้ไม่อาลัยในร่างกายและในชีวิตนั้น.
บัดนี้ พระสารีบุตร เมื่อจะแสดงเหตุของความเป็นผู้ไม่อาลัย
ในร่างกายและชีวิตของกัลยาณปุถุชนเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ปริจฺจตฺต-
ชีวิตานํ - ผู้สละชีวิตแล้ว. จริงอยู่ กัลยาณปุถุชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่
อาลัยในร่างกาย แม้ลำบากในชีวิต แม้อับเฉา ด้วยการสละชีวิตของ
ตนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า หรือแต่อาจารย์.
บทว่า สตฺตนฺนํ เสกฺขานํ - พระเสกขะ ๗ จำพวก ได้แก่
พระอริยบุคคล ๗ จำพวก มีท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคเป็นต้นได้
ชื่อว่า เสกขะ เพราะยังต้องศึกษา.
บทว่า ตถาคตสาวกานํ ได้แก่ สาวกของพระตถาคต. จริงอยู่
พระอริยบุคคล ๘ จำพวก ชื่อว่า สาวก เพราะอรรถว่าฟังเทศนา
การพร่ำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยความเคารพ ด้วยตั้งปสาทะอัน
ไม่หวั่นไหว เพราะเกิดในชาติอันเป็นอริยะในที่สุดของการฟัง. แม้ใน
พระอริยบุคคลเหล่านั้น พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงให้วิเศษในผู้ตั้งอยู่

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 558 (เล่ม 68)

ในอรหัตผลเท่านั้น จึงกล่าวว่า ขีณาสวานํ ดังนี้, อธิบายว่า พระ-
ขีณาสพผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง ด้วยอรหัตมรรคญาณ.
บทว่า ปจฺเจกพุทฺธานํ ชื่อว่า ปัจเจกพุทธะ เพราะอรรถว่า
เป็นผู้เดียวเท่านั้น ไม่มีอาจารย์ อาศัยเหตุนั้น ๆ ตรัสรู้อริยสัจ ๔. ของ
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเช่นนั้น.
ในบทนี้ว่า ตถาคตานํ มีความดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า ตถาคตด้วยเหตุ ๘ ประการ. พระนามว่า ตถาคโต
เพราะอรรถว่าเสด็จมาแล้วเหมือนอย่างนั้น, เสด็จไปแล้วเหมือนอย่าง
นั้น, ตรัสรู้ลักษณะที่เป็นของจริงแท้, ตรัสรู้ธรรมที่จริงแท้โดยความ
เป็นจริง, เพราะทรงแสดงสิ่งที่จริงแท้, เพราะทรงกล่าวแต่ความจริง
แท้, เพราะเป็นผู้กระทำเหมือนอย่างนั้น, เพราะอรรถว่าครอบงำ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า
เสด็จมาแล้วเหมือนอย่างนั้น เป็นอย่างไร ? เหมือนพระสัมมาสัมพุทธ-
เจ้าทั้งหลาย แต่ก่อน ผู้ถึงความขวนขวายเสด็จมาแล้วเพื่อประโยชน์
เกื้อกูลแก่โลกทั้งมวล. ท่านอธิบายไว้อย่างไร ? อธิบายไว้ว่า พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทั้งหลาย แต่ก่อนเสด็จมาแล้วด้วยอภินิหารใด, แม้พระผู้มี-
พระภาคเจ้าของเราทั้งหลายก็เสด็จมาแล้ว โดยอภินิหารนั้นเหมือนกัน.

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 559 (เล่ม 68)

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก่อนทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐
ถ้วน คือ บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ได้แก่ ทาน
ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วีริยะ ขันติ สัจจะ อธิฏฐานะ เมตตา
อุเบกขา, ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ เหล่านี้ คือ บริจาค อวัยวะ ๑
นัยน์ตา ๑ ทรัพย์ ๑ ราชสมบัติ ๑ บุตรภรรยา ๑, ทรงบำเพ็ญ
ญาตัตถจริยาด้วยการทรงบอกธรรมอันควรประกอบในเบื้องต้น และ
ควรประพฤติในเบื้องต้น แล้วถึงที่สุดแห่งพุทธจริยาเสด็จมาแล้ว, แม้
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายก็เสด็จทรงบำเพ็ญมาแล้วเหมือน
อย่างนั้น.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก่อนทรงเจริญ เพิ่มพูนสติปัฏฐาน ๔
สัมมัปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗
อริยมรรคมีองค์ ๘ ฉันใด, แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายก็
เสด็จมาแล้ว ฉันนั้น เพราะเหตุนั้น จึงทรงพระนามว่า ตถาคโต.
บัณฑิตกล่าวว่า
ยเถว ทีปงฺกรพุทฺธอาทโย
สพฺพญฺญุภาวํ มุนโย อิธาคตา.
ตถา อยํ สกฺยมุนีปิ อาคโต
ตถาคโต วุจฺจติ เตน จกฺขุมา.

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 560 (เล่ม 68)

พระมุนีทั้งหลาย มีพระทีปังกรพุทธเจ้า
เป็นต้น ถึงความเป็นพระสัพพัญญูเสด็จมาแล้ว
ในโลกนี้ อย่างใด, แม้พระศากยมุนีผู้มีจักขุนี้ก็
เสด็จมาแล้วเหมือนอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น บัณฑิต
จึงขนานพระนามว่า ตถาคต.
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ตถาคต เพราะอรรถว่าเสด็จ
ไปแล้วเหมือนอย่างนั้น เป็นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก่อนที่
ประสูติแล้ว ในบัดนี้ ชื่อว่า เสด็จไปแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า
เหล่านั้น ชื่อว่า เสด็จไปแล้วอย่างไร ? เพราะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
เหล่านั้นประสูติแล้วในบัดนี้ ประดิษฐานพระบาททั้งสองเสมอกันบน
แผ่นดิน หันพระพักตร์ไปทางทิศอุดรเสด็จดำเนินไปด้วยอย่างพระบาท
๗ ก้าว. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์ที่ประสูติ ใน
บัดนี้ ประดิษฐานพระบาททั้งสองเสมอกันบน
แผ่นดิน หันพระพักตร์ไปทางทิศอุดร เสด็จไป
ด้วยย่างพระบาท ๗ ก้าว เมื่อเทพบุตรกั้นเศวตรฉัตร
ตามเสด็จพระโพธิสัตว์จะเหลียวดูทิศทั้งปวง, และ
ทรงเปล่งพระวาจาอย่างผู้องอาจว่า อคฺโคหมสฺมิ
โลกสฺส, เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เสฏฺโฐหมสฺมิ

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 561 (เล่ม 68)

โลกสฺส, อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ.๑
แปลว่า เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุด
ในโลกเราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ชาตินี้เป็น
ชาติสุดท้าย บัดนี้ ภพใหม่จะไม่มีอีก.
การดำเนินไปของพระโพธิสัตว์นั้นได้ชื่อว่า เป็นความจริงแท้
แน่นอน โดยเป็นบุพนิมิตแห่งการตรัสรู้ธรรมวิเศษมิใช่น้อย. ข้อที่
พระโพธิสัตว์นั้นประสูติในบัดนี้ ประดิษฐานพระบาทเสมอกัน นี้
เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔ ของพระโพธิสัตว์นั้น, การหัน
พระพักตร์ไปทางทิศอุดร เป็นบุพนิมิตแห่งความเป็นโลกุตรทั้งหมดของ
พระโพธิสัตว์, การย่างพระบาท ๗ ก้าว เป็นบุพนิมิตแห่งการได้
โพชฌังครัตนะ ๗, ส่วนการยกแส้จามรขึ้นดังกล่าวไว้ ในบทนี้ว่า
สุวณฺณทณฺฑา วีติปตนฺติ จามรา๒- จามรด้ามทองตกอยู่ ดังนี้ เป็น
บุพนิมิตแห่งการย่ำยีเดียรถีย์ทั้งหมด. การกั้นเศวตรฉัตรเป็นบุพนิมิต
แห่งการได้เศวตรฉัตร อันประเสริฐปราศจากมลทินด้วยการหลุดพ้น
ด้วยอรหัตมรรค การเหลียวดูทิศทั้งหมด เป็นบุพนิมิตแห่งการให้
อนาวรณญาณ คือความเป็นพระสัพพัญญู, การเปล่งวาจาอันองอาจ
เป็นบุพนิมิตแห่งการเป็นไปแห่งธรรมจักร อันประเสริฐที่ยังไม่เคยเป็น
ไป. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ ก็เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น. อนึ่ง
๑.ม. อุ. ๑๔/๓๗๗. ๒.ขุ. สุ. ๒๕/๓๘๘.

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 562 (เล่ม 68)

การเสด็จดำเนินของพระโพธิสัตว์นั้นได้เป็นความจริงแท้แน่นอน ด้วย
ความเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุธรรมวิเศษเหล่านี้นั่นแล. ด้วยเหตุ
นั่น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า
มุหุตฺตชาโตว ควมฺปตี ยถา
สเมหิ ปาเทหิ ผุสี วสุนฺธรํ,
โส วิกฺกมิ สตฺต ปาทานิ โคตโม
เสตญฺจ ฉตฺตํ อนุธารยุํ มรู.
คนฺตฺวาน โส สตฺต ปทานิ โคตโม
ทิสา วิโลเกสิ สมา สมนฺตโต,
อฏฺฐงฺคุเปตํ คิรมพฺภุทีรยิ
สีโห ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต.
พระควัมบดีประสูติได้ครู่เดียวเท่านั้น ทรง
สัมผัสแผ่นดินด้วยพระบาทเสมอกัน, พระโพธิ-
สัตว์เหล่ากอแต่งพระโคดมนั้น ทรงย่างพระบาท
๗ ก้าว และเหล่าเทพเจ้าพากันกั้นเศวตรฉัตร.
พระโคดมนั้นเสด็จดำเนินไป ๗ ก้าว ทรง
เหลียวแลดูทิศอย่างสม่ำเสมอโดยรอบ, ทรงเปล่ง
พระวาจาประกอบด้วยองค์ ๘ ดุจสีหะยืนอยู่บน
ยอดเขาบันลือสีหนาท ฉะนั้น.

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 563 (เล่ม 68)

ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วเหมือนอย่างนั้น
ด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก่อนฉันใด, แม้พระผู้มี-
พระภาคเจ้านี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เสด็จไปแล้วเพื่อละกามฉันทะ
ด้วยเนกขัมมะ. ฯลฯ ละนิวรณ์ ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ละนิจสัญญา
ด้วยอนิจจานุปัสสนา ฯลฯ ละกิเลสทั้งหมดด้วยหัตมรรค, พระนาม
ว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.
พระนามว่า ตถาคโต เพราะตรัสรู้ลักษณะที่จริงแท้ เป็น
อย่างไร ? ลักษณะที่จริงแท้ คือ ความเป็นของแข็ง เป็นลักษณะแห่ง
ปฐวีธาตุ, การไหลไป เป็นลักษณะแห่ง อาโปธาตุ, ความเป็น
ของร้อน เป็นลักษณะแห่ง เตโชธาตุ, การขยายตัวไปมา เป็น
ลักษณะแห่ง วาโยธาตุ การสัมผัสไม่ได้เป็นลักษณะแห่ง อากาศธาตุ,
การรู้แจ้งเป็นลักษณะแห่ง วิญญาณธาตุ.
การสลายไป เป็นลักษณะแห่ง รูป, การเสวยอารมณ์ เป็น
ลักษณะแห่ง เวทนา, การรู้พร้อม เป็นลักษณะแห่ง สัญญา การ
ปรุงแต่ง เป็นลักษณะแห่ง สังขาร, การรู้แจ้ง เป็นลักษณะแห่ง
วิญญาณ.
การยกขึ้น เป็นลักษณะแห่ง วิตก, การเคล้าคลึง เป็น
ลักษณะแห่ง วิจาร, การซ่านไป เป็นลักษณะแห่ง ปีติ, การยินดี

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 564 (เล่ม 68)

เป็นลักษณะแห่ง ความสุข, การไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะแห่ง ความ
ที่จิตมีอารมณ์เดียว, ความถูกต้อง เป็นลักษณะแห่ง ผัสสะ.
การน้อมใจเชื่อ เป็นลักษณะแห่ง สัทธินทรีย์, การ
ประคองไว้ เป็นลักษณะแห่ง วิริยินทรีย์, การตั้งมั่น เป็นลักษณะ
แห่ง สตินทรีย์, การไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะแห่ง สมาธินทรีย์,
การรู้ทั่ว เป็นลักษณะแห่ง ปัญญินทรีย์.
ความไม่หวั่นไหวในความไม่เชื่อ เป็นลักษณะแห่ง สัทธา
พละ, ความไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน เป็นลักษณะแห่ง
วีริยพละ, ความไม่หวั่นไหวในความลุ่มหลง เป็นลักษณะแห่ง
สติพละ, ความไม่หวั่นไหวในความฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะแห่ง สมาธิ
พละ, ความไม่หวั่นไหวในอวิชชา เป็นลักษณะแห่ง ปัญญาพละ.
ความตั้งมั่น เป็นลักษณะแห่ง สติสัมโพชฌงค์, ความ
ค้นคว้า เป็นลักษณะแห่ง ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์, ความประคองไว้
เป็นลักษณะแห่ง วีริยสัมโพชฌงค์, ความซ่านไป เป็นลักษณะ
แห่ง ปีติสัมโพชฌงค์, ความสงบ เป็นลักษณะแห่ง ปัสสัทธิ
สัมโพชฌงค์, ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะแห่ง สมาธิสัมโพช-
ฌงค์, ความพิจารณา เป็นลักษณะแห่ง อุเบกขาสัมโพชฌงค์.

564