ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 535 (เล่ม 68)

ธุวสุภสุขตฺตสุญฺญํ ปุริมทฺวยมตฺตสุญฺญมมตํ ปทํ
ธุวสุตฺตวิรหิโต มคฺโค อิติ สุญฺญตา เตสุ.
ความว่างในสัจจะ ๔ เหล่านั้น พึงทราบ
อย่างนี้ว่า สัจจะ ๒ บทแรกคือทุกข์สมุทัย ว่าง
จากความเที่ยง ความงาม ความสุข และอัตตา
อมตบท คือพระนิพพาน ว่างจากอัตตา มรรค
ว่างจากความยั่งยืน ความสุข และอัตตา ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง สัจจะ ๓ อย่างสูญจากนิโรธ, และนิโรธก็สูญ
จากสัจจะ ๓ อย่างที่เหลือ. อีกอย่างหนึ่ง ในสัจจะ ๔ เหล่านี้ เหตุสูญ
จากผล เพราะไม่มีทุกข์ในสมุทัย, และไม่มีนิโรธในมรรค, เหตุไม่
ร่วมครรภ์กับผล ดุจปกติของลัทธิทั้งหลาย มีปกติวาทีเป็นต้น อนึ่ง
ผลก็สูญจากเหตุ เพราะทุกข์สมุทัย และนิโรธมรรคไม่ได้เสมอกัน,
ผลนั้นมิได้เป็นอย่างเดียวกับเหตุ แต่เป็นเหตุเป็นผล ดุจสองอณูของ
ลัทธิทั้งหลายมีสมวายวาทีเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
ตยมิธ นิโรธสุญฺญํ ตเยน เตนาปิ นิพฺพุตี สุญฺญา
สุญฺโญ ผเลน เหตุ ผลมฺปิ ตํเหตุนา สุญญํ.
ในที่นี้สัจจะ ๓ อย่าง สูญจากนิโรธ นิโรธ
ก็สูญจากสัจจะ ๓ อย่างแม้นั้น สัจจะที่เป็นเหตุ

535
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 536 (เล่ม 68)

สูญจากสัจจะที่เป็นผล แม้สัจจะที่เป็นผล ก็สูญ
จากสัจจะที่เป็นเหตุนั้น ดังนี้.
สัจจะทั้งหมดเป็นสภาคะของกันและกัน โดยความจริงแท้ โดย
สูญจากตัวตน และโดยแทงตลอดสิ่งที่ทำได้ยาก ดังที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสว่า
ดูก่อนอานนท์ เธอย่อมสำคัญความข้อนั้น
เป็นอย่างไร, อย่างไหนจะทำได้ยากกว่ากันหรือ
จะให้เกิดขึ้นได้ยากกว่ากัน คือการที่ยิงลูกศรให้
เข้าไปติดๆ กันทางช่องดาลอันเล็ก แต่ที่ใกล้ได้
ไม่ผิดพลาด กับการที่บุคคลแทงปลายขนทราย
ด้วยปลายขนทรายที่แบ่งออกแล้วเป็น ๗ ส่วน.๑
พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
การแทงปลายขนทราย ด้วยปลายขนทรายที่แบ่ง
ออกแล้วเป็น ๗ ส่วน กระทำได้ยากกว่า และ
ให้เกิดได้ยากว่า พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์
ชนเหล่าใด ย่อมแทงตลอดตามความเป็นจริงว่านี้
๑.สี. ม. เป็นสตธา ร้อยส่วน.

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 537 (เล่ม 68)

ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชนเหล่านั้น
ย่อมแทงตลอดได้ยากกว่าโดย๑แท้ ดังนี้.
สัจจะทั้งหลายเป็นวิสภาคะกันเพราะกำหนดด้วยลักษณะของ
ตน. สัจจะสองข้างต้นเป็นสภาคะกัน ด้วยอรรถว่าเรียนรู้ยากเพราะลึกซึ้ง
เพราะเป็นโลกิยะ และเพราะมีอาสวะ, เป็นวิสภาคะกัน เพราะต่างเป็น
เหตุผลกัน และเพราะควรกำหนดรู้และควรละ. แม้สองข้อหลังก็เป็น
สภาคะกันด้วยความเป็นธรรมลึกซึ้ง เพราะเรียนรู้ได้ยาก เพราะเป็น
โลกุตระ และเพราะไม่มีอาสวะ, เป็นวิสภาคะกัน เพราะต่างก็เป็นใหญ่
ในวิสัย และเพราะควรทำให้แจ้ง ควรทำให้เกิด. แม้ข้อที่ ๑ และ
ข้อที่ ๓ ก็เป็นสภาคะกันโดยอ้างถึงผล, เป็นสภาคะกันโดยเป็นสังขตะ
และอสังขตะ. แม้ข้อที่ ๒ และข้อที่๔ ก็เป็นวิสภาคะกันโดยอ้างถึงเหตุ
เป็นวิสภาคะกันโดยเป็นกุศลและอกุศลส่วนเดียว สัจจะที่ ๑ และที่ ๔
เป็นสภาคะกัน เป็นสังขตธรรมด้วยกัน, เป็นวิสภาคะกันโดยเป็นโลกิยะ
และโลกุตร ธรรมข้อที่ ๒ และข้อที่ ๓ ก็เป็นสภาคะกันโดยความเป็น
เสกขะก็ไม่ใช่ อเสกขะก็ไม่ใช่, เป็นวิสภาคะกันโดยมีอารมณ์ และ
ไม่มีอารมณ์. ท่านกล่าวไว้ว่า
อิติ เอวํ ปกาเรหิ นเยหิ จ วิจกฺขโณ
วิชญฺญา อริยสจฺจานํ สภาคติสภาคตํ
๑. ส มหา. ๑๙/๑๗๓๘.

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 538 (เล่ม 68)

บัณฑิตผู้เห็นแจ้งโดยประการ และโดยนัย
อย่างนี้ พึงรู้แจ้งความที่อริยสัจทั้งหลายเป็นสภาคะ
คือมีส่วนเสมอกัน และวิสภาคะ คือมีส่วนไม่เสมอ
กันด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ในอริยสัจนี้ ทุกข์ทั้งหมด เป็นอย่างเดียวกันโดยความ
เป็นไป, เป็น ๒ อย่าง โดยนามและรูป, เป็น ๓ อย่าง โดยประเภท
แห่งภพที่เกิด คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ, เป็น ๔ อย่าง โดย
ประเภทของอาหาร ๔, เป็น ๕ อย่าง โดยประเภทของอุปทานขันธ์ ๕
แม้สมุทัย ก็เป็นอย่างเดียวโดยให้วัฏฏะเป็นไป เป็น ๒ อย่าง
โดยสัมปยุตและไม่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ, เป็น ๓ อย่าง โดยประเภทแห่ง
กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา, เป็น ๔ อย่าง โดยเป็นธรรม
อันมรรค ๔ พึงละ, เป็น ๕ อย่าง โดยประเภทการยินดียิ่งในรูปเป็น
ต้น, เป็น ๖ อย่าง โดยประเภทแห่งหมู่ตัณหา ๖.
แม้นิโรธ ก็เป็นอย่างเดียวกันโดยความเป็นอสังขตธาตุ, แต่
โดยปริยายมี ๒ อย่าง โดยเป็นสอุปาทิเสสะ แลละอนุปาทิเสสะ, เป็น
๓ อย่าง โดยเข้าไปสงบภพทั้ง ๓, เป็น ๔ อย่าง โดยควรบรรลุมรรค
๔, เป็น ๕ อย่าง โดยเข้าไปสงบความยินดียิ่ง ๕, เป็น ๖ อย่าง โดย
ประเภทแห่งความสิ้นหมู่ตัณหา ๖.

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 539 (เล่ม 68)

แม้มรรค ก็เป็นอย่างเดียวโดยควรทำให้เกิด, เป็น ๒ อย่าง
โดยประเภทแห่งสมถะและวิปัสสนา, หรือโดยประเภทแห่งทัศนะและ
ภาวนา, เป็น ๓ อย่าง โดยประเภทแห่งขันธ์ ๓. จริงอยู่มรรคนี้
เพราะเป็นสัปปเทสธรรม จึงสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓ ( สีลขันธ์ สมาธิ-
ขันธ์ ปัญญาขันธ์) ที่เป็นนิปปเทสธรรม ดุจเมืองสงเคราะห์รวมเข้า
ด้วยราชอาณาจักร ฉะนั้น ดังที่ท่านกล่าวว่า
ดูก่อนอาวุโสวิสาขะ ขันธ์ ๓ ไม่สงเคราะห์
เข้าด้วยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นอริยะ. ดูก่อนอาวุโส
วิสาขะ มรรคมีองค์ ๘ อันเป็นอริยะ สงเคราะห์
เข้าด้วยขันธ์ ๓. ดูก่อนอาวุโสวิสาขา ธรรมเหล่านี้
คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต และสัมมาอาชีโว
สงเคราะห์เข้าในศีลขันธ์. ธรรมเหล่านี้ คือ สัม-
มาวายาโม สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ สงเคราะห์
เข้าในสมาธิขันธ์. ธรรมเหล่านี้ คือ สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ สงเคราะห์เข้าในปัญญาขัน๑ธ์. มรรค
๔ อย่าง สงเคราะห์ด้วยโสดาปัตติมรรคเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง สัจจะทั้งหมดเป็นอย่างเดียวกัน เพราะความเป็น
สิ่งจริงแท้, หรือ เพราะความเป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง. เป็น ๒ อย่าง โดย
เป็นโลกิยะและโลกุตระ หรือโดยเป็นสังขตะและอสังขตะ. เป็น ๓
๑. ม. มุ ๑๒/๕๐๘.

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 540 (เล่ม 68)

อย่าง โดยเป็นสิ่งควรละ โดยเป็นสิ่งไม่ควรละ และโดยเป็นสิ่งควรละ
ก็หามิได้ เป็นสิ่งไม่ควรละก็หามิได้ จาทัศนะและภาวนา. เป็น ๔
อย่าง โดยเป็นสิ่งควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง และควรทำ
ให้เกิด. ท่านกล่าวว่า
เอวํ อริยสจฺนํ ทุพฺโพธานํ พุโธ วิธึ
อเนกเภทโต ชญฺญา หิตาย จ สุขาย จ.
พระพุทธเจ้าทรงรู้วิธีของอริยสัจอย่างนี้ ที่รู้
ได้ยาก โดยประเภทไม่น้อย เพื่อประโยชน์และ
เพื่อความสุข ดังนี้.
จบ อรรถกถาสัจปกิณกะ
บัดนี้ พระธรรมเสนาบดีชี้แจงสัจจตุกนัยในที่สุดตามลำดับที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วนั้นแล แล้วแสดงสรุปสุตมยญาณด้วย
สัจจตุกนัยมีอาทิว่า ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ-ชื่อว่าญาณว่าด้วยอรรถว่ารู้
ธรรมนั้น, ครั้นแล้วพระธรรมเสนาบดีแสดงสรุปอริยสัจทั้งหมดที่ท่าน
กล่าวไว้ในครั้งก่อนว่า โสตาวทาเน ปญฺญา สุตมเยญาณํ-ปัญญา
ในการทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว ชื่อว่า สุตมยญาณ ด้วยประการ-
ฉะนี้.
จบ อรรถกถาสุตมยญาณนิทเทส

540
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 541 (เล่ม 68)

สีลมยญาณนิทเทส
[๘๖] ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสำรวมไว้ ชื่อว่าสีลมยญาณ
อย่างไร ?
ศีล ๕ ประเภท คือ ปริยันตปาริสุทธิศีล-ศีลคือความบริสุทธิ์
มีส่วนสุด ๑. อปริยันตปาริสุทธิศีล-ศีลคือความบริสุทธิ์ไม่มีส่วนสุด
ปริปุณณปาริสุทธิศีล-ศีลคือความบริสุทธิ์เต็มรอบ ๑. อปรามัฏฐปาริ-
สุทธิศีล-ศีลคือความบริสุทธิ์อันทิฏฐิไม่จับต้อง ๑. ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิ
ศีล-ศีลคือความบริสุทธิ์โดยระงับ ๑.
ในศีล ๕ ประการนี้ ปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริยันต-
ปาริสุทธิศีลนี้ ของอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบทมีที่สุด.
อปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน อปริยันตปาริสุทธิศีลนี้ ของ
อุปสัมบันผู้มีสิกขาบทไม่มีที่สุด.
ปริปุณณปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริปุณณปาริสุทธิศีลนี้ ของ
กัลยาณปุถุชนผู้ประกอบในกุศลธรรม ผู้กระทำให้บริบูรณ์ในธรรมอัน
เป็นที่สุดของพระอเสขะ ผู้ไม่อาลัยในร่างกายและชีวิต ผู้สละชีวิต
แล้ว
อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลเป็นไฉน อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลนี้ ของ
พระเสขะ ๗ จำพวก.

541
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 542 (เล่ม 68)

ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีลนี้ ของ
พระขีณาสพสาวกพระตถาคตเจ้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้า และของ
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
[๗๘] ศีลมีที่สุดก็มี ศีลไม่มีที่สุดก็มี ในศีล ๒ อย่างนั้น
ศีลมีที่สุดนั้นเป็นไฉน ศีลมีที่สุดเพราะลาภก็มี ศีลมีที่สุดเพราะยศก็มี
ศีลมีที่สุดเพราะญาติก็มี ศีลมีที่สุดเพราะอวัยวะก็มี ศีลมีที่สุดเพราะ
ชีวิตก็มี.
ศีลมีที่สุดเพราะลาภนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อม
ล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้เพราะเหตุแห่งลาภ เพราะปัจจัยแห่ง
ลาภ เพราะการณ์แห่งลาภ ศีลนี้เป็นลาภปริยันตศีล.
ศีลมีที่สุดเพราะยศเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ...เพราะ
เหตุแห่งยศ... ศีลนี้เป็นยสปริยันตศีล.
ศีลมีที่สุดเพราะญาตินั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้...
เพราะเหตุแห่งญาติ.. .ศีลนี้เป็นญาติปริยันตศีล.
ศีลมีที่สุดเพราะอวัยวะนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้...
เพราะเหตุแห่งอวัยวะ . ..ศีลนี้เป็นอังคปริยันตศีล.
ศีลมีที่สุดเพราะชีวิตนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อม
ล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้เพราะเหตุแห่งชีวิต เพราะปัจจัยแห่ง
ชีวิต เพราะการณ์แห่งชีวิต ศีลนี้เป็นชีวิตปริยันตศีล ศีลเห็นปานนี้

542
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 543 (เล่ม 68)

เป็นศีลขาด เป็นศีลทะลุ ด่าง พร้อย ไม่เป็นไทย วิญญูชนไม่
สรรเสริญ อันตัณหาและทิฏฐิจับต้องแล้ว ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นที่
ตั้งแห่งความเดือดร้อน ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
ปีติ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความระงับ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสุข ไม่เป็นที่ตั้ง
แห่งสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัศนะ ไม่เป็นไปเพื่อความ
เบื่อหน่าย เพื่อความคายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ศีลนี้
เป็นปริยันตศีล.
[๘๘] ศีลไม่มีที่สุดนั้นเป็นไฉน ศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภก็มี
ศีลไม่มีที่สุดเพราะยศก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะญาติก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะ
อวัยวะก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิตก็มี.
ศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้
ความคิดก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อจะล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะ
เหตุแห่งลาภ เพราะปัจจัยแห่งลาภ เพราะการณ์แห่งลาภ อย่างไร
เขาจักล่วงสิกขาบทเล่า ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภ.
ศีลไม่มีที่สุดเพราะยศนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้...
เพราะเหตุแห่งยศ . . . ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะยศ.
ศีลไม่มีที่สุดเพราะญาตินั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ...
เพราะเหตุแห่งญาติ. . .ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะญาติ.

543
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 544 (เล่ม 68)

ศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะนั้นเป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ...
เพราะเหตุแห่งอวัยวะ... ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะ.
ศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิตนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้
ความคิดก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อล่วงสิกขาบท ตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะ
เหตุแห่งชีวิต เพราะปัจจัยแห่งชีวิต เพราะการณ์แห่งชีวิต อย่างไร
เขาจักล่วงสิกขาบทเล่า ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิต ศีลเห็นปานนี้
เป็นศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย วิญญูชนสรรเสริญ
อันตัณหาและทิฏฐิไม่จับต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ
เดือดร้อน เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ เป็นที่ตั้งแห่งปีติ เป็นที่ตั้ง
แห่งความระงับ เป็นที่ตั้งแห่งความสุข เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ เป็นที่ตั้ง
แห่งยถาภูตญาณทัศนะ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ
คลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อ
ความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ศีลนี้เป็นอปริยันตศีล.
[๘๙]อะไรเป็นศีล ศีลมีเท่าไร ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน
ศีลเป็นที่ประชุมแห่งธรรมอะไร?
อะไรเป็นศีล ? เจตนาเป็นศีล เจตสิกเป็นศีล ความ
สำรวมเป็นศีล ความไม่ล่วงเป็นศีล.
ศีลมีเท่าไร ? ศีลมี ๓ คือ กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล.
ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน ? กุศลศีลมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน

544