ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 465 (เล่ม 68)

ขนฺธา ทุกฺขํ, ตณฺหา สมุทโย - ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ตัณหาเป็นเหตุ
ให้เกิดทุกข์, เละโดยพิสดารว่า กตเม ปญฺจกฺขนฺขฺธา, รูปกฺขนฺโธ
ขันธ์ ๕ เป็นไฉน, คือ รูปขันธ์เป็นต้น แล้วท่องกลับไปมาบ่อย ๆ
ด้วยวาจา ย่อมทำกรรม. ส่วนในสัจจะ ๒ นอกนี้พระโยคาวจรทำกรรม
ด้วยการฟังเท่านั้นอย่างนี้ว่า นิโรธสจฺจํ อิฏฺฐํ กนฺตํ มนาปํ, มคฺค-
สจฺจํ อิฏฺฐํ กนฺตํ มนาปํ - นิโรธสัจ น่าใคร่ นำปรารถนา น่าชอบ
ใจ มรรคสัจ น่าใคร่ น่าปรารถนา น่าชอบใจ. พระโยคาวจรนั้น
เมื่อทำกรรมอย่างนี้ ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๔ โดยการแทงตลอดครั้งเดียว
ย่อมตรัสรู้โดยการตรัสรู้ครั้งเดียวเหมือนกัน. ย่อมแทงตลอดทุกข์โดย
การแทงตลอดด้วยปริญญา ย่อมแทงตลอดสมุทัยโดยการแทงตลอดด้วย
ปหานะ ย่อมแทงตลอดนิโรธโดยการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา. ย่อม
แทงตลอดมรรคโดยการแทงตลอดด้วยภาวนา. ย่อมตรัสรู้ทุกข์โดยการ
ตรัสรู้ด้วยปริญญา ฯลฯ ย่อมตรัสรู้มรรคโดยการตรัสรู้ด้วยภาวนา.
การแทงตลอดด้วยการเรียน การสอบถาม การฟัง การทรงไว้
และการพิจารณาในสัจจะ ๒ ในส่วนเบื้องต้น ย่อมมีแก่ภิกษุนั้น, ใน
สัจจะ ๒ ย่อมมีการแทงตลอดด้วยการฟังอย่างเดียว. ในส่วนอื่นย่อมมี
การแทงตลอดโดยกิจในสัจจะ ๓ ย่อมมีการแทงตลอดโดยอารมณ์ใน
นิโรธ. ในสัจจะเหล่านั้น ความรู้ด้วยการแทงตลอดแม้ทั้งหมดเป็น
โลกุตระ, ความรู้ด้วยการฟัง การทรงไว้ และการพิจารณาเป็นโลกิย-

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 466 (เล่ม 68)

กามาวจร ส่วนการพิจารณาย่อมมีแก่มรรคสัจจะ นี้เป็นอาทิกัมมิกะ-
กรรมเบื้องต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวการพิจารณานั้นไว้ในที่
นี้. อนึ่ง การพิจารณาด้วยความผูกใจ ความรวบรวม ความใส่ใจว่า
เรารู้ทุกข์ เราละสมุทัย เราทำให้แจ้งนิโรธ เราเจริญภาวนา ดังนี้.
ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้ผู้กำหนดไว้ก่อน. ย่อมมีได้ตั้งแต่ขณะกำหนด. ส่วน
ในภายหลังทุกข์เป็นอันภิกษุกำหนดรู้แล้ว ฯ ล ฯ มรรคเป็นอันภิกษุ
เจริญแล้ว.
ในสัจจะเหล่านั้น สัจจะ ๒ ลึกซึ้งเพราะเห็นได้ยาก. สัจจะ ๒
เห็นได้ยาก เพราะลึกซึ้ง. จริงอยู่ทุกขสัจจะปรากฏแต่เกิด. ในขณะ
ถูกตอและหนามทิ่มแทงเป็นต้น ก็ร้องว่าโอยเจ็บ ! สมุทยสัจจะปรากฏ
แต่เกิดด้วยอยากจะเคี้ยวอยากจะกินเป็นต้น. สัจจะแม้ทั้งสอง ชื่อว่า
ลึกซึ้ง เพราะแทงตลอดด้วยลักษณะ. สัจจะเหล่านั้น ชื่อว่าลึกซึ้ง
เพราะเห็นได้ยากด้วยประการฉะนี้. การประกอบความเพียรเพื่อเห็น
สัจจะ ๒ อย่าง นอกนี้ก็เหมือนเหยียดมือเพื่อถือเอาภวัคคพรหม
เหมือนเหยียดเท้าเพื่อสัมผัสอเวจี และเหมือนการจรดปลายขนทรายที่
แยกออกร้อยส่วนด้วยปลายขนทราย. สัจจะเหล่านั้น ชื่อว่าเห็นได้ยาก
เพราะลึกซึ้งด้วยประการฉะนี้.
พระสารีบุตรกล่าวบทมีอาทิว่า ทุกเข ญาณํ นี้หมายถึงการ
เกิดแห่งญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้นด้วยการเรียนเป็นต้น ในสัจจะ ๔

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 467 (เล่ม 68)

ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะเห็นได้ยาก และชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะลึกซึ้ง แต่
ในขณะแทงตลอดญาณนั้นเป็นอย่างเดียวเท่านั้น.
ส่วนอาจารย์เหล่าอื่นกล่าวว่า ญาณในสัจจะทั้งหลายมี ๔ อย่าง
คือ สุตมยญาณ - ญาณเกิดจากการฟัง ๑ ววัตถานญาณ - ญาณ
เกิดจากการกำหนด ๑ สัมมสนญาณ - ญาณเกิดจากการพิจารณา ๑
อภิสมยภาณ - ญาณเกิดจากการตรัสรู้ ๑.
ในญาณเหล่านั้น สุตมยญาณ เป็นไฉน ? พระโยคาวจรฟัง
สัจจะ ๔ โดยย่อหรือโดยพิสดารย่อมรู้ว่า นี้ทุกข์, นี้สมุทัย, นี้นิโรธ,
นี้มรรค. นี้ชื่อว่า สุตมยญาณ.
ววัตถานญาณ เป็นไฉน ? พระโยคาวจรนั้นย่อมกำหนดความ
ของการฟัง โดยธรรมดา และโดยลักษณะ ย่อมลงความเห็นว่า ธรรม
เหล่านี้นับเนื่องในสัจจะนี้ นี้เป็นลักษณะของสัจจะนี้ นี้ชื่อว่า
ววัตถานญาณ.
สัมมสนญาณ เป็นไฉน ? พระโยคาวจรนั้น กำหนดสัจจะ ๔
ตามลำดับอย่างนี้แล้วถือเอาทุกข์เท่านั้น ย่อมพิจารณาตลอดไปถึงโคตร-
ภูญาณ โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา
นี้ชื่อว่า สัมมสนญาณ.
อภิสมยญาณ เป็นไฉน ? พระโยคาวจรนั้น ตรัสรู้สัจจะ ๔
ด้วยญาณหนึ่ง ในขณะโลกุตรมรรค ไม่ก่อน ไม่หลัง คือย่อมตรัสรู้

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 468 (เล่ม 68)

ทุกข์ โดยการตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้, ย่อมตรัสรู้ สมุทัย โดยการตรัสรู้
ด้วยการละ, ย่อมตรัสรู้ นิโรธ โดยการตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง, ย่อม
ตรัสรู้ มรรค โดยการตรัสรู้ด้วยการเจริญ นี้ชื่อว่า อภิสมยญาณ.
พึงทราบวินิจฉัยในสัมมาสังกัปปนิทเทสดังต่อไปนี้ ชื่อว่า เนก-
ขัมมสังกัปโป เพราะอรรถว่าออกไปจาก กาม.
ชื่อว่า อัพยาปาทสังกัปโป เพราะอรรถว่าออกไปจาก พยา-
บาท. ชื่อว่า อวิหิงสาสังกัปโป เพราะอรรถว่าออกไปจาก วิหิงสา.
ในวิตกเหล่านั้น เนกขัมมวิตก ทำการทำลายเหตุ ตัดเหตุ
ของ กามวิตก เกิดขึ้น, อัพยาปาทวิตก ทำการทำลายเหตุ ตัดเหตุของ
พยาปาทวิตก เกิดขึ้น, อวิหิงสาวิตก ทำการทำลายเหตุ ตัดเหตุของ
วิหิงสาวิตก เกิดขึ้น อนึ่ง เนกขัมมวิตก อัพยาปาทวิตก อวิหิงสา-
วิตก เป็นข้าศึกของกามวิตก พยาปาทวิตก และวิหิงสาวิตกเกิดขึ้น.
ในวิตกเหล่านั้น พระโยคาวจร ย่อมพิจารณากามวิตกหรือ
สังขารอย่างใดอย่างหนึ่งอื่น เพื่อทำลายเหตุแห่งกามวิตก. อนึ่ง ความ
ดำริสัมปยุตด้วยวิปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนาของพระโยคาวจรนั้น
ทำการทำลายเหตุ ตัดเหตุของกามวิตกด้วยสามารถตทังคะ - ชั่วขณะ
นั้นเกิดขึ้น, พระโยคาวจรขวนขวายวิปัสสนาแล้วบรรลุมรรค. อนึ่ง
ความดำริสัมปยุตด้วยมรรคในขณะแห่งมรรคของพระโยคาวจรนั้น ทำ
การทำลายเหตุ ตัดเหตุของกามวิตกด้วยสามารถสมุจเฉท - การตัดขาด

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 469 (เล่ม 68)

เกิดขึ้น. พระโยคาวจรย่อมพิจารณา พยาปาทวิตก หรือสังขารอื่น
เพื่อทำลายเหตุแห่งพยาปาทวิตก, พิจารณาวิหิงสาวิตก, หรือสังขาร
อื่นเพื่อทำลายเหตุแห่งวิหิงสาวิตก. อนึ่ง พึงประกอบบททั้งปวงว่า
อสฺส วิปสฺสนากขเณ - ในขณะแห่งวิปัสสนาของพระโยคาวจรนั้น
โดยนัยก่อนนั่นแล.
ก็เมื่อจำแนกอารมณ์ ๓๘ ไว้ในบาลี แม้กรรมฐานอย่างหนึ่ง
ชื่อว่าไม่เป็นข้าศึก แก่วิตก ๓ มีกามวิตกเป็นต้น ย่อมไม่มี. ปฐมฌาน
ในอสุภะนั่นแล เป็นข้าศึกของกามวิตกโดยส่วนเดียว. ฌานหมวด ๓
หมวด ๔ แห่งเมตตาเป็นข้าศึกของพยาปาทวิตก, ฌานหมวด ๓ หมวด
๔ แห่งกรุณาเป็นข้าศึกของวิหิงสาวิตก. เมื่อพระโยคาวจรนั้นกระทำ
การบริกรรมอสุภะแล้วเข้าฌานวิตกสัมปยุตด้วยฌานในขณะแห่งการเข้า
สมาบัติเป็นข้าศึกของกามวิตกด้วยสามารถวิกขัมภนะ- การข่มไว้ เกิด
ขึ้น. เมื่อพระโยคาวจรทำฌานให้เป็นบาทแล้วเริ่มตั้งวิปัสสนา ความดำริ
สัมปยุตด้วยวิปัสสนาในขณะแห่งวิปัสสนา เป็นข้าศึกของกามวิตกด้วย
สามารถชั่วขณะนั้นเกิดขึ้น. เมื่อพระโยคาวจรขวนขวายวิปัสสนาแล้ว
บรรลุมรรค ความดำริสัมปยุตด้วยมรรคในขณะแห่งมรรคเป็นข้าศึก
ของกามวิตกด้วยสามารถการตัดได้เด็ดขาดเกิดขึ้น. ความดำริอันเกิดขึ้น
อย่างนี้ พึงทราบว่าท่านกล่าวว่า เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป.

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 470 (เล่ม 68)

พึงทราบบททั้งปวงว่า พระโยคาวจรทำบริกรรมด้วยเมตตา, ทำ
บริกรรมด้วยกรุณาแล้วเข้าฌาน โดยนัยก่อนนั่นแล. ความดำริอันเกิด
ขึ้นอย่างนี้ พึงทราบว่าท่านกล่าวว่า อพฺยาปาทสงฺกปฺ อวิหิงฺสา-
สงฺกปฺโป. เนกขัมมสังกัปปะเป็นต้น เหล่านี้ต่างกันในส่วนเบื้องต้น
เพราะการเกิดขึ้นต่างด้วยอำนาจวิปัสสนาและฌาน, แต่ความดำริที่
เป็นกุศลอย่างเดียวเท่านั้น ยังองค์มรรคให้บริบูรณ์ด้วยทำการไม่เกิดให้
สำเร็จ เพราะตัดเหตุแห่งความดำริที่เป็นอกุศล ซึ่งเกิดขึ้นในฐานะ ๓
เหล่านี้ ในขณะแห่งมรรคเกิดขึ้น นี้ชื่อว่า สัมมาสังกัปปะ.
พึงทราบวินิจฉัยใน สัมมาวาจานิทเทส ดังต่อไปนี้ เพราะ
ภิกษุเว้นจาก มุสาวาทด้วยจิตอื่น เว้นจากปิสุณาวาจาเป็นต้น ด้วยจิต
อื่นๆ ฉะนั้นการเว้นอย่างนี้ จึงต่างกันในส่วนเบื้องต้น, แต่
ในขณะแห่งมรรค การเว้นที่เป็นกุศลกล่าวคือสัมมาวาจาอย่างเดียวเท่า
นั้น ยังองค์มรรค ๘ ให้บริบูรณ์ด้วยสามารทำความไม่เกิดให้สำเร็จได้
เพราะตัดทางแห่งเจตนาอันเป็นอกุศล และความเป็นผู้ทุศีล ๔ อย่าง
กล่าวคือมิจฉาวาจา ย่อมเกิดขึ้น นี้ชื่อว่า สัมมาวาจา.
พึงทราบวินิจฉัยใน สัมมากัมมันตนิทเทส ดังต่อไปนี้ เพราะ
ภิกษุเว้นจากปาณาติบาตด้วยจิตอื่น เว้นจากอทินนาทานด้วยจิตอื่น
เว้นจากมิจฉาจารด้วยจิตอื่น ฉะนั้นการเว้น ๓ อย่างเหล่านี้ จึงต่างกัน
ในส่วนเบื้องต้น แต่ในขณะแห่งมรรค การเว้นที่เป็นกุศล กล่าวคือ

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 471 (เล่ม 68)

สัมมากัมมันตะ เป็นอย่างเดียว ยังองค์แห่งมรรคให้บริบูรณ์ด้วย
สามารถทำการไม่เกิดให้สำเร็จ เพราะตัดทางแห่งเจตนาอันเป็นอกุศล
และความเป็นผู้ทุศีล ๓ อย่าง ได้แก่ มิจฉากัมมันตะ เกิดขึ้น. นี้
ชื่อว่า สัมมากัมมันตะ.
พึงทราบวินิจฉัยใน สัมมาอาชีวนิทเทส ดังต่อไปนี้ บทว่า
อิธ ได้แก่ ในศาสนานี้. บทว่า อริยสาวโก ได้แก่ สาวกของ
พระพุทธเจ้าผู้เป็นอริยะ. บทว่า มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย ได้แก่ ละ
อาชีวะที่ลามก. บทว่า สมฺมาอาชีเวน ได้แก่ อาชีพที่ดีที่พระพุทธเจ้า
ทางสรรเสริญ. บทว่า ชีวิตํ กปฺเปติ-สำเร็จความเป็นอยู่ ได้แก่
ยังความเป็นไปของชีวิตให้เป็นไป.
เพราะภิกษุในศาสนานี้ เว้นจากการก้าวล่วงทางกายทวารด้วย
จิตอื่น เว้นจากการก้าวล่วงทางวจีทวารด้วยจิตอื่น ฉะนั้นอาชีวะย่อม
เกิดขึ้นในขณะต่าง ๆ กันในส่วนเบื้องต้น แต่ในขณะแห่งมรรคการ
เว้นที่เป็นกุศล กล่าวคือ สัมมาอาชีวะเป็นอย่างเดียว ยังองค์แห่งมรรค
ให้บริบูรณ์ด้วยสามารถทำความไม่เกิดให้เสร็จ เพราะตัดทางแห่งเจตนา
อันเป็นมิจฉาอาชีวะ และความเป็นผู้ทุศีลอันเกิดขึ้นด้วยสามารถกรรม-
บถ ๗ ในทวาร ๒ เกิดขึ้น นี้ชื่อว่า สัมมาอาชีวะ.
พึงทราบวินิจฉัยใน สัมมาวายามนิทเทส ดังต่อไปนี้ บทว่า
อิธ ภิกฺขุ ได้แก่ ภิกษุผู้ปฏิบัติในศาสนานี้.

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 472 (เล่ม 68)

บทว่า อนุปฺปนฺนานํ ได้แก่ ยังไม่เกิด. บทว่า ปาปกานํ
ได้แก่ ลามก. บทว่า อกุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมที่เป็นอกุศล.
บทว่า อนุปฺปาทาย ได้แก่ เพื่อไม่ให้เกิดขึ้น.
บทว่า ฉนฺทํ ชเนติ - ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ได้แก่ ยัง
ฉันทะในกุศล กล่าวคือความเป็นผู้ใคร่ทำให้เกิด คือ ให้เกิดขึ้น. บทว่า
วายมติ-ย่อมพยายาม ได้แก่ ยังความเพียรให้เกิด คือ ทำความเพียร.
บทว่า วีริยํ อารภติ- ปรารภความเพียร ได้แก่ ทำความเพียรทาง .
กายและทางจิต. บทว่า จิตฺตํ ปคฺคณหาติ - ประคองจิต ได้แก่
ยกจิตขึ้นด้วยความเพียรอันรวมกันนั้นนั่นเอง. บทว่า ปทหติ - ตั้ง
จิตไว้ ได้แก่ ทำความเพียรเป็นที่ตั้ง. พึงประกอบบท ๔ บทเหล่านี้
ด้วย อาเสวนา- การเสพ ภาวนา- การเจริญ พหุลีกรรม-การ
ทำให้มาก สาตัจจกิริยา-การทำติดต่อ ตามลำดับไป.
บทว่า อุปฺปนฺนานํ-ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่ ถึงความไม่ควรจะ
กล่าวว่า อนุปฺปนฺานํ - ที่ยังไม่เกิด. บทว่า ปหานาย ได้แก่
เพื่อละ, บทว่า อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํได้แก่ กุศลธรรม
ที่ยังไม่เกิด.
บทว่า อุปฺปาทาย ได้แก่ เพื่อให้เกิดขึ้น. บทว่า อุปฺปนฺนานํ
ได้แก่ ที่เกิดขึ้นแล้ว. บทว่า  ิติยา ได้แก่ เพื่อความตั้งมั่น. บทว่า
อสมฺโมสาย - เพื่อความไม่ฟั่นเฟือน ได้แก่ เพื่อความไม่ฉิบหาย.

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 473 (เล่ม 68)

บทว่า ภิยฺโยภาวาย - เพื่อความเจริญโดยยิ่ง ได้แก่ เพื่อความเจริญ
บ่อย ๆ. บทว่า เวปุลฺลาย ได้แก่ เพื่อความไพบูลย์. บทว่า ภาวนาย
ได้แก่ เพื่อความเจริญ. บทว่า ปาริปูริยา ได้แก่ เพื่อความบริบูรณ์.
ก็สัมมัปธาน ๔ อัน ได้แก่ สัมมาวายามะ เหล่านี้เป็นโลกิยะ
ในส่วนเบื้องต้น เป็นโลกุตระในขณะแห่งมรรค. แต่ในขณะแห่มรรค
ความเพียรอย่างเดียวเท่านั้น ย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง ด้วยสามารถทำกิจ
๔ อย่างให้สำเร็จ.
ในสัมมัปธานเหล่านั้น พึงทราบสัมมัปธานที่เป็นโลกิยะ โดย
นัยที่ท่านกล่าวไว้ในกัสสปสังยุตนั่นแล. ในกัสสปสังยุตนั้นท่านกล่าว
ไว้ว่า
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ สัมมัปธาน ๔ เหล่านี้.
สัมมัปธาน ๔ เป็นไฉน ? ดูก่อนอาวุโส ภิกษุใน
ศาสนานี้ทำความเพียรว่า อกุศลธรรมอันลามก
ยังไม่เกิดแก่เรา เมื่อเกิดพึงเป็นไปเพื่อความฉิบ-
หาย, ภิกษุทำความเพียรว่า อกุศลธรรมอันลามก
เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อไม่เกิดขึ้น จะพึงเป็นไปเพื่อ
ความฉิบหาย, ภิกษุความเพียรว่า กุศลธรรม
ยังไม่เกิดแก่เรา เมื่อไม่เกิดขึ้น จะพึงเป็นไป
เพื่อความฉิบหาย, ภิกษุทำความเพียรว่า กุศลธรรม

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 474 (เล่ม 68)

เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อดับไปพึงเป็นไปเพื่อความ
ฉิบหายดังนี้.๑
ในบทเหล่านั้นบทว่า อนุปฺปนฺนา ได้แก่ กิเลสที่ยังไม่เกิด
ด้วยความไม่ปรากฏ หรือด้วยอารมณ์ที่ยังไม่เกิด. อกุศลธรรมอันลามก
ที่ยังไม่เกิดในสงสารอันไม่รู้เบื้องต้นและที่สุดโดยประการอื่น ย่อมไม่มี,
อกุศลธรรมเหล่านี้นั่นแหละ ที่ยังไม่เกิดและเมื่อเกิดก็ย่อมเกิด, แม้เมื่อ
ละก็ย่อมละได้.
ในบทนั้น กิเลสทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ ด้วยสามารถวัตร
คันถะ ธุดงค์ สมาธิ วิปัสสนา นวกรรม และภพอย่างใดอย่างหนึ่ง
แก่ภิกษุบางรูป. ถามว่า อย่างไร ? ตอบว่า เพราะภิกษุบางรูปเป็นผู้
ถึงพร้อมแล้วด้วยวัตร กิเลสทั้งหลายไม่ได้โอกาสแก่ภิกษุผู้ประพฤติ
ขันธกวัตร ๘๐๒ มหาวัตร ๑๔๓ และเจติยังคณวัตร - บูชาลานเจดีย์
โพธิยังคณวัตร - บูชาลานโพธิ์ ปานียมาฬกวัตร - ตั้งน้ำดื่มไว้ที่เรือน
ยอด อุโปสถาคารวัตร - ปฏิบัติในโรงอุโบสถ อาคันตุกวัตร - ต้อนรับ
ภิกษุผู้จรมา คมิกวัตร - ปฏิบัติต่อภิกษุผู้เตรียมจะไป แต่ภายหลังเมื่อ
ภิกษุนั้นสละวัตรทั้งหลาย ทำลายวัตรเที่ยวไป กิเลสทั้งหลายอาศัยความ

474