ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 435 (เล่ม 68)

ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์เป็นต้นได้ยาก เหมือนรู้สัตว์มีชีวิในจำพวก
มันททสกะ - วัยอ่อน ๑๐ ขวบเป็นต้นได้ยาก. และเหมือนรู้ยิ่งไม่มี
ชีวิตในจำพวก ดอกไม้ ผลไม้และใบไม้เป็นต้นได้ยากฉะนั้น. อธิบาย
ว่า ได้แก่ นิรันตรชรา - ชราติดต่อกันไป. เมื่อกล่าวโดยประการอื่น
จากนั้น ชรา ชื่อว่า สวีจีชรา เพราะรู้ความแตกต่างของชนิดเป็นต้น
ในระหว่าง ๆ ได้ง่าย.
ในชรา ๒ อย่างนั้น สวีจิชรา พึงทราบอย่างนี้ ด้วยอำนาจ
ของอุปาทินนกะและอนุปาทินนกะ ฟันน้ำมันย่อมขึ้นแก่เด็กเล็กเป็น
ครั้งแรก แต่ฟันน้ำมันเหล่านั้นไม่มั่นคง. เมื่อฟันน้ำมันหลุดไป ฟัน
ก็ขึ้นอีก ฟันเหล่านั้นครั้งแรกเป็นสีขาว, ครั้นถูกลมชรากระทบ ก็
กลายเป็นสีดำ. ผมครั้งแรกเป็นสีแดง, จากนั้นก็เป็นสีดำ, จากนั้น
ก็เป็นสีขาว. ผิวก็มีเลือดฝาด. เมื่อเจริญขึ้น ๆ ส่วนที่สีขาวก็ผ่องใส,
ส่วนที่สีดำก็ปรากฏเป็นสีดำ, เมื่อถูกลมชรากระทะ ก็มีรอยย่น.
ข้าวกล้าในเวลาหว่านก็เป็นสีขาว ภายหลังก็เป็นสีเขียว, เมื่อถูกลม
ชรากระทบก็เป็นสีเหลือง. ควรแสดงถึงพืชต้นมะม่วงบ้าง.
พึงทราบวินิจฉัยในมรณนิทเทสดังต่อไปนี้. บทว่า จุติ ท่าน
กล่าวด้วยอำนาจการเคลื่อน. บทนี้เป็นคำกล่าวถึงความเสมอกันของ
ขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕.
บทว่า จวนตา - ความเคลื่อน เป็นบทชี้ถึงลักษณะ โดยกล่าว
ถึงภาวะ.

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 436 (เล่ม 68)

บทว่า เภโท - ความแตก เป็นบทแสดงถึงการเกิดความแตก
ของ จุติขันธ์.
บทว่า อนฺตรธานํ - ความหายไป เป็นบทแสดงถึงความไม่มี
ฐานะ โดยปริยายอย่างใด ๆ ของจุติขันธ์ที่แตกแล้ว ดุจหม้อที่แตก
บทว่า มจฺจุ มรณํ ได้แก่ ความตาย กล่าวคือ ถึงความตาย
มิใช่ตายชั่วขณะ มัจจุผู้ทำที่สุด ชื่อว่า กาละ, การทำกาละนั้น ชื่อว่า
กาลกิริยา. ด้วยเหตุเพียงนี้ ท่านแสดงถึงความตายโดยสมมติ.
บัดนี้ เพื่อแสดงโดยปรมัตถ์ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
ขนฺธานํ เภโท - ความแตกแห่งขันธ์. จริงอยู่โดยปรมัตถ์ ขันธ์เท่านั้น
แตก สัตว์ไร ๆ ไม่ตาย. เมื่อขันธ์แตกสัตว์ก็ตาย. จึงมีคำกล่าวว่า
เมื่อขันธ์แตก สัตว์ตายแล้ว. อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบความแตกแห่ง
ขันธ์ ด้วยอำนาจของขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕. พึงทราบความทอดทิ้ง
ซากศพ ด้วยอำนาจของขันธ์ ๑, พึงทราบความแตกแห่งขันธ์ ด้วย
อำนาจของขันธ์ ๔ พึงทราบการทอดทิ้งซากศพ ด้วยอำนาจสองขันธ์
ที่เหลือ. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะซากศพ คือ รูปกาย
ยังมีอยู่แม้ในสองภพ. อีกอย่างหนึ่ง เพราะขันธ์แม้ในชั้นจาตุมหา-
ราชิกายังแตกได้, ย่อมไม่ทอดทิ้งอะไร ๆ ไว้. ฉะนั้น ความแตกแห่ง
ขันธ์ ด้วยอำนาจขันธ์เหล่านั้นจึงเป็นการทอดทิ้งซากศพไว้ในมนุษย์
เป็นต้น. อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวถึงมรณะเพราะทำการทอดทิ้งซากศพ
ว่า กเฬวรสฺส นิกฺเขโป - การทอดทิ้งซากศพ.

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 437 (เล่ม 68)

ด้วยบทนี้ว่า ชีวิตินฺทฺริยสฺสุปจฺเฉโท - ความขาดแห่งชีวิตน-
ทรีย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ชื่อว่า มรณะ ย่อมมีแก่ผู้ที่
ยังมีอินทรีย์ผูกพันอยู่เท่านั้น, ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ไม่มีอินทรีย์ผูกพันอยู่.
ส่วนบทว่า สสฺสํ มตํ, รุกฺโข มโต - ข้าวกล้าตาย ต้นไม้ตายเป็น
เพียงโวหารเท่านั้น. แต่โดยอรรถคำเห็นปานนี้ แสดงถึงความสิ้นไป
และความเสื่อมไปของข้าวกล้าเป็นต้นเท่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชาติ ชรา มรณะเหล่านี้เที่ยวแสวงหาช่องของ
สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ดุจปัจจามิตรผู้มุ่งร้าย ฉะนั้น. เหมือนอย่างว่า
ปัจจามิตร ๓ คน ของบุรุษเที่ยวคอยหาช่อง. ปัจจามิตรคนหนึ่งพึง
กล่าวว่า เราจักกล่าวพรรณนาคุณของป่าโน่น แล้วจักพาบุรุษนั้นไปที่
ป่านั้น, เราจะไม่ทำร้ายในบุรุษนี้เลย. ปัจจามิตรคนที่สองพึงกล่าวว่า
ในเวลาที่ท่านพาบุรุษนี้ไปเราจักโบยทำให้หมดกำลัง. เราจะไม่ทำรุณ
แรงในบุรุษนี้เลย. ปัจจามิตรคนที่สามพึงกล่าวว่า เมื่อท่านโบยบุรุษนี้
ทำให้หมดกำลังแล้ว การเอาดาบตัดศีรษะเป็นภาระของเรา ครั้นปัจจา-
มิตรเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็พึงทำตามนั้น.
การคร่าออกจากแวดวงของเพื่อนและญาติ แล้วให้ไปอยู่ในที่ใด
ที่หนึ่ง ดุจปัจจามิตรคนที่หนึ่งกล่าวพรรณนาคุณของป่า แล้วพาบุรุษ
นั้นไปในป่านั้น พึงทราบว่า เป็น กิจของชาติ, การล้มลงในขันธ์
ที่เกิดแล้วต้องอาศัยผู้อื่นและนอนพักผ่อนบนเตียง ดุจการโบยของ
ปัจจามิตรคนที่สองแล้วทำให้หมดกำลัง พึงทราบว่า เป็น กิจของชรา.

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 438 (เล่ม 68)

การทำให้ถึงสิ้นชีวิต ดุจการเอาดาบที่คมตัดศีรษะของปัจจามิตรคนที่สาม
พึงทราบว่า เป็น กิจของมรณะ.
อีกอย่างหนึ่ง ในบทนี้ ชาติทุกข์ พึงเห็นดุจการเข้าไปสู่ที่
มหากันดารอันมีโทษ, ชราทุกข์ พึงเห็นดุจคนที่ไม่มีข้าวและน้ำในที่
นั้นหมดกำลังลง มรณทุกข์ พึงเห็นดุจการถึงความเสื่อมและความ
พินาศด้วยสัตว์ร้ายเป็นต้นของคนที่หมดกำลัง ผู้หมดความพยายามใน
การเปลี่ยนอิริยาบถ.
พึงทราบวินิจฉัยในโสกนิทเทสดังต่อไปนี้ ชื่อว่า พฺยสนํ
เพราะอรรถว่าถึงความพินาศ, อธิบายว่า ทอดทิ้งประโยชน์และความ
สุขนอนซบเซา. ความพินาศของญาติทั้งหลาย ชื่อว่า ญาติพฺยสนํ,
ความสิ้นญาติเพราะภัยแต่โจรและโรคเป็นต้น ชื่อว่า ญาติวินาโส.
ด้วยความพินาศแห่งญาตินั้น.
บทว่า ผุฏฺฐสฺส - กระทบแล้ว คือ ท่วมทับ ครอบงำ, ได้แก่
ประกอบพร้อม. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. แต่ความต่างกัน
มีดังนี้ ความพินาศแห่งสมบัติ ชื่อว่า โภคพฺยสนํ. อธิบายว่า ความ
สิ้นสมบัติ ความพินาศแห่งโภคะ ด้วยราชภัยและโจรภัยเป็นต้น.
ความพินาศ คือ โรคนั้นเอง ชื่อว่า โรคพฺยสนํ. จริงอยู่
โรค ชื่อว่า พยสนะ เพราะอรรถว่า ยังความไม่มีโรคให้พินาศไป.
ความพินาศ แห่งศีล ชื่อว่า สีลพฺยสนํ บทนี้เป็นชื่อของ
ความเป็นผู้ทุศีล.

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 439 (เล่ม 68)

ความพินาศ คือ ทิฏฐินั้นเองเกิดขึ้นแล้วทำสัมมาทิฏฐิให้พินาศ
ชื่อว่า ทิฏฺฐพฺยสนํ-ความพินาศแห่งทิฏฐิ.
อนึ่ง ในบทนี้ สองบทแรกยังไม่สมบูรณ์,๑ ตามบทหลังสมบูรณ์
แล้ว ถูกกำจัดด้วยไตรลักษณ์. อนึ่ง สามบทแรกเป็นกุศลก็ไม่ใช่
เป็นอกุศลก็ไม่ใช่. สองบท คือ สีลพยสนะ และทิฏฐิพยสนะเป็น
อกุศล
บทว่า อญฺญตรญฺญตคเรน- ความพินาศอื่น ๆ คือ เมื่อถูกความ
พินาศอย่างใดอย่างหนึ่งจับต้องก็ดี เมื่อถูกความพินาศแห่งมิตรและ
อำมาตย์อย่างใดอย่างหนึ่งไม่จับต้องก็ดี.
บทว่า สมนฺนาคตสฺส - ประจวบแล้ว คือ ติดตามอยู่เสมอ
ไม่พ้นไปได้.
บทว่า อญฺญตรญฺญตเรน ทุกฺขธมฺเมน - อันเหตุแห่งทุกข์
อื่น ๆ คือ เหตุเกิดทุกข์เพราะความโศกอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า โสโก ได้แก่ ความโศก ด้วยอำนาจแห่งกิริยาที่โศก.
บทนี้เป็นปฐมาวิภัตติลงในอรรถแห่งสภาวะของความโศก อันเกิดขึ้น
ด้วยเหตุเหล่านั้น.
บทว่า โสจนา - กิริยาที่โศก ได้แก่ อาการของความโศก.
๑. สองบทแรก คือ ญาติพยสนะ โภคพยสนะเป็นอนิปผันนะ

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 440 (เล่ม 68)

บทว่า โสจิตตฺตํ ได้แก่ ความเป็นผู้โศก. บทว่า อนฺโตโสโก
ได้แก่ ความโศก ณ ภายใน. บทที่สองเพิ่มอุปสรรคลงไป. จริงอยู่
ความโศกนั้น ท่านกล่าวว่า อนฺโตโสโก อนฺโตปริโสโก - ความ
ตรอมตรม ณ ภายใน เพราะความโศกเกิดขึ้นดุจเหี่ยวแห้งตรอมตรม
ณ ภายใน.
บทว่า เจตโส ปริชฺฌายนา - ความเผาจิต ได้แก่ อาการ
เผาจิต. เพราะความโศกเมื่อเกิดขึ้น. ย่อมเผาจิตดุจไฟเผา. ทำให้พูด
ได้ว่า จิตของเราถูกเผา, แสงสว่างไร ๆ ไม่มีแก่เราเลย.
ใจมีทุกข์ ชื่อว่า ทุมฺมโน - เสียใจ ความเป็นผู้เสียใจ ชื่อว่า
โทมนสฺสํ. ชื่อว่า โสกสลฺลํ ได้แก่ ลูกศร คือ ความโศก ด้วย
อรรถว่า เข้าไปข้างใน พึงทราบในปริเทวนิทเทสดังต่อไปนี้ ชื่อว่า
อาเทโว - ครวญหา ด้วยอรรถว่า เป็นเหตุร้องให้ครวญหาอย่างนี้ ว่า
ธิดาของฉัน, บุตรของฉันดังนี้.
ชื่อว่า ปริเทโว - ความคร่ำครวญ ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุประการ
คุณความดีแล้วคร่ำครวญ. ท่านกล่าวสองบท สองบทอื่นจากบทนั้น
ด้วยแสดงถึงอาการของสองบทต้นนั่นเอง.
บทว่า วาจา คือ คำพูด.
บทว่า ปลาโป - ความบ่น ได้แก่ คำพูดที่ไร้ประโยชน์ไป
เปล่าๆ ชื่อว่า วิปฺปลาโป - ความเพ้อ ด้วยอรรถว่า บ่นเรื่อยเปื่อย
ไปโดยพูดไปได้หน่อยหนึ่ง แล้วก็พูดอย่างอื่นเป็นต้น.

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 441 (เล่ม 68)

บทว่า ลาลปฺโป ความพูดพร่ำเพรื่อ ได้แก่ พูดแล้วพูดอีก.
อาการพูดพร่ำเพรื่อ ชื่อว่า ลาลปฺปนา - กิริยาที่พูดพร่ำเพรื่อ. ความ
เป็นผู้พูดพร่ำเพรื่อ ชื่อว่า ลาลปฺปิตตฺตํ.
พึงทราบวินิจฉัยในทุกขนิทเทสดังต่อไปนี้ ชื่อว่า กายิกํ-
เพราะอาศัยกาย.
ชื่อว่า อสาตํ - ความไม่สำราญ ด้วยอรรถว่า ไม่มีความชื่นฉ่ำ
ความไม่สำราญทางใจย่อมใช้ด้วยบทว่า กายิกะ, ความสำราญทางกาย
ย่อมใช้ด้วยบทว่า อสาตํ.
ชื่อว่า ทุกฺขํ ด้วยอรรถว่า ถึงความยาก อธิบายว่า ทุกข์นั้น
เกิดแก่ผู้ใด. ย่อมทำผู้นั้นให้ลำบาก. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทุกฺขํ
เพราะทนได้ยาก.
บทว่า กายสมฺผสฺสชํ ได้แก่ เกิดแต่กายสัมผัส.
บทว่า อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ - ความไม่สำราญ ความลำบาก
ที่สัตว์เสวยแล้ว ได้แก่ ความไม่สำราญที่สัตว์เสวยแล้ว, ความสำราญ
ที่สัตว์ไม่ได้เสวย, ทุกข์ที่สัตว์เสวยแล้ว, สุขที่สัตว์ไม่ได้เสวย.
สามบทข้างหน้าท่านกล่าวเป็นอิตถีลิงค์. ในบทนี้ มีอธิบาย
อย่างนี้ว่า ความไม่สำราญเป็นเวทนา, ความสำราญไม่ใช่เวทนา. ทุกข์
เป็นเวทนา สุขไม่ใช่เวทนา. พึงทราบโยชนาท่านแก้ไว้อย่างนี้ว่า
ความไม่สำราญ ความลำบากอันมีทางกายที่สัตว์เสวยแล้วอันใด. ความ

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 442 (เล่ม 68)

ไม่สำราญ ทุกขเวทนาอันเกิดแต่กายสัมผัส อันใด นี้ท่านกล่าวว่า
ทุกข์.
พึงทราบวินิจฉัยในโทมนัสสนิทเทสดังต่อไปนี้ ชื่อว่า ทุมฺมโน
เพราะอรรถว่า ใจเสีย, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทุมฺมโน เพราะอรรถ
ว่า ใจน่าเกลียด เพราะได้รับแต่ความเลวร้าย. ความมีใจเสีย ชื่อว่า
โทมนสฺสํ.
ชื่อว่า เจตสิกํ เพราะอาศัยจิต.
บทว่า เจโตสมฺผสฺสชํ เกิดแต่สัมผัสทางใจ.
พึงทราบวินิจฉัยในอุปายาสนิทเทสดังต่อไปนี้ ชื่อว่า อายาโส
เพราะอรรถว่าความทุกข์ใจ. บทนี้เป็นชื่อของความลำบาใจ อันเป็น
ไปในอาการใจหายใจคว่ำ. ความทุกข์ใจมีกำลัง ชื่อว่า อุปายาโส - ความ
แค้น. ความเป็นผู้แค้น ชื่อว่า อายาสิตตฺตํ. ความเป็นผู้เคือง ชื่อว่า
อุปายาสิตตฺตํ.
พึงทราบวินิจฉัยในอัปปิยสัมปโยคนิทเทสดังต่อไปนี้ บทว่า อิธ
ได้แก่ ในโลกนี้.
บทว่า ยสฺส ตัดบทเป็น เย อสฺส.
บทว่า อนิฏฺฐา - ไม่น่าปรารถนา คือ ไม่น่าแสวงหา. จะน่า
แสวงหาก็ตาม ไม่น่าแสวงหาก็ตาม ยกไว้, บทนี้เป็นชื่อของอารมณ์
ที่ไม่น่าพอใจ.
ชื่อว่า อกนฺตา - ไม่น่าใคร่ เพราะอรรถว่า ไม่ก้าวเข้าไปในใจ.

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 443 (เล่ม 68)

ชื่อว่า อมนาปา-ไม่น่าพอใจ เพราะอรรถว่า ไม่น่ารักในใจ
หรือไม่เจริญใจ.
บทว่า รูปา เป็นต้น แสดงถึงสภาวะของบทเหล่านั้น.
ชื่อว่า อนตฺถกามา เพราะอรรถว่า หวัง คือ ปรารถนา
สิ่งไม่เป็นประโยชน์.
ชื่อว่า อหิตกามา เพราะอรรถว่า หวัง คือ ปรารถนาสิ่ง
ไม่เกื้อกูล.
ชื่อว่า อผาสุกามา เพราะอรรถว่า หวัง คือ ปรารถนาความไม่
ผาสุกอยู่อย่างลำบาก.
ชื่อว่า อโยคกฺเขมกามา เพราะอรรถว่า ไม่หวังความปลอด
โปร่ง ความปลอดภัย ความหลุดพ้นจากโยคะ ๔ คือ หวังปรารถนา
ความมีภัย ความเวียนว่ายตายเกิด ของรูปเป็นต้นเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อนตฺถกามา เพราะไม่หวังสิ่งเป็น
ประโยชน์ คือ ความเจริญแห่งศรัทธาเป็นต้น , และเพราะหวังสิ่งไม่
เป็นประโยชน์ คือ ความเสื่อมแห่งศรัทธาเป็นต้นเหล่านั้น.
ชื่อว่า อหิตกามา เพราะไม่หวังประโยชน์เกื้อกูลอันเป็นอุบาย
เข้าถึงศรัทธาเป็นต้น และเพราะหวังสิ่งไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล อัน
เป็นอุบายเข้าถึงความเสื่อมศรัทธาเป็นต้น.
ชื่อว่า อผาสุกามา เพราะไม่หวังอยู่สบาย, และเพราะหวัง
อยู่ไม่สบาย.

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 444 (เล่ม 68)

ชื่อว่า อโยคกฺเขมกามา เพราะไม่หวังความปลอดภัยใด ๆ.
และเพราะหวังความมีภัย. พึงเห็นความในบทนี้ อย่างนี้ ด้วยประการ
ฉะนี้.
บทว่า สงฺคติ ได้แก่ การไปร่วมกัน.
บทว่า สมาคโม ได้แก่ การมาร่วมกัน.
บทว่า สโมธานํ ได้แก่ การอยู่ร่วมทั้งในเวลายืนเวลานั่ง
เป็นต้น.
บทว่า มิสฺสีภาโว ได้แก่ การทำกิจทั้งปวงร่วมกัน. บทนี้
โยชนาแก้ว่า ด้วยอำนาจสัตว์. แต่พึงถือเอากิจที่ได้ด้วยอำนาจของ
สังขาร. การอยู่ร่วมกันกับสัตว์หรือสังขารอันไม่เป็นที่รักนั้น โดยอรรถ
ชื่อว่า ธรรมข้อหนึ่งไม่มี, ท่านกล่าวว่า ทุกข์ เพราะความเป็นที่ตั้ง
แห่งทุกข์ แม้ ๒ อย่าง ของสัตว์ผู้อยู่ร่วมกันกับสัตว์หรือสังขารอันไม่
เป็นที่รัก.
ปิยวิปปโยคนิทเทส พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
ในบทมีอาทิว่า มาตา วา ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงความหวังประโยชน์
โดยสรุป.
ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า มาตา เพราะอรรถว่า ถนอมรัก.
ชื่อว่า ปิตา เพราะอรรถว่า ประพฤติน่ารัก.
ชื่อว่า ภาตา เพราะอรรถว่า ย่อมคบ.
ชื่อว่า ภคินี ก็เหมือนกัน.

444