ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 425 (เล่ม 68)

แห้ง, ย่อมได้รับทุกข์อย่างแสนสาหัส ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส ปริเทวะ ว่าเป็นทุกข์.
ทุกข์ชื่อว่าเป็นทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ทางกายมีลักษณะบีบคั้นทางใจ,
อนึ่งชื่อว่าทุกข์เป็นทุกข์ เพราะเป็นทุกข์ในทุกข์ และเพราะนำมาซึ่ง
ทุกข์มีในใจ. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า
ทุกข์นี้ย่อมบีบคั้นกาย และให้เกิดทุกข์ใจ
ยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวโดยวิเศษว่า ทุกฺขํ.
โทมนัสสะเป็นทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ทางใจมีลักษณะบีบคั้นทางใจ.
อนึ่ง โทมนัสสะชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นทุกขในทุกข์ และเพราะนำมาซึ่ง
ทุกข์ทางกาย. จริงอยู่สัตว์ทั้งหลายที่ได้รับทุกข์ทางใจมาก ย่อมเสวยทุกข์
มากมายเช่นสยายผมร้องไห้คร่ำครวญ. ขยี้อก, หมุนมาหมุนไป หก
ขะเมน, คว้าศัสตรา, ดื่มยาพิษ, แขวนคอ, เข้ากองไฟ ดังที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า
เพราะจิตได้รับการบีบคั้น และนำความบีบ-
คั้นแก่กายอีกด้วย, ฉะนั้นท่านจึงกล่าวโทมนัสสะ
ว่าเป็นทุกข์เพราะความเสียใจ.
อุปายาสะเป็นทุกข์ ได้แก่ โทสะทำให้เกิดทุกข์ทางใจอย่างยิ่งของ
ผู้ถูกความเสื่อมจากญาติเป็นต้นมาถูกต้อง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
ธรรมข้อหนึ่งอันนับเนื่องด้วยสังขารขันธ์. อุปายาสะ ชื่อว่า เป็นทุกข์

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 426 (เล่ม 68)

เพราะเป็นสังขารทุกข์ เพราะเผาผลาญจิต เพราะความอึดอัดทางกาย.
ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
อุปายาสะเป็นทุกข์ เพราะความเผาผลาญจิต
และเพราะความอึดอัดทางกายเป็นอย่างมาก ย่อม
ยังทุกข์ให้เกิด เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อุปา-
ยาสะเป็นทุกข์.
อนึ่ง ในบทว่า โสกะ ปริเทวะ และอุปายาสะนี้พึงเห็นว่า โสกะ
เหมือนน้ำหุงข้าวด้วยไฟอ่อนน้ำข้าวเดือดอยู่ภายในภาชนะ, พึงเห็น
ปริเทวะ เหมือนน้ำหุงข้าวด้วยไฟแรงน้ำข้าวก็เดือดล้นออกนอกภาชนะ,
พึงเห็นอุปายาสะ เหมือนน้ำข้าวส่วนที่เหลือจากการล้นออกไม่เพียงพอที่
จะออกได้ น้ำข้าวที่หุงก็จะหมดสิ้นไปภายในภาชนะนั่นเอง.
๘๒ ] การอยู่ร่วมกับสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รัก ชื่อว่า อัป-
ปิยสัมปโยคทุกข์. อัปปิยสัมปโยคทุกข์  ชื่อว่า เป็นทุกข์เพราะเป็นที่
ตั้งแห่งทุกข์. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ทุกข์ครั้งแรกย่อมเกิดในจิต เพราะเห็นสัตว์
และสังขารอันไม่เป็นที่รัก หรือทุกข์ที่เกิดเพราะ
การทรมาน ย่อมมีในกายนี้.
แม้ทุกข์ทั้งสองนี้โดยวัตถุ ก็เป็นการอยู่ร่วม
กับสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รัก เป็นที่รู้กันว่า

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 427 (เล่ม 68)

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ตรัสว่า การ
อยู่ร่วมกับสัตว์และสังขารว่าเป็นทุกข์.
การพลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก ชื่อว่า ปิยวิปป-
โยคทุกข์. ปิยวิปปโยคทุกข์ ชื่อว่า เป็นทุกข์เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
คนพาลทั้งหลายเพียบพร้อมด้วยลูกศร คือ
ความโศก เพราะการพลัดพรากจากญาติและสมบัติ
ย่อมเสียดแทงหัวใจ วิปปโยคทุกข์ นี้ รู้กันแล้วว่า
เป็นทุกข์.
ในการไม่ได้สมความปรารถนาพึงทราบความต่อไปนี้ ความ
ปรารถนาในวัตถุที่ไม่ควรได้ท่านกล่าวว่า ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ, ตมฺปิ-
ทุกฺขํ - ความไม่ได้สมความปรารถนาก็เป็นทุกข์. อธิบายว่า เมื่อ
ปรารถนาในวัตถุที่ไม่ควรได้โดยธรรมก็ไม่ได้. ความปรารถนานั้นก็เป็น
ทุกข์. ความไม่ได้สมความปรารถนา ชื่อว่า เป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้ง
แห่งทุกข์. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ทุกข์เกิดจากการพิฆาต ย่อมเกิดแก่สัตว์ทั้ง-
หลายในโลกนี้โดยที่ไม่ได้สิ่งนั้น ๆ ตามปรารถนา.
เพราะความปรารถนาวัตถุที่ไม่ควรได้ อันเป็นเหตุ

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 428 (เล่ม 68)

แห่งทุกข์นั้น, ฉะนั้นพระชินเจ้าจึงได้ตรัสถึงความ
ไม่ได้สมปรารถนาว่าเป็นทุกข์.
ในบทว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา - โดยย่ออุปาทาน-
ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ มีอธิบายดังต่อไปนี้ บทว่า สงฺขิตฺเตน ท่านกล่าว
หมายถึงเทศนา. เพราะไม่สามารถจะย่อทุกข์ได้ว่า ทุกข์ร้อยมีประมาณ
เท่านี้ ทุกข์พันมีประมาณเท่านี้, แต่เทศนาสามารถจะย่อได้. ฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงย่อเทศนาจึงตรัสอย่างนี้ว่า ชื่อว่า ทุกข์
ไม่มีอะไรอื่น, โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์.
บทว่า ปญฺจ เป็นการกำหนดจำนวน. บทว่า อุปทานกฺ-
ขนฺธา ได้แก่ ขันธ์อันเป็นอารมณ์ของอุปาทาน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้คงที่ตรัสถึงทุกข์ที่มีชาติ
เป็นแดนเกิด ไม่ตรัสถึงทุกข์ทั้งหมด ทุกข์นอก
จากนี้ก็ยังมีอยู่.
เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณ
อันยิ่งใหญ่ ทรงแสดงที่สุดของทุกข์ ว่า โดย
ย่ออุปาทานขันธ์เหล่านี้เป็นทุกข์.
เป็นความจริงดังนั้นชาติเป็นต้น เบียดเบียนอุปาทานขันธ์
ด้วยประการต่าง ๆ ดุจไฟกำจัดเชื้อไฟ, ดุจเครื่องประหารกำจัดเป้า,
ดุจเหลือบและยุงเป็นต้นกัดโค, ดุจคนตัดหญ้าทำลายดิน, ดุจโจรปล้น

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 429 (เล่ม 68)

ชาวบ้าน, ทำลายชาวบ้าน ฉะนั้น ย่อมเกิดในอุปาทานขันธ์นั่นเอง
ดุจหญ้าและเถาวัลย์เกิดบนแผ่นดิน, ดุจดอกไม้ ผลไม้และใบไม้อ่อน
เกิดโน้นต้นไม้.
ชาติ เป็นทุกข์ในเบื้องต้นของอุปาทานขันธ์.
ชรา เป็นทุกข์ในท่ามกลาง.
มรณะ เป็นทุกข์ในที่สุด,
โสกะ เป็นทุกข์ถูกเผาผลาญ ด้วยถูกทุกข์ใกล้จะตายเบียด-
เบียน,
ปริเทวะ เป็นทุกข์ด้วยการพร่ำเพ้อ เพราะทนทุกข์นั้นไม่ได้,
ทุกขะ เป็นทุกข์ด้วยความเจ็บป่วยของกาย เพราะประสบกับ
สัมผัสอันไม่น่าปรารถนา กล่าวคือ ธาตุกำเริบ,
โทมนัสสะ เป็นทุกข์ด้วยการรบกวนทางใจ เพราะเกิด
ปฏิฆะ - ความขึ้งเคียด ในโทมนัสของปุถุชนผู้ถูกโทมนัสนั้นเบียด-
เบียน,
อุปายาสะ เป็นทุกข์ด้วยความทอดถอนใจของผู้เกิดความตก-
ต่ำ เพราะความโศกเป็นต้นท่วมท้น.
การไม่ได้สมความปรารถนาเป็นทุกข์ เพราะทำลายความ
ปรารถนาของผู้ที่ถึงความหมดหวัง, อุปทานขันธ์ที่ถูกกำหนดโดย
ประการต่าง ๆ ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่า ทุกข์ เพราะฉะนั้น เพื่อจะแสดง

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 430 (เล่ม 68)

ทุกข์นั้นอย่างหนึ่ง ๆ นำมากล่าว แต่ก็ไม่สามารถจะกล่าวให้หมดสิ้นได้
ตั้งหลายกัป, เพื่อแสดงย่อทุกข์ทั้งหมดไว้ในอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นบาง
ส่วน ดุจรสน้ำในมหาสมุทรก็ย่อลงในหยาดน้ำเดียวกัน พระเถระจึง
ได้กล่าวพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า โดยย่ออุปาทาน-
ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทภาชนีย์ มีอาทิว่า ตตฺถ กตมา ชาติ.
บทว่า ตตฺถ คือ เมื่อชาติเป็นต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้แล้วในทุกขสัจนิทเทส.
บทว่า ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ คือ แสดงถึงสัตว์ไม่น้อย
ทั่วไปโดยสังเขป. เมื่อกล่าวอยู่อย่างนี้ตลอดวันว่า ชาติของเทวทัต,
ชาติของโสมทัต สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่กำหนดถือเอา, การแสดงความอื่น
อีกทั้งหมดก็ย่อมไม่สำเร็จ, แต่ด้วยบทสองบทนี้ สัตว์ไร ๆ ก็ไม่กำหนด
ถือเอา การแสดงความอื่นอีกอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมไม่สำเร็จก็หามิได้.
บทว่า ตมฺหิ ตมฺหิ คือ การแสดงถึงหมู่สัตว์ไม่น้อยทั่วไป
ด้วยคติและชาติ.
บทว่า สตฺตนิกาเย - ในหมู่สัตว์ทั้งหลาย คือ ในชุมนุมสัตว์
ในที่ประชุมสัตว์.
บทว่า ชาติ คือ ความเกิด. บทนี้ในที่นี้เป็นปฐมาวิภัตติลง
ในอรรถสภาวะ แปลว่า ความเกิด.

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 431 (เล่ม 68)

บทว่า สญฺชาติ คือ ความเกิดพร้อม. บทนี้เพิ่มอุปสัคลงไป
แปลว่า ความเกิดพร้อม.
บทว่า โอกฺกนฺติ คือ ความก้าวลง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
ชาติ ด้วยอรรถว่า ความเกิด, ท่านกล่าวว่า ชาติ นั้น โดยที่อายตนะ
ยังไม่บริบูรณ์. ชื่อว่า สัญชาติ ด้วยอรรถว่า เกิดพร้อม, ท่านกล่าว
สัพชาติ นั้น โดยที่อายตนะบริบูรณ์แล้ว. ชื่อว่า โอกกันติ ด้วย
อรรถว่า ก้าวลง ท่านกล่าว โอกกันติ นั้น ด้วยอำนาจของ อัณฑชะ
- เกิดในไข่ และ ชลาพุชะ - เกิดในครรภ์. เพราะว่าสัตว์เหล่านั้น
ก้าวลงสู่รังไข่และถุงกระเพาะ. สัตว์ก้าวลงย่อมถือปฏิสนธิ ดุจเข้าไป,
ชื่อว่า อภินิพพัตติ ด้วยอรรถว่า ความบังเกิด, ท่านกล่าว อภินิพ-
พัตติ นั้น ด้วยอำนาจแห่ง สังเสทชะ - เกิดจากเถ้าไคล และ โอป-
ปาติกะ - เกิดผุดขึ้น เพราะสัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ปรากฏเกิดขึ้น, นี้เป็น
สมมุติกถา - กล่าวโดยสมมติเท่านั้น.
บัดนี้จะกล่าวโดยปรมัตถ์ว่า ขนฺธานํ ปาตุภาโว อายตนานํ
ปฏิลาโภ - ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความกลับได้อายตนะ เพราะ
โดยปรมัตถขันธ์นั่นแล ปรากฏมิใช่สัตว์ปรากฏ. อนึ่ง ในบทว่า
ขนฺธานํ นี้ พึงทราบการถือเอาแม้ขันธ์ ๕ ในภพแห่งขันธ์ ๕ ขันธ์
หนึ่งในภพแห่งขันธ์หนึ่ง, ขันธ์ ๔ ในภพแห่งขันธ์ ๔. บทว่า ปาตุ-

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 432 (เล่ม 68)

ภาโว-ความปรากฏ ได้แก่ การเกิดขึ้น. บทว่า อายตนานํ พึง
ทราบว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยอำนาจอายตนะซึ่งเกิดขึ้นในภพนั้น ๆ.
บทว่า ปฏิลาโภ - การได้เฉพาะ ได้แก่ ความปรากฏในเพราะ
สันตตินั่นเอง. เพราะว่า อายตนะเหล่านั้นปรากฏ เป็นอันชื่อว่า ได้
เฉพาะแล้ว.
บทว่า อยํ วุจฺจติ ชาติ คือ นี้ท่านกล่าวว่า ชาติ.
พึงทราบวินิจฉัยในชรานิทเทสดังต่อไปนี้ บทว่า ชรา เป็น
ปฐมาวิภัตติลงในอรรถสภาวะ แปลว่า ความแก่ บทว่า ชีรณตา
เป็นอาการนิทเทส แปลว่า ความชำรุด
สามบทมีบทว่า ขณฺฑิจฺจํ - ความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้น เป็น
กิจนิทเทส - แสดงกิจที่ปรากฏ ในขณะล่วงกาลผ่านวัย, สองบทหลัง
เป็นปกตินิทเทส - แสดงความเป็นปกติ
จริงอยู่ ความนี้ท่านแสดงโดยสภาวะด้วยบทว่า ชรา. เพราะ
เหตุนั้น บทว่า ขณฺฑิจฺจํ นี้ จึงเป็นปฐมาวิภัตติลงในอรรถแห่งสภาวะ
ของชรานั้น.
ด้วยบทว่า ชีรณตา - ความชำรุดนี้ท่านแสดงโดยอาการ, เพราะ
เหตุนั้น บทนี้จึงเป็นอาการนิทเทสของชรานั้น.

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 433 (เล่ม 68)

ด้วยบทว่า ขณฺฑิจฺจํ นี้ ท่านแสดงโดยกิจ คือ ความที่ฟัน
และเล็บหักในเมื่อล่วงกาลผ่านวัยไป.
ด้วยบทว่า ปาลิจฺจํ - ความเป็นผู้มีผมหงอก นี้ท่านแสดงโดย
กิจ คือ ความที่ผมและขนทั้งหลายหงอก.
ด้วยบทว่า วลิตฺตจตา - ความเป็นผู้มีหนังเหี่ยว นี้ท่านแสดง
โดยอาการ คือ ความที่เพื่อแห้งเหี่ยว และหนังย่น. เพราะเหตุนั้น
๓ บทของชรานั้นจึงเป็นกิจนิทเทส ในขณะกาลเวลาผ่านไป. ด้วยบท
ทั้ง ๓ นั้นท่านแสดงถึงชราปรากฏ เห็นได้ชัดด้วยแสดงความผิดปกติ
เหล่านี้. ทางไปของชราปรากฏในฟันเป็นต้น ด้วยความเป็นผู้มีฟันหัก
เป็นต้น แม้ลืมตาก็รู้ได้. อนึ่ง ชรามีความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้น รู้
ไม่ได้. เพราะชราจะพึงรู้ด้วยตาไม่ได้. เหมือนทางไปของน้ำ ลม
หรือไฟ ย่อมปรากฏ เพราะหญ้าและต้นไม้เป็นต้น โค่นหัก หรือถูก
ไฟไหม้ อนึ่ง ทางไปนั้นไม่ปรากฏ น้ำเป็นต้นเท่านั้นปรากฏ.
ด้วยบทเหล่านี้ว่า อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก-
ความเสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย คือท่านแสดงตามปกติ
กล่าวคือ ความสิ้นไปแห่งอายุ เพราะอายุเสื่อมยิ่งในขณะกาลเวลาผ่าน
ไปและความแก่แห่งอินทรีย์ มีชาติเป็นต้น, เพราะเหตุนั้นพึงทราบว่า
บททั้งสองนี้เป็นปกตินิทเทส.

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 434 (เล่ม 68)

ในบททั้งสองนั้น เพราะอายุของผู้มีชราย่อมเสื่อม ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวชรา โดยผลูปจารนัย - โดยมุ่งผลว่า อายุใน สํหานิ-
ความเสื่อมแห่งอายุ ดังนี้. อนึ่ง ในเวลาเป็นหนุ่มอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น
แจ่มใสดี สามารถจะรับวิสัยของตนแม้สุขุมได้โดยง่ายทีเดียว ครั้นถึง
ชราก็แก่หง่อม ขุ่นมัว หดหู่ ไม่สามารถจะรับวินัยของตนได้, ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวโดยมุ่งผลว่า อินฺทฺริยานํ ปริปาโก - ความแก่แห่งอินทรีย์
ทั้งหลาย. ท่านชี้แจงชราไว้อย่างนี้ แม้ชราทั้งหมดก็มี ๒ อย่าง คือ
ปรากฏ ๑ ปกปิด ๑.
ในชราเหล่านั้น ชราในรูปธรรมมีฟันเป็นต้น เป็นชราปรากฏ
เพราะแสดงความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้น, ส่วนชราในอรูปธรรม ชื่อว่า
ชราปกปิด เพราะไม่แสดงความผิดปรกติเช่นนั้น.
ในชราปรากฏนั้น ความที่ฟันหักเป็นต้น ย่อมปรากฏเป็นชนิด
ของฟันเป็นต้นเช่นนั้นเอง. บุคคลเห็นความที่ฟันหักเป็นต้นนั้นด้วยตา
แล้วคิดด้วยมโนทวารว่า ฟันเหล่านี้ถูกชราทำลายเสียแล้ว จึงรู้ชรา
เหมือนแลดูเขาโคเป็นต้น ที่เขาผูกไว้ในที่มีน้ำแล้วรู้ว่า ข้างล่างมีน้ำ
ยังมี ชรา อีก ๒ อย่าง คือ สวีจิชรา - ชรารู้ง่าย ๑ อวีจิชรา-
ชรารู้ยาก ๑.
ในชรา ๒ อย่างนั้น ชรา ชื่อว่า อวีจิชรา เพราะรู้ความ
แตกต่างของชนิดในระหว่าง ๆ มีแก้วมณี ทอง เงิน แก้วประพาฬ

434