ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 415 (เล่ม 68)

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ตตฺถ ได้แก่ ในอริยสัจ ๔
เหล่านั้น. บทว่า กตมํ ได้แก่ กเถตุกัมยตาปุจฉา - ถามเพื่อประสงค์
จะตอบเอง.
บทว่า ทุกฺขํ อริยสจฺจํ - ทุกขอริยสัจ ได้แก่ เป็นการแสดง
ธรรมที่ถามแล้ว.
ในบทมีอาทิว่า ชาติปิ ทุกฺขา นั้นท่านประกาศอรรถแห่ง ชาติ
ศัพท์ไว้ไม่น้อย. ดังที่กล่าวไว้ว่า
ภพ ตระกูล พวก ศีล บัญญัติ ลักษณะ
ปสูติ ปฏิสนธิ ท่านประกาศอรรถแห่ง ชาติ ไว้
ด้วยประการฉะนี้.
จริงดังนั้น ชาติ ศัพท์มีอรรถว่า ภพ ในบทมีอาทิว่า เอกมฺปิ
ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย๑ - ภพแม้หนึ่ง แม้สองภพ. มีอรรถว่า ตระกูล
ในบทนี้ว่า อกฺขิตฺโต อนุปกฺกุฏฺโฐ ชาติวาเทน๒ - ไม่ซัดทอด ไม่
คำว่า ถึงตระกูล. มีอรรถว่า พวก ในบทมีอาทิว่า อตฺถิ วิสาเข
นิคณฺฐา นาม สมณชาต๓ ดูก่อนวิสาขา พวกสมณะนิครนถ์ยังมีอยู่.
มีอรรถว่า อริยศีล ในบทมีอาทิว่า ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา
๑. วิ. มหาวิภงฺค ๑/๓ ๒. ที. สี. ๙/๒๐๒ ๓. องฺ. ติก. ๒๐/๕๑๐

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 416 (เล่ม 68)

ชาโต นาภิชานามิ๑ - ดูก่อนน้องหญิงตั้งแต่เราเกิดในอริยชาติแล้วจะได้
รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์จากชีวิตหามิได้. มีอรรถว่า บัญญัติ ในบทมีอาทิ
ว่า ติริยา นาม ติณชาติ นาภิย อุคฺคนฺตฺวา นภํ อาหจฺจ  ิตา
อโหสิ๒หญ้าคาผุดขึ้นจากนาภีพุ่งขึ้นไปจดท้องฟ้า. มีอรรถว่า สังขต-
ลักษณะ ในบทนี้ว่า ชาติ ทฺวีหิ ขนฺเขหิ สงฺคหิตา๓ - ชาติ
ท่านสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒. มีอรรถว่า ปสูติ ในบทนี้ว่า สมฺปติ-
ชาโต อานนฺท โพธิสตฺโต๔- ดูก่อนอานนท์ โพธิสัตว์เกิดทันทีทันใด.
มีอรรถว่า ปฏิสนธิ โดยปริยายในบทนี้ว่า ภวปจฺจยา ชาติ๕ เพราะ
ภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ. และบทว่า ชาติปิ ทุกฺขา๖- แม้ชาติก็เป็นทุกข์.
แต่โดยนิปริยาย - โดยตรง ได้แก่ ความปรากฏครั้งแรกของขันธ์
ทั้งหลายที่ปรากฏแก่สัตว์ผู้เกิดในภพนั้น ๆ.
หากถามว่า เพราะเหตุไร ชาตินี้จึงเป็นทุกข์ ตอบว่า เพราะ
ชาติเป็นที่ตั้งของทุกข์ไม่น้อย. ทุกข์ไม่น้อย คือ ทุกขทุกข์ วิปริณาม
ทุกข์ สังขารทุกข์ ปฏิจฉันนทุกข์ อัปปฏิจฉันนทุกข์ ปริยายทุกข์
นิปริยายทุกข์ เพราะทุกข์เหล่านี้ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ ท่านกล่าว
ว่า ทุกขทุกข์ เพราะเป็นทุกข์โดยสภาพของเวทนาและโดยชื่อ.
๑. ม.ม. ๑๓/๕๓๑ ๒. องุ. ปญฺจก. ๒๒/๑๙๖. ๓. อภิ.ธา ๓๖/๖๗.
๔. ม.อุ. ๑๔/๓๗๗. ๕. อภิ. วิ. ๓๕/๒๕๕. ๖. ขุ.ป. ๓๑/๘๐.

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 417 (เล่ม 68)

สุขเวทนา ช่อว่า วิปริณามทุกข์ เพราะเป็นเหตุเกิดทุกข์ด้วย
ความปรวนแปร.
อุเบกขาเวทนา และสังขารเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งเหลือ ชื่อว่า
สังขารทุกข์ เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเกิดและความดับ.
อาพาธทางกาย ทางใจ มีปวดหู ปวดฟัน ความร้อนใจเกิด
เพราะราคะ เกิดเพราะโทสะเป็นต้น ชื่อว่า ปฏิจฉันนทุกข์ - ทุกข์
ปกปิด เพราะถามจึงรู้ และเพราะความเจ็บปวดไม่ปรากฏ.
อาพาธที่มีสมุฏฐานจากโทษ ๓๒ เป็นต้น ชื่อว่า อัปปฏิจฉันน-
ทุกข์ - ทุกข์ไม่ปกปิด เพราะไม่ต้องถามรู้ได้ และเพราะความเจ็บปวด
ปรากฏ.
แม้ทุกข์ทั้งหมดมีชาติเป็นต้น มาในสัจวิภังค์๑ เว้น ทุกขทุกข์
ที่เหลือ ชื่อว่า ปริยายทุกข์ - ทุกข์โดยอ้อม เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์
นั้น ๆ. ส่วนทุกขทุกข์ท่านกล่าวว่า เป็น นิปริยายทุกข์-ทุกข์โดย
ตรง.
ในบทนั้นชาติเป็นอาปายิกทุกข์ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรง
ประกาศด้วยอุปมาในพาลบัณฑิตสูตร๒เป็นต้น. อนึ่ง ชาติเป็นทุกข์
เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์อันเป็นประเภทมีทุกข์ มีมูลมาจากการหยั่งลงสู่
๑. อภิ.วิ. ๓๕/๑๔๘.

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 418 (เล่ม 68)

ครรภ์เป็นต้น ซึ่งเกิดในมนุษยโลก แม้ในสุคติ. ในบทนี้ ชาตินี้เป็น
ทุกข์อันเป็นประเภทมีทุกข์ มีมูลจากการหยั่งลงสู่ครรภ์เป็นต้น. จริงอยู่
สัตว์นี้เกิดในครรภ์มารดา มิได้เกิดในดอกอุบล ดอกบัวหลวง และ
ดอกบัวขาวเป็นต้น. โดยที่แท้สัตว์ย่อมเกิดในท้องน้ำเกลียดอย่างยิ่ง
คล้ายเที่ยวไปในป่าใหญ่ที่มีกลิ่นเหม็นมากอบอวลด้วยกลิ่นซากศพนานา
ชนิด ทั้งมืดตื้อทั้งคับแคบอย่างยิ่งในท่ามกลางพื้นท้องกระดูกสันหลัง
ข้างล่าง กระเพาะอาหารข้างบนท้อง ดุจหนอนเกิดในปลาเน่ามนเปรี้ยว
บูด และหลุมขยะเป็นต้น. สัตว์นั้นเกิดในท้องมารดา อบอุ่นอยู่กับ
ท้องมารดาตลอด ๑๐ เดือน เว้นจากการงอ การเหยียดเป็นต้น หมก
อยู่เหมือนอาหารใส่ไว้ในถุง เหมือนก้อนแป้งถูกหนึ่ง ย่อมเสวยความ
ทุกข์อย่างยิ่ง. นี้ชื่อว่าทุกข์มีมูลมาจากการหยั่งลงสู่ครรภ์. สัตว์นั้นในขณะ
ที่มารดาหกล้ม เดิน นั่ง ลุก เปลี่ยนอิริยาบถเป็นต้น อย่างรีบร้อน
ย่อมเสวยทุกข์หนัก เพราะความเจ็บปวดดีการคร่า ฉุด ทิ้ง ขยับไป
ขยับมาเป็นต้น ดุจลูกแกะตกอยู่ในมือของนักเลงสุรา และดุจลูกงูตก
อยู่ในมือของหมองู. สัตว์ย่อมเสวยทุกข์หนักในเวลามารดาดื่มน้ำเย็น
ปรากฏ ดุจเกิดในนรกเย็น ในเวลามารดากลืนข้าวต้มอาหารร้อนปรากฏ
ดุจฝนถ่านเพลิงโปรยลงมา ในเวลามารดากลืนของเค็มของเปรี้ยวเป็น
ต้น ปรากฏดุจได้รับโทษการแทงด้วยหอกอันคมเป็นต้น, นี้เป็นทุกข์
มีมูลมาจากการบริหารครรภ์.

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 419 (เล่ม 68)

อนึ่ง สัตว์ย่อมเสวยทุกข์ด้วยการผ่าตัดเป็นต้น ของมารดาผู้มี
ครรภ์หลงในที่เกิดของทุกข์ไม่ควรที่ แม้มิตร อำมาตย์ และเพื่อนสนิท
เป็นต้น ไม่ควรดู, นี้ชื่อว่าทุกข์มีมูลมาจากความวิบัติของครรภ์.
ทุกข์ย่อมเกิดแก่สัตว์ผู้ถูกลมเป็นของมารดาซึ่งจะคลอด พัดหมุน
กลับไปทางช่องคลอดน่ากลัวนัก ดุจตกเหว ดุจช้างถูกฉุดออกจากช่อง
ดาล เพราะปากช่องคลอดแคบอย่างยิ่ง และดุจสัตว์นรกถูกภูเขาใน
สังฆาตนรกบดละเอียด, นี้ทุกข์มีมูลจากการคลอด,
ทุกข์เช่นกับแทงด้วยปลายเข็มและเฉือนด้วยมีดโกน ย่อมเกิด
แต่สัตว์ผู้เกิดแล้วมีร่างกายแบบบาง เช่นกับแผลอ่อน ๆ ในเวลาจับมือ
อาบน้ำ ล้างหน้า เช็ดด้วยผ้าผืนเล็กเป็นต้น, นี้ทุกข์มีมูลออกไปภาย-
นอกจากท้องแม่.
ในความเป็นไปนอกจากนี้ ทุกข์ย่อมมีแก่ผู้ทำลายตนด้วยตนเอง
ผู้ประกอบความเพียรด้วยการทรมานตน ทำตนให้เดือดร้อนด้วยอเจลก-
วัตรเป็นต้น ผู้ไม่บริโภคและบีบคอยด้วยความโกรธ, นี้เป็นทุกข์มีมูล
จากความพยายามของตน, ที่นอกจากนี้ไปทุกข์ย่อมเกิดแก่ผู้เสวยกรรม
มีการฆ่าและการจองจำเป็นต้น, นี้ทุกข์มีมูลจากความพยายามของผู้อื่น.
ชาติ นี้เป็นที่ตั้งของทุกข์แม้ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้. ด้วย
เหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 420 (เล่ม 68)

หากสัตว์ไม่พึงเกิดในนรกทั้งหลายไซร้ เขา
ก็จะไม่ต้องได้รับกรรม มีถูกไฟเผาเป็นต้นในชาติ
นั้น, สัตว์พึงได้ทุกข์เป็นที่พึ่งในที่ไหนเล่า พระ-
มุนีในธรรมวินัยนี้กล่าว ชาติ ว่าเป็นทุกข์ ด้วย
ประการฉะนี้.
ทุกข์ในจำพวกเดียรัจฉานมีไม่น้อย มีการ
กระหน่ำด้วยแส้ ปฏัก ท่อนไม้เป็นต้น, เว้นชาติ
เสีย ทุกข์จะพึงมีในสัตว์นั้นได้อย่างไร แม้เพราะ
เหตุนั้น ชาติ จึงชื่อว่าเป็นทุกข์ในพวกสัตว์นั้น.
ทุกข์ในเปรตทั้งหลาย เกิดเพราะวิหาร
และมีทุกข์ชนิดต่าง ๆ มีเกิดแต่ลมและแดดเป็น
ต้น, เพราะทุกข์ในที่นั้นย่อมมีแก่สัตว์ที่ยังไม่เกิด
ก็หาไม่ ฉะนั้นพระมุนีจึงตรัส ชาติ ว่าเป็นทุกข์.
ทุกข์ในหมู่อสูรในโลกันตรนรกมืดตื้อ เย็น
จัด, เพราะความเกิดในนรกนั้นไม่มีทุกข์ ก็มีไม่
ได้ เพราะฉะนั้นพระมุนีจึงตรัสว่า ทุกข์ทั้งหลายมี
เพราะชาติ.

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 421 (เล่ม 68)

สัตว์เมื่ออยู่ในครรภ์มารดาก็เหมือนอยู่ในคูถ-
นรก เมื่ออยู่นานก็ดี ออกไปภายนอกก็ดี, สัตว์
ย่อมถึงทุกข์ เว้นขาดเสียแล้ว แม้ทุกข์อันร้ายแรง
ยิงนักก็ไม่มี เพราะชาตินี้มีจึงเป็นทุกข์ ด้วยประ-
การฉะนี้.
อันที่จริงทุกข์นี้มีอยู่ในโลกนี้ตลอดกาล
ประโยชน์ อะไรที่จะต้องพูดมากไปในกาลไหน ๆ
มิใช่หรือ, ทุกข์เว้นชาติเสียแล้วก็มีไม่ได้ เพราะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ตรัสถึง
ชาติ นี้ว่าเป็นทุกข์ก่อนทุกข์อื่นทั้งหมด ดังนี้.
ในบทว่า ชราปิ ทุกฺขา - แม้ชราก็เป็นทุกข์นี้ มีอธิบายดังต่อ
ไปนี้ ชรามี ๒ อย่าง คือ ลักษณะของสังขตะและความเป็นขันธ์เก่าอัน
เนื่องในภพเดียวในสันตติที่รู้กันว่ามีฟันหักเป็นต้น. ในที่นี้ ท่านประสงค์
เอาชรานั้น. ชรานั้นชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะความเป็นสังขารทุกข์ และ
เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. ทุกข์ทางกายทางใจเกิดขึ้น มีหลายปัจจัยอาทิ
ว่าความเป็นหนุ่มสาวเสื่อมไปกำลังถดถอยสติปัญญาเสื่อมโทรม ถูกคน
อื่นดูแคลน เพราะอวัยวะน้อยใหญ่ย่อหย่อนและอินทรีย์วิกลวิการ, ชรา
จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์นั้น, ดังที่ท่านไว้ว่า

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 422 (เล่ม 68)

เพราะอวัยวะหย่อน อินทรีย์วิการ ความเป็น
หนุ่มสาวเสื่อมกำลังถดถอย. สติเป็นต้นเสื่อม-
โทรม ขาดความเลื่อมใสจากลูกเมียของตน ถึง
ความอ่อนแอมากขึ้น. สัตว์ได้รับทุกข์ทั้งกายทาง
ใจทั้งหมดนั้น เพราะชราเป็นเหตุ ฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่าชราเป็นทุกข์.
แม้เมื่อท่านควรกล่าว พยาธิทุกข์ในลำดับชราทุกข์ก็พึงทราบว่า
ท่านไม่กล่าว เพราะพยาธิทุกข์ท่านถือเอาด้วยกายิกทุกข์นั่นเอง.
ในบทว่า มรณมฺปิ ทุกฺขํ - แม้ความตายก็เป็นทุกข์ ความตาย
มี ๒ อย่าง คือ ความตายที่ท่านกล่าวหมายถึงลักษณะของสังขตะว่า
ชรามรณะท่านสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒,๑ และที่ท่านกล่าวหมายถึงการ
ขาดชีวิตินทรีย์อันเนื่องกันในภพหนึ่งว่า ความกลัวแต่ความตายเป็นนิจ
ในที่นี้ท่านประสงค์เอาความตายนั้น. ชื่อของความตายนั้น คือ ชาติ-
ปัจจยมรณะ - ความตายเพราะชาติเป็นปัจจัย, อุปักกมมรณะ - ความ
ตายเพราะความพยายาม, สรสมรณะ - ตายเพราะสิ้นอายุและกรรม,
อายุกขยมรณะ - ความตายเพราะสิ้นอายุ, บุญญักขยมรณะ - ความตาย
เพราะสิ้นบุญ. พึงทราบประเภทของความตายในที่นี้อีก คือ ขณิก-
๑. อภิ.ธา. ๓๖/๖๗.

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 423 (เล่ม 68)

มรณะ - ความตายชั่วขณะ, สมมติมรณะ - ความตายโดยสมมติ,
สมุจเฉทมรณะ - ความตายเด็ดขาด. ประเภทของรูปธรรมและอรูป-
ธรรมในความเปลี่ยนแปลง ชื่อว่า ขณิกมรณะ.
บทนี้ว่า ติสฺโส มโต, ปุสฺโส มโต - นายติสสะตายแล้ว นาย
ปุสสะตายแล้ว ชื่อว่า สมมติมรณะ เพราะไม่มีสัตว์โดยประมัตถ์.
บทนี้ว่า สสฺสํ มตํ, รุกฺโข มโต - ข้าวกล้าตายแล้ว, ต้นไม้
ตายแล้ว ชื่อว่า สมมติมรณะ. เพราะไม่มีสัตว์โดยปรอินทรีย์
กาลกิริยาอันไม่มีปฏิสนธิของพระขีณาสพ ชื่อว่า สมุจเฉท-
มรณะ. สมมติมรณะและสมุจเฉทมรณะนอกนี้ เว้นสมมติมรณะภาย-
นอกท่านสงเคราะห์ด้วยการตัดขาดการติดต่อ ตามที่กล่าวแล้ว, มรณะ
ชื่อว่าทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
วัตถุเป็นที่รักของคนชั่วผู้เห็นนิมิตมีบาปกรรม
เป็นต้น ผู้ประสบสิ่งเจริญของพลัดพรากไป, ทุกข์
ทางใจของตนใกล้ตายโดยไม่แตกต่างกัน ทุกข์ใน
สรีระมีโรคลมอันตัดข้อต่อและเส้นเอ็นขาดเป็นต้น
ย่อมมีแก่สัตว์ทั้งปวงผู้ถูกทิ่มแทงส่วนสำคัญของ
ร่างกาย ย่อมเป็นทุกข์เกิดแต่สรีระ.

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 424 (เล่ม 68)

ความตายนี้เป็นสิ่งที่ทนไม่ได้ ไม่มีการตอบ.
แทน เป็นที่ตั้งของทุกข์, เพราะเหตุนั้นท่านจึง
กล่าวว่า ความตายนี้เป็นทุกข์แน่นอน.
๘๑] จิตเร่าร้อนมีการเพ่งภายในเป็นลักษณะของผู้ที่ถูกความ
เสื่อมแห่งญาติเป็นต้นมากระทบ ชื่อว่าความโศกในบทว่า โสกะ เป็นต้น.
ความโศกชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ จากทุกขทุกข์. ด้วย
เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
ความโศกย่อมทิ่มแทงหัวใจของสัตว์ทั้งหลาย
ดุจถูกลูกศรอาบยาพิษเจาะ และย่อมแผดเผาอย่าง
แรงกล้าดุจหลาวเหล็กถูกไฟเผาสังหารอยู่
ความโศกย่อมนำมาซึ่งพยาธิ ชรา มรณะ
และการทำลาย แม้ทุกข์หลายอย่าง เพราะฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ความโศกเป็นทุกข์.
ความพร่ำเพ้อของผู้ถูกความเสื่อมจากญาติเป็นต้น มาถูกต้อง
ชื่อว่าปริเทวะ. ปริเทวะชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะความเป็นสังขารทุกข์
และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
สัตว์ถูกลูกศร คือ ความโศกกำลังร้องไห้คร่ำ.
ครวญ คือ ริมฝีปาก เพดานแห้งผากเป็นโรคผอม-

424