ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 385 (เล่ม 68)

วัย. อนึ่งใน ๓ วัย คนมีอายุ ๑๐๐ ปี ในวัยหนึ่ง ๆ มีอายุ ๓๓ ปี
๔ เดือน.
๗๒ - ๗๖] พึงทราบวินิจฉัยในตติยภาวนาจตุกะ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน-ภาวนาด้วย
อรรถว่าไม่ก้าวล่วงกันและกัน แห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในภาวนานั้น
คือ ด้วยความไม่ก้าวล่วงกันและกัน แห่งธรรมคู่กัน ได้แก่ สมาธิ
และปัญญาที่เกิดขึ้นในภาวนาวิเศษ มีเนกขัมมะเป็นต้นนั้น.
บทว่า อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน - ภาวนาด้วยอรรถว่าอินทรีย์
ทั้งหลายมีรสอย่างเดียวกัน คือ ด้วยความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธา
เป็นต้นมีรสอย่างเดียวกัน ด้วยวิมุตติรสเพราะพ้นจากกิเลสต่าง ๆ.
บทว่า ตทุปควีริยวาหนฏฺเฐน - ภาวนาด้วยอรรถว่า นำไปซึ่ง
ความเพียรอันเข้าถึงธรรมนั้น ๆ คือ ด้วยการนำไปซึ่งความเพียรอัน
สมควรแก่ความที่ธรรมนั้น มีรสเป็นอันเดียวกันไม่ก้าวล่วงกัน.
บทว่า อาเสวนฏฺเฐน - ภาวนาด้วยอรรถว่า เสพเป็นอันมาก
คือ ด้วยการเสพเป็นอันมากของการเสพที่เป็นไปในสมัยนั้น ๆ.
บทว่า รูปสญฺญํ ได้แก่ รูปสัญญา กล่าวคือ รูปาวจรฌาน
๑๕ อย่าง ด้วยอำนาจกุศลวิบากกิริยา. แม้รูปาวจรฌานท่านก็กล่าวว่า
รูป ในบทมีอาทิว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ - ผู้มีรูปย่อมเห็นรูป,๑ แม้
๑. ที. มหา. ๑๐/๑๐๑.

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 386 (เล่ม 68)

อารมณ์แห่งฌานนั้น ท่านก็กล่าวว่า รูป ในบทมีอาทิว่า เห็นรูป
ภายนอกมีผิวงามและผิวทราม.๑ รูปาวจรฌานเป็นสัญญาในรูปด้วยหัวข้อ
ว่า สัญญา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า รูปสัญญา.
บทว่า ปฏิฆสญฺญํ ได้แก่ ปฏิฆสัญญา ๑๐ อย่าง คือกุศล
วิบาก ๕, อกุศลวิบาก ๕. สัญญาสัมปยุตด้วยทวิปัญจวิญญาณ ท่าน
เรียกว่า ปฏิฆสญฺญา เพราะวัตถุมีจักขุเป็นต้นและอารมณ์มีรูป
เป็นต้นเกิดขึ้นด้วยการกระทบ. ชื่อของสัญญานี้ คือ รูปสัญญา สัทท-
สัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญาบ้าง.
บทว่า นานตฺตสญฺญํ ได้แก่ นานัตตสัญญา ๔๔ อย่าง คือ
กามาวจรกุศลสัญญา ๘, อกุศลสัญญา ๑๒, กามาวจรกุศลวิบากสัญญา ๑๑,
อกุศลวิบากสัญญา ๒ กามาวจรกิริยาสัญญา ๑๑. นานัตตสัญญานั้น
เป็นสัญญาเป็นไปในโคจร อันมีประเภท มีรูปและเสียงเป็นต้น มี
ความต่างกัน คือ มีสภาพต่างกันเพราะเหตุนั้นจึงเป็น นานัตตสัญญา.
อีกอย่างหนึ่ง สัญญาไม่เหมือนกัน มีความต่างกัน มีสภาพต่างกัน
โดยประเภท ๔๔ อย่าง ท่านกล่าวว่า เป็น นานตฺตสญฺญา แม้สัญญา
มีมากท่านก็ทำให้เป็นเอกวจนะด้วย ชาติ ศัพท์.
บทว่า นิจฺจสญฺญํ ได้แก่ สัญญาว่า เป็นของเที่ยง ชื่อ
นิจฺจสญฺญา. สุขสญฺญา อตฺตสญฺญา ก็อย่างนั้น. บทว่า นนฺทึ-
ความเพลิดเพลิน ได้แก่ ตัณหาอันมีความอิ่มใจ. บทว่า ราคํ ได้แก่
๑. ที. มหา. ๑๐/๑๐๐.

386
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 387 (เล่ม 68)

ตัณหาไม่มีความอิ่ม. บทว่า สมุทยํ ได้แก่ เหตุเกิดราคะ. อีกอย่าง
หนึ่ง อุทยํ - ความเกิดแห่งสังขารทั้งหลาย เพราะเห็นความดับด้วย
ภังคานุปัสนาญาณ.
บทว่า อาทานํ - ความถือมั่น คือ ถือมั่นกิเลสด้วยอำนาจ
ความเกิด หรือถือมั่นอารมณ์อันเป็นสังขตะ เพราะยังไม่เห็นโทษ.
บทว่า ฆนสญฺญํ ได้แก่ สัญญาว่า เป็นก้อนด้วยสันตติ-
ความสืบต่อ.
บทว่า อายูหนํ ได้แก่ การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่
สังขาร.
บทว่า ธุวสญฺญญํ ได้แก่ สัญญาว่ามั่นคง.
บทว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ เครื่องหมายว่าเที่ยง.
บทว่า ปณิธึ ได้แก่ ปรารถนาความสุข.
บทว่า อภินิเวสํ ได้แก่ การยึดมั่นว่า ตนมีอยู่.
บทว่า สาราทานาภินิเวสํ - ความยึดมั่นด้วยถือว่าเป็นแก่นสาร
ได้แก่ ความยึดมั่นด้วยถือว่าตนมีแก่นสารเป็นนิจ.
บทว่า สมฺโมหาภินิเวสํ - ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล ได้แก่
ความยึดมั่นด้วยความหลงใหลด้วยบทมีอาทิว่า เราได้เป็นแล้วตลอด
กาลในอดีต๑ และด้วยบทมีอาทิว่า สัตวโลกเกิดจากพระผู้เป็นใหญ่.
บทว่า อาลยาภิหนิเวสํ - ความยึดมั่นด้วยความอาลัย ได้แก่
ยึดมั่นว่า นี้ควรยึดให้แน่นเพราะยังไม่เห็นโทษ.
๑. สํ.นิ. ๑๖/๖๓.

387
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 388 (เล่ม 68)

บทว่า อปฺปฏิสงฺขํ - ความไม่พิจารณา ได้แก่ การไม่ถืออุบาย.
บทว่า สญฺโญคาภินิเวสํ - การยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบ
สัตว์ ได้แก่ ความเป็นไปแห่งกิเลสมีกามโยคะเป็นต้น.
บทว่า ทิฏฺเฐกฏเฐ - กิเลสที่ตั้งรวมกับทิฏฐิ ได้แก่ ชื่อว่า
ทิฏเฐกฏฺฐา เพราะอรรถว่า ตั้งในที่เดียวกันกับทิฏฐิ. ซึ่งกิเลสที่ตั้ง
รวมกันกับทิฏฐินั้น.
ชื่อว่า กิเลสา เพราะกิเลสทำให้เศร้าหมอง ให้เดือดร้อน
ให้ลำบาก. กิเลสตั้งอยู่ในที่เดียวกัน ๒ อย่าง คือ ตั้งอยู่ในที่เดียวกัน
ด้วยการละ ๑ อยู่ในที่เดียวกันด้วยเกิดร่วมกัน ๑. ชื่อว่า ตั้งอยู่ใน
ที่เดียวกันด้วยการละเพราะละทิฏฐิ ๖๓ มีสักกายทิฏฐิเป็นประธานด้วย
โสดาปัตติมรรค. อธิบายว่า กิเลสทั้งหลายตั้งอยู่ในบุคคลคนเดียว.
บทนี้ท่านประสงค์เอาในที่นี้. ในกิเลส ๑๐ อย่าง ในที่นี้ หมายถึง
กิเลสคือทิฏฐิเท่านั้น. ก็ในกิเลสที่เหลือ กิเลส. อย่าง คือ โลภะ ๑
โทสะ ๑ โมหะ ๑ มานะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ ถีนะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อหิริกะ ๑
อโนตตัปะ ๑ เป็นกิเลสทำสัตว์ให้ไปสู่อบาย ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับ
ทิฏฐิ ละได้ด้วยโสตาปัตติมรรค, กิเลสทั้งหมดนำสัตว์ไปสู่อบาย. อีก
อย่างหนึ่ง บรรดากิเลส ๑,๕๐๐ มีราคะ โทสะ โมหะ เป็นประธาน
เมื่อละทิฏฐิได้ด้วยโสดาปัตติมรรค กิเลสทั้งหมดนำสัตว์ไปสู่อบาย
พร้อมกับทิฏฐิ ย่อมละได้ด้วยการตั้งอยู่ในที่เดียวกัน ด้วย ปหานะ,
ในกิเลสตั้งอยู่ในทีเดียวกันโดยการเกิดร่วมกัน มีอธิบายว่า กิเลส

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 389 (เล่ม 68)

ทั้งหลายตั้งอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับด้วยทิฏฐิ. เมื่อละจิตอันเป็นอสังขา-
ริกะ สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๒ อย่าง ด้วยโสดาปัตติมรรคได้ กิเลสเหล่านี้
คือ โลภะ โมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ เกิดร่วมกันกับ
จิตเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยอำนาจกิจเลสตั้งอยู่ในที่เดียวกันโดยการเกิด
ร่วมกัน. เมื่อละจิตอันเป็นสสังขาริกที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๒ อย่างได้
กิเลสเหล่านี้ คือ โลภะ โมหะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ
เกิดร่วมกับจิตเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยอำนาจกิเลสตั้งอยู่ในที่เดียวกัน
โดยการเกิดร่วมกัน.
บทว่า โอฬาริเก กิเลเส - กิเลสอย่างหยาบ ได้แก่ ถามราคะ
พยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างหยาบ.
บทว่า อณุสหคเต กิเลเส - กิเลสอย่างละเอียด ได้แก่
กามราคะพยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด.
บทว่า สพฺพกิเลเส ได้แก่ กิเลสที่เหลือละได้ด้วยมรรคที่ ๓.
บทว่า วีริยํ วาเหติ - ย่อมนำไปซึ่งความเพียร ความว่า
พระโยคาวจรยังความเพียรให้เป็นไป. ท่านกล่าวถึงเอสนาภาวนา ปฏิ-
ลาภเทสนา เอกรสาภาวนา อาเสวนาภาวนา ในหนหลังเพื่อแสดง
ถึงความต่างกันแห่งภาวนาทั้งหลายว่า ภาวนาเป็นอย่างนี้ เพื่อแสดง
เหตุแห่งภาวนา ท่านจึงกล่าวคำทั้งหลายว่า ชื่อว่า ภาวนาด้วยอรรถว่า
ไม่ก้าวล่วงธรรมที่เกิดในภาวนานั้น ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรส
อย่างเดียวกัน ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันเข้าถึงธรรมนั้น ๆ

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 390 (เล่ม 68)

ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก. ท่านกล่าวว่า ภาวนา ด้วยเหตุนี้ และ
ด้วยเหตุนี้ แล้วกล่าวด้วยสามารถขณะต่าง ๆ กันว่า อาเสวนาภาวนา
ในภายหลัง, ในที่นี้ ชื่อว่า ภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก
เพราะเหตุนั้นจึงมีความต่างกัน ด้วยบทว่า เอกกฺขณวเสน - ด้วย
สามารถขณะหนึ่ง.
ในบทมีอาทิว่า รูปํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ พระโยคาวจรเมื่อ
พิจารณาเห็นรูป ชื่อว่าเจริญภาวนา มีอธิบายว่า พระโยคาวจรเมื่อ
พิจารณาเห็นรูปเป็นต้นโดยอาการที่ควรเห็น ชื่อว่า ย่อมเจริญภาวนา
ที่ควรภาวนา.
บทว่า เอกรสา โหนฺติ - ภาวนามีรสเป็นอันเดียวกัน คือ
มีรสเป็นอันเดียวกัน ด้วยวิมุตติรส หรือด้วยรสอันเป็นกิจ. บทว่า
วิมุตฺติรโส ได้แก่ สัมปัตติรส - รสคือการถึงพร้อม ชื่อว่า รส ท่าน
กล่าวด้วยอรรถว่าถึงพร้อมด้วยกิจ ด้วยเหตุนั้น เป็นอันท่านกล่าวไว้
แล้วแล.
จบ อรรถกถาภาเวตัพพนิทเทส
จบ อรรถกถาจตุตถภาณวาร

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 391 (เล่ม 68)

สัจฉิกาตัพพนิทเทส
[๗๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่อง
รู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่า
สุตมยญาณอย่างไร ?
ธรรมอย่างหนึ่งควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ, ธรรม
๒ ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๑. วิมุตติ ๑, ธรรม ๓ ควรทำให้แจ้ง คือ
วิชชา ๓, ธรรม ๔ ควรทำให้แจ้ง คือ สามัญญผล ๔, ธรรม ๕ ควร
ทำให้แจ้ง คือ ธรรมขันธ์ ๕, ธรรม ๖ ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖,
ธรรม ๗ ควรทำให้แจ้ง คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗, ธรรม ๘ ควร
ทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘, ธรรม ๙ ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙,
ธรรม ๑๐ ควรทำให้แจ้ง คือ อเสกขธรรม ๑๐.
[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลายก็สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง คือ อะไร ? คือ จักษุ รูป จักษุ-
วิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา
ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง หู เสียง
ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ
ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
แม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้ง
ทุกอย่าง.

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 392 (เล่ม 68)

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นรูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็น
อารมณ์ เมื่อพิจารณาเห็นเวทนา . . . เมื่อพิจารณาเห็นสัญญา . . . เมื่อ
พิจารณาเห็นสังขาร . . . เมื่อพิจารณาเห็นวิญญาณ . . . เมื่อพิจารณา
เห็นจักษุ . . . เมื่อพิจารณาเห็นชราและมรณะ . . . เมื่อพิจารณาเห็น
นิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่สุด ย่อมทำให้แจ้งโดยทำ
ให้เป็นอารมณ์ ธรรมใด ๆ เป็นธรรมอันทำให้แจ้งแล้ว ธรรมนั้น ๆ
ย่อมเป็นธรรมอันถูกต้องแล้ว.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรม
ที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้
ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าสุตมยญาณ.
ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรม
ที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม
ธรรมเหล่านี้ไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วน
แห่งความวิเศษ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนชำแรกกิเลส ชื่อว่าสุตมย-
ญาณ.
สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยกาม ของพระโยคาวจรผู้ได้
ปฐมฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความ
พอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ปฐมฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไป

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 393 (เล่ม 68)

ในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันไม่ประกอบด้วยวิตกเป็น
ไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการ
อันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็น
ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอัน
ประกอบด้วยวิตก ของพระโยคาวจร ผู้ได้ทุติยฌานเป็นไปอยู่ นี้
เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสม-
ควรแก่ทุติยฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่
สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอุเบกขาและสุขเป็นไปอยู่ นี้เป็น
ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคต
ด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไป
ในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยปีติ
และสุข ของพระโยคาวจร ผู้ได้ตติยฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรม
เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ตติย-
ฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญา
และมนสิการอันประกอบด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรม
เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความ
เบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วน
แห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอุเบกขาและ
สุขของพระโยคาวจรผู้ได้จตุตถฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 394 (เล่ม 68)

ส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่จตุตถฌานนั้น
ยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมน-
สิการอันประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรม
เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความ
เบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วน
แห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยรูป ของ
พระโยคาวจรผู้ได้อากาสานัญจายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็น
ไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่อากาสา-
นัญจายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่
สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌานเป็นไปอยู่
นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอัน
สหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็น
ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอัน
ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน ของพระโยคาวจรผู้ได้วิญญาณัญ-
จายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม
ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่วิญญญาณัญจายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่
นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประ-
กอบด้วยอากิญจัญญายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วน
แห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย

394