ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 375 (เล่ม 68)

ภังคานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นความดับ ๑
ภยตูปัฏฐานานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏ
เป็นของน่ากลัว ๑
อาทีนวานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นโทษ ๑
นิพพิทานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงถึงด้วยความเบื่อหน่าย ๑
มุญจิตุกัมยตาญาณ - ปรีชาคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย ๑
ปฏิสังขานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงด้วยพิจารณาหาทาง ๑
สังขารุเปกขาญาณ - ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยในสังขาร ๑
สัจจานุโลมิกญาณ - ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่กำหนดรู้อริย-
สัจ ๑.
วิปัสสนาญาณเหล่านั้น ย่อมชำระมลทินมีความสำคัญว่าเที่ยงเป็นต้น.
บทว่า ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ได้แก่ ปัญญาในอริยมรรค ๔.
อริยมรรคปัญญานั้น ย่อมชำระมลทินคือกิเลสที่ถูกฆ่าด้วยมรรคของ
ตน ๆ โดยเด็ดขาด.
บทว่า ปุญฺญาวิสุทฺธิ ได้แก่ ปัญญาในอรหัตผล.
บทว่า วิมุตฺตีวิสุทฺธิ ได้แก่ วิมุตติในอรหัตผล.
บทว่า ทส กสิณายตนานิ - กสิณ ๑๐ ท่านกล่าวถึงกสิณ ๑๐
ไว้อย่างนี้ คือ ท่านหนึ่งรู้พร้อมปฐวีกสิณ เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้อง

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 376 (เล่ม 68)

ขวาง ไม่มีสอง ไม่มีประมาณ, ท่านหนึ่งรู้พร้อมอาโปกสิณ ฯลฯ
ท่านหนึ่งรู้พร้อมเตโชกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมวาโยกสิณ. ท่านหนึ่ง
รู้พร้อมนีลกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมปีตกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมโลหิต
กสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมโอทาตกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมอากาสกสิณ.
ท่านหนึ่งรู้พร้อมวิญญาณกสิณ เบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่มี
สอง ไม่มีประมาณ๑. ชื่อว่า กสิณ เพราะอรรถว่าแผ่ไปทั่ว, อีก
อย่างหนึ่งชื่อว่า อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นเขต หรือเป็นที่ตั้งของ
ธรรมอันมีกสิณนั้นเป็นอารมณ์.
บทว่า อุทฺธํ คือ มุ่งเฉพาะท้องฟ้าเบื้องบน. บทว่า อโธ
คือ มุ่งเฉพาะภาคพื้นเบื้องล่าง.
บทว่า ติริยํ คือ กำหนดไว้โดยรอบดุจบริเวณของพื้นที่. เพราะ
บางท่านเจริญกสิณเบื้องบน, บางท่านเบื้องต่ำ, บางท่านโดยรอบ
หรือว่าแม้ท่านหนึ่งประสงค์จะเห็นรูป ดุจประสงค์จะเห็นแสงสว่าง ย่อม
ขยายออกไปอย่างนี้ด้วยเหตุนั้น ๆ. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ท่านหนึ่งรู้
พร้อมปฐวีกสิณ เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง.
บทว่า อทฺวยํ นี้ ท่านกล่าวเพื่อไม่ให้กสิณอย่างหนึ่งถึงความ
เป็นอย่างอื่น. ปฐวีกสิณย่อมเป็นปฐวีกสิณเท่านั้น ปฐวีกสิณนั้นไม่มี
๑. อํ. ทสก. ๒๔/๒๕

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 377 (เล่ม 68)

กสิณอื่นปะปนเหมือนเมื่อคนลงไปสู่น้ำ น่าเท่านั้นย่อมมีในทิศทั้งปวง
มิใช่อื่น. ในบททั้งปวงมีนัยอย่างนี้.
บทว่า อปฺปมาณํ นี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจการแผ่ไปของกสิณ
นั้นๆ ไม่มีกำหนด. จริงอยู่ กสิณนั้น เมื่อแผ่ไปทางใจ ชื่อว่า แผ่
ไปทั่ว, มิได้กำหนดว่า นี้เป็นเบื้องต้น นี้เป็นท่ามกลาง ของกสิณ
นั้น.
บทว่า อากาสกสิณํ ได้แก่ อากาศที่เพิกกสิณ และอากาศ
กสิณที่กำหนดไว้.
บทว่า วิญฺญาณกสิณํ ได้แก่ วิญญาณอันเป็นไปในอากาศ
ที่เพิกกสิณ. ในวิญญาณกสิณนั้น พึงทราบความเป็นเบื้องบน เบื้อง
ล่าง เบื้องขวาง ในอากาศที่เพิกกสิณ ด้วยอำนาจกสิณ ในวิญญาณ
อันเป็นไปแล้ว ในวิญญาณกสิณนั้น ด้วยอำนาจอากาศที่เพิกกสิณ,
พึงทราบด้วยสามารถกสิณนั้น เพราะแม้อากาสกสิณที่กำหนดไว้ก็ควร
เจริญดังนี้บ้าง.
๖๘] บัดนี้ ท่านพระสารีบุตร เมื่อจะแสดงประเภทของภาวนา
จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เทฺว ภาวนา - ภาวนา ๒.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า เทฺว ภาวนา ดังต่อไปนี้ วัฏฏะ
ท่านกล่าวว่า โลก เพราะอรรถว่าแตกสลายไป. ชื่อว่า โลกิยา
เพราะอรรถว่าประกอบแล้วในโลก ด้วยความเกี่ยวเนื่องกันในวัฏฏะนั้น,

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 378 (เล่ม 68)

การเจริญธรรมอันเป็นโลกิยะ ชื่อว่า โลกิยา. แม้ท่านจะกล่าวว่า
การเจริญธรรมโดยโวหารก็จริง, ถึงดังนั้น ก็ไม่มีการเจริญแยกออก
จากธรรมเหล่านั้น. เพราะท่านเจริญธรรมเหล่านั้นนั่นเอ จึงเรียกว่า
ภาวนา. บทว่า อุติติณฺณา แปลว่า ข้าม. ชื่อว่า โลกุตฺตรา
เพราะอรรถว่า ข้ามไปจากโลกด้วยความไม่เกี่ยวข้องโลก.
ชื่อว่า รูปาวจรา เพราะอรรถว่า ท่องเที่ยวไปในรูปอันได้แก่
รูปภพ.
กุสล ศัพท์ ในบทว่า รูปาวจรกุสลานํ นี้ ย่อมปรากฏใน
ความไม่มีโรค ไม่มีโทษ ฉลาดและสุขวิบาก. ปรากฏในความไม่มีโรค
ในบทมีอาทิว่า กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ, กจฺจิ โภโต อนาม๑ยํ - พระ-
คุณเจ้าสบายดีหรือ, มีอนามัยดีหรือ. ปรากฏในความไม่มีโทษ ในบท
มีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารเป็นกุศล เป็นไฉน ?
มหาบพิตรกายสมาจารไม่มีโทษ๒แลเป็นกุศล และในบทมีอาทิว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ ข้ออื่นยังมีอยู่อีก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมใน
กุศลธรรม๓ นั่นเป็น อนุตริยะ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า. ปรากฏใน
ความฉลาด ในบทมีอาทิว่า ข้าแต่ราชกุมาร พระองค์เป็นผู้ฉลาด
ทรงสำคัญส่วนน้อยใหญ่ของรถเป็นอย่างไร,๔ และในบทมีอาทิว่า หญิง
มีความสามารถ มีความสำเหนียก เป็นหญิงฉลาด การฟ้อนและการ
๑. ขุ.ชา. ๒๗/๒๑๓๓. ๒. ม.ม. ๑๓/๕๕๔. ๓. ที.ปา. ๑๑/๗๕.
๔. ม.ม. ๑๓/๙๕.

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 379 (เล่ม 68)

ขับร้อง.๑ ปรากฏในสุขวิบาก ในบทมีอาทิว่า บุญนี้ย่อมเจริญอย่างนี้
เพราะเหตุการสมาทานกุศลธรรม๒ และในบทอาทิว่า เพราะทำ คือ
สะสมกุศลธรรม.๔ กุสล ศัพท์ ในที่นี้ ย่อมสมควรแม้ในความไม่มี
โรค แม้ในความไม่มีโทษ แม้ในสุขวิบาก. ก็ในบทนี้ มีอธิบายคำ
ดังต่อไปนี้ กุจฺฉิเต ปาปเก ธมฺเม สลยนฺติ จลยนฺติ กมฺเปนฺติ
วิทฺธํ เสนฺตีติ กุสลา - ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุสล เพราะอรรถว่า
ป้องกัน ย่อมทำให้หวั่นไหว ย่อมทำให้สะเทือน ย่อมกำจัดธรรมอัน
ลามก น่าเกลียด. อีกอย่างหนึ่ง บาปธรรม ชื่อว่า กุส เพราะอรรถ
ว่า ย่อมนอน คือ ย่อมเป็นไปโดยอาการอันน่าเกลียด. ชื่อว่า กุสล
เพราะอรรถว่า ตัด ทำลายกุสธรรมอันน่าเกลียด อันได้แก่อกุศล
เหล่านั้น, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กุสล เพราะทำสิ่งน่าเกลียดให้น้อย
ให้สิ้นสุด ได้แก่ ญาณ. ชื่อว่า กุสล เพราะอรรถว่า พึงตัด พึงยึด
คือ พึงให้เป็นไปด้วย กุส - ญาณนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กุสล
เพราะอรรถว่า กุศลแม้เหล่านี้ ย่อมตัดฝ่ายที่เป็นสังกิเลสที่ถึงส่วนทั้ง
สอง ทั้งที่เกิดและยังไม่เกิด, เหมือนหญ้าบาดมือ อันถึงส่วนทั้งสอง.
เพราะฉะนั้น จึงเหมือนหญ้าคาอันบุคคลตัด ได้แก่ การเจริญรูปาวจร
กุศลเหล่านั้น. ที่ชื่อว่า อรูปาวจร เพราะท่องเที่ยวไปในอรูป อัน
ได้แก่ อรูปภพ. ชื่อว่า ปริยาปนฺนา - การนับเนื่อง เพราะอรรถว่า
๑. ขุ.ชา. ๒๘/๔๓๖. ๒. ที.ปา. ๑๑/๓๓ ๓. อภิ.สํ. ๓๔/๓๓๘.

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 380 (เล่ม 68)

นับเนื่อง คือ หยั่งลงภายใน ในวัฏฏะเป็นไปในภูมิ ๓, ที่ชื่อว่า
อปริยาปนฺนา - การไม่นับเนื่อง เพราะอรรถว่า ไม่นับเนื่องในวัฏฏะ
เป็นไปในภูมิ ๓ นั้น จึงเป็น โลกุตระ.
หากถามว่า เพราะเหตุไรท่านจึงไม่กล่าวถึงการเจริญธรรมที่เป็น
กามาวจรกุศลเล่า ? ตอบว่า เพราะเมื่อการเจริญยังไม่ถึงขั้นอัปปนา
ท่านประสงค์เอาการเจริญในอภิธรรม ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอภิธรรม
นั้นว่า
พระโยคาวจรไม่ได้สดับจากผู้อื่น ย่อม
ได้เฉพาะซึ่งขันติ ทิฏฐิ รุจิ มุติ - ความรู้ เปกขะ-
ความเพ่ง ธัมมนิชฌานักขันติ - ขันติคือความเพ่ง
ธรรม อันเป็นอนุโลมเห็นปานนี้ คือ รูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นกัมมสกตาญาณ
หรือสัจจานุโลมิกญาณ ในกัมมายตนะ สิปปายตนะ
วิทยฐานะ อันจัดไว้ด้วยโยคะ เป็นของไม่เที่ยง
นี้ท่านกล่าวว่า จินตามยปัญญา. อีกอย่างหนึ่ง
พระโยคาวจรได้สดับจากผู้อื่น ย่อมได้ซึ่งขันติ
ทิฏฐิ รุจิ มุติ เปกขะ ธัมมนิชฌานักขันติ ใน
กัมมายตนะอันจัดไว้ด้วยโยคะ ฯลฯ นี้ท่านกล่าวว่า

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 381 (เล่ม 68)

สุตมยปัญญา. ปัญญาของผู้เข้าถึงแล้วแม้ทั้งหมด
เป็นภาวนามยปัญญา๑.
ส่วนกามาวจรภาวนานั้น พึงทราบว่า ท่านไม่เรียกว่า ภาวนา
เพราะความที่แห่งกามาวจรภาวนานั้น มีอยู่ในระหว่างอาวัชชนะและ
ภวังค์.
ความที่อุปจารสมาธิและวิปัสสนาสมาธิ เป็นบุญสำเร็จด้วย
ภาวนา เป็นอันสำเร็จแล้วเพราะบุญทั้งหมดหยั่งลงภายในบุญกิริยาวัตถุ
๓ อย่าง. แต่ในที่นี้ท่านสงเคราะห์ภาวนาเข้าในโลกิยภาวนานั่นเอง
พึงทราบในความที่รูปาวจรและอรูปาวจร มี ๓ อย่าง ดังต่อ
ไปนี้ บทว่า หีนา คือ ลามก. ภาวนาในท่ามกลางแห่งธรรมเลว
และธรรมสูงสุด ชื่อว่า มชฺฌา ปาฐะว่า มชฺฌิมา บ้าง. ชื่อว่า
ปณีตา เพราะอรรถว่า นำไปสู่ความเป็นประธาน ได้แก่ สูงสุด
พึงทราบความที่ภาวนาเป็นส่วนเลว เป็นส่วนปานกลาง และ
เป็นส่วนประณีต ด้วยการรวบรวมมา. เพราะว่าในขณะรวบรวมมา
ภาวนาที่เป็นฉันทะ วีริยะ จิตตะ วิมังสา เลว ชื่อว่า หีนา. ภาวนา
ที่เป็นธรรมปานกลาง ชื่อว่า มชฺฌิมา. ภาวนาที่เป็นประณีต ชื่อว่า
ปณีตา. อีกอย่างหนึ่ง ภาวนาที่สัมปยุตด้วยอินทรีย์อ่อน ชื่อว่า หีนา.
๑. อภิ.วิ. ๓๕/๘๐๔.

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 382 (เล่ม 68)

ภาวนาที่สัมปยุตด้วยอินทรีย์ปานกลาง ชื่อว่า มชฺฌิมา. ภาวนาที่
สัมปยุตด้วยอินทรีย์มีประมาณยิ่ง ชื่อว่า ปณีตา. ท่านกล่าวถึงความ
ประณีตเท่านั้น เพราะภาวนาอันไม่นับเนื่อง ไม่มีส่วนเลวและส่วน
ปานกลาง. ภาวนานั้น ชื่อว่า ปณีตา เพราะอรรถว่าสูงสุดและ
เพราะอรรถว่าไม่เดือดร้อน.
๖๙]ในปฐมภาวนาจตุกะ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภาเวติ ได้แก่ พระโยคาวจรเมื่อแทงตลอดอย่างนั้น ๆ
ในขณะเดียวเท่านั้น ชื่อว่า ย่อมเจริญอริยมรรค.
ในทุติยภาวนาจตุกะ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า เอสนาภาวนา ได้แก่ ภาวนาในส่วนเบื้องต้นของ
อัปปนา. เอสนาภาวนานั้น ท่านกล่าวว่า เอสนา เพราะเป็นเหตุ
แสวงหา อัปปนา.
บทว่า ปฏิลาภภาวนา ได้แก่ อัปปนาภาวนา. ปฏิลาภ
ภาวนานั้น ท่านกล่าวว่า ปฏิลาภ เพราะได้ด้วยการแสวงหานั้น.
บทว่า เอกรสาภาวนา ได้แก่ ภาวนาในเวลาประกอบความ
เพียรของผู้ใคร่จะบรรลุ ความเป็นผู้ชำนาญในการได้เฉพาะ. เอกรสา
ภาวนานั้นมีรสเป็นอันเดียวกันด้วยวิมุตติรส เพราะพ้นจากกิเลสนั้น ๆ
ด้วย ปหานะ นั้น ๆ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เอกรสา.

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 383 (เล่ม 68)

บทว่า อาเสวนาภาวนา ได้แก่ ภาวนาในเวลาบริโภคตาม
ความชอบใจของผู้บรรลุความชำนาญในการได้เฉพาะ. อาเสวนาภาวนา
นั้น ท่านกล่าวว่า อาเสวนา เพราะอรรถว่า เสพหนัก. แต่อาจารย์
บางพวกพรรณนาไว้ว่า อาเสวนาภาวนาเป็น วสีกรรม. เอกรสา
ภาวนา มีประโยชน์ทั้งหมด. พึงทราบความในจตุกวิภาคดังต่อไปนี้
บทว่า สมาธึ สมาปชฺชนฺตานํ - เมื่อพระโยคาวจรเข้าสมาธิอยู่ เป็น
คำกล่าวถึงปัจจุบันใกล้ปัจจุบัน.
บทว่า ตตฺถ ชาตา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในธรรมอัน
เป็นส่วนเบื้องต้นนั้น. บทว่า เอกรสา โหนฺติ ได้แก่ เป็นธรรม
มีกิจเสมอกันในการเข้าถึงอัปปนา. บทว่า สมาธึ สมาปนฺนานํ - เมื่อ
พระโยคาวจรเข้าสมาธิแล้ว ได้แก่ มีอัปปนาแน่นแฟ้นแล้ว.
บทว่า ตตฺถ ชาตา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในอัปปนานั้น.
บทว่า อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺติ - ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน ได้แก่
ไม่ก้าวล่วงกันและกัน โดยเป็นไปเสมอกัน.
๗๐] พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺ-
ทฺริยํ ภาวยโต - เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่า
น้อมใจเธอ ดังต่อไปนี้ อินทรีย์แม้ที่เหลือมีกิจของตน ๆ เป็นเหตุ
ด้วยอาศัยอินทรีย์นั้น ๆ ในการทำกิจของตน ๆ แห่งอินทรีย์หนึ่ง ๆ
แม้ในขณะเดียวกัน จึงมีรสอย่างเดียวกันด้วยวิมุตติรส เพราะเหตุนั้น

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 384 (เล่ม 68)

จึงชื่อว่า ภาวนา เพราะอรรถว่า มีรสอย่างเดียวกันด้วยวิมุตติรส
นั่นแล. แม้ในพละ โพชฌงค์ และองค์มรรคก็มีนัยนี้เหมือนกัน. อนึ่ง
บทว่า เอกรสา เป็นลิงควิปลาส.
๗๑] บทว่า อิธ ภิกฺขุ คือ ภิกษุในศาสนานี้. ชื่อว่า ภิกฺขุ
เพราะอรรถว่า เห็นภัยในสงสาร.
ในบทมีอาทิว่า ปุพฺพณฺหสมยํ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่ง
อัจจันตสังโยค - สิ้น, ตลอด, แต่โดยอรรถเป็นสัตตมีวิภัตติ มีความว่า
ในกาลก่อนแห่งวัน คือเวลาเช้า.
บทว่า อาเสวติ ได้แก่ เสพเป็นอันมาก ซึ่งสมาธิที่ถึงความ
ชำนาญ.
บทว่า มชฺฌนฺติกสมยํ ได้แก่ ในเวลากลางวัน คือเวลา
เที่ยง.
บทว่า สายณฺหสมยํ ได้แก่ ในเวลาเย็น.
บทว่า ปฺเรภตฺตํ ได้แก่ ในเวลาก่อนภัตในตอนกลางวัน.
บทว่า ปจฺฉาภตฺตํ ได้แก่ในเวลาหลังภัตตอนกลางวัน.
บทว่า ปุริเมปิ ยาเม ได้แก่ ในยามต้นของราตรี.
บทว่า กาเฬ ได้แก่ ในกาฬปักษ์ - ข้างแรม.
บทว่า ชุณฺเห ได้แก่ ในศุกลปักษ์ - ข้างขึ้น.
บทว่า ปุริเมปิ วโยชนฺเธ ได้แก่ ในส่วนวัยต้น คือปฐม

384