พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 365 (เล่ม 68)

[๗๖]ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก อย่างไร ?
เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งเนก-
ขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก เมื่อ
ละพยาบาทย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลส
ทั้งปวง ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา
ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก
อย่างนี้ ภาวนา ๙ ประการนี้.
พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูป ชื่อว่าเจริญภาวนา พิจารณา
เห็นเวทนา . . . พิจารณาเห็นสัญญา. . . พิจารณาเห็นสังขาร . . .พิจารณา
เห็นวิญญาณ . . .พิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ พิจารณาเห็นชราและมรณะ
. . . พิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่ ชื่อว่า
เจริญภาวนา ธรรมใด ๆ เป็นธรรมอันเจริญแล้ว ธรรมนั้น ๆ ย่อมมี
กิจเป็นอย่าเดียวกัน ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ๆ ชื่อว่า
ปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาความ
ทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้ว
ว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมยญาณ.
จบ จตุตถภาณวาร

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 366 (เล่ม 68)

อรรถกถาภาเวตัพพนิทเทส
[๖๗]พึงทราบวินิจฉัยในภาเวตัพพนิทเทส ดังต่อไปนี้ บทว่า
กายคตาสติ ได้แก่ สติสัมปยุตด้วยการมนสิการถึงอานาปานสติ อิริ-
ยาบถ ๔ อิริยาบถเล็กน้อย อาการ ๓๒ ธาตุ ๔ ป่าช้า ๙ และการ
กำหนดสิ่งเป็นปฏิกูล ท่านกล่าวไว้แล้วในสูตรอันว่าด้วยกายคตาสติและ
สัมปยุตด้วยรูปฌานตามสมควร. สตินั้นท่านกล่าวว่า กายคตา เพราะ
ไป คือ เป็นไปในกายเหล่านั้น.
บทว่า สาตสหคตา - สติสหรคตด้วยความสำราญ ได้แก่ ถึง
ภาวะมีเกิดขึ้นครั้งเดียวเป็นต้นกับด้วยความสำราญ กล่าวคือ การเสวย
สุขอันหวานชื่น. สหคตะศัพท์ปรากฏในชินวจนะลงในอรรถ ๕ ประการ
คือ ในตัพภาวะ - ความกำหนัดด้วยความพอใจ ๒ ในโวกิณณะ-
ความเจือ ๑ ในอารัมมณะ - อารมณ์ ๑ ในนิสสยะ - นิสัย ๑
ในสังสัฏฐะ - ความเกี่ยวข้อง ๑.
ปรากฏในอรรถร่า ตัพพภาวะ ดังในบทนี้ว่า ยายํ ตณฺหา
โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา - ตัณหาทำให้เกิดภพใหม่สหรคตด้วย
นันทิราคะ, อธิบายว่า เป็นความกำหนัดด้วยความพอใจ. ปรากฏใน
อรรถว่า โวกิณณะ ดังในบทนี้ว่า ยา ภิกฺขเว วีมํสา โกสชฺช-
สหคตา โกสชฺชสมิปยุตฺตา - วิมังสา สหรคตด้วยโกสัชชะ สัมป-
ยุตด้วยโกสัชชะ, อธิบายว่า วีมังสาเจือด้วยโกสัชชะเกิดขึ้นในระหว่าง ๆ.

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 367 (เล่ม 68)

ปรากฏในบทว่า อารัมมณะ ดังในบทนี้ว่า ลาภี โหติ รูปสหคตานํ
วา สมาปตฺตีนํ อรูปสหคตานํ วา สมาปตฺตีนํ - ผู้ได้สมาบัติสหรคต
ด้วยรูป หรือสหรคตด้วยอรูป, อธิบายว่า สมาบัติอันมีรูปเป็นอารมณ์
และมีอรูปเป็นอารมณ์. ปรากฏในอรรถว่า นิสสยะ ดังในบทนี้ว่า
อฏฺฐิกสญฺญาสหคตํ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ - ภิกษุเจริญสติสัมโพช-
ฌงค์ หรคตด้วยอัฏฐิกสัญญา, อธิบายว่า เจริญอัฏฐิกสัญญา อันมี
อัฏฐิกสัญญานอนเนื่องอยู่ในสันดานเป็นอันได้เฉพาะแล้ว. ปรากฏใน
อรรถว่า สังสัฏฐะ ดังในบทนี้ว่า อิทํ สุขํ อิมาย ปีติยา สหคตํ
โหติ สหชาตํ สมิปยุตฺตํ - สุขนี้สหรคต คือเกิดร่วม คือสัมปยุตด้วย
ปีตินี้, อธิบายเกี่ยวข้องกัน. แม้ในบทนี้ ท่านก็ประสงค์เอาความ
เกี่ยวข้องกัน. เพราะสติเกี่ยวข้องด้วยความสำราญ ท่านกล่าวว่า สาต-
สหคตา - สหรคตด้วยความสำราญ.
จริงอยู่ สติเกี่ยวข้องด้วยความสำราญนั้น เว้นจตุตถฌานใน
ฌานที่เหลือย่อมเป็น สาตสหคตา - สหรคตด้วยความรำราญ, แม้เมื่อ
สติสหรคตด้วยอุเบกขามีอยู่ โดยมากท่านก็กล่าวว่า สาตสหคตา, อีก
อย่างหนึ่ง เพราะจตุตถฌานเป็นมูลของปุริมฌานเป็นอันท่านกล่าวถึง
สติหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง เพราะสหรคตด้วยความสำราญ, ก็เมื่อ
ความสุขมีอยู่ด้วยอุเบกขา สติจึงเป็น สาตสหคตา เพราะพระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ด้วยเหตุนั้นจึงเป็นอันท่านกล่าวถึงสติสัมปยุต
ด้วยจตุตถฌานด้วย.

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 368 (เล่ม 68)

บทว่า สมโถ จ วิปสฺสนา จ - สมถะและวิปัสสนา. ชื่อว่า
สมถะ เพราะยังธรรมที่เป็นข้าศึก มีกามฉันทะเป็นต้นให้สงบ คือให้
หมดไป สมถะนี้เป็นชื่อของสมาธิ. ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะเห็น
ธรรมโดยอาการหลายอย่าง โดยมีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น วิปัส-
สนานี้เป็นชื่อของปัญญา. ในสองบทนี้ ในทสุตตรปริยายสูตร ท่าน
กล่าวว่า เป็นบุพภาค, และในสังคีติปริยายสูตร ท่านกล่าวว่า เจือ
ด้วยโลกิยะและโลกุตระ.
บทว่า ตโย สมาธี - สมาธิ ๓ ได้แก่ สมาธิมีวิตกไม่มีวิจาร ๑
สมาธิไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ๑ สมาธิไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจาร ๑. สมาธิ
พร้อมด้วยวิตกเป็นไปด้วยอำนาจสัมปยุตธรรม ชื่อว่า สวิตกฺโก,
สมาธิพร้อมด้วยวิจาร ชื่อว่า สวิจาโร. สมาธินั้น เป็นขณิกสมาธิ-
สมาธิชั่วขณะ เป็นวิปัสสนาสมาธิ - สมาธิเห็นแจ้ง เป็นอุปจารสมาธิ-
- สมาธิเฉียด ๆ ปฐมัชฌานสมาธิ - สมาธิในปฐมฌาน. ชื่อว่า อวิตกฺโก
เพราะสมาธิไม่มีวิตก ชื่อว่า วิจารมตฺโต เพราะในวิตกวิจาร สมาธิ
มีเพียงวิจารมีประมาณยิ่ง, อธิบายว่า สมาธิไม่ถึงการประกอบร่วมกัน
กับวิตกยิ่งกว่าวิจาร. ในปัญจกนัย สมาธินั้นเป็นสมาธิในทุติยฌาน,
สมาธิเว้นทั้งสองอย่างนั้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร. สมาธินั้น ในจตุกนัย
เป็นรูปาวจรสมาธิ มีทุติยฌานเป็นต้น, ในปัญจกนัยเป็นรูปาวจรสมาธิ
มีตติยฌานเป็นต้น. สมาธิแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ ก็ยังเป็นโลกิยะอยู่นั่นเอง.
ในสังคีติปริยายสูตร ท่านกล่าวถึงสมาธิ ๓ แม้อย่างอื่นอีก คือ สุญฺญต-

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 369 (เล่ม 68)

สมาธิ - สมาธิว่างจากราคะ โทสะ โมหะ อนิมิตฺตสมาธิ - สมาธิ
ไม่มีราคะ โทสะ โมหะเป็นนิมิต อปฺปณิหิตสมาธิ๑- สมาธิหาราคะ
โทสะ โมหะเป็นที่ตั้งมิได้ ด้วยเหตุนั้นในที่นี้ ท่านไม่ประสงค์เอา
สมาธิเหล่านั้น.
บทว่า จตฺตาโร สติปฏฺฐานา - สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กายานุ-
ปัสสนาสติปัฏฐาน ๑ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑ จิตตานุปัสสนา
สติปัฏฐาน ๒ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑. พระโยคาวจรผู้กำหนด
กาย โดยวิธี ๑๔ อย่าง ในส่วนเบื้องต้น พึงทราบว่า เป็นกายานุ-
ปัสสนาสติปัฏฐาน.
พระโยคาวจรผู้กำหนดเวทนา โดยวิธี ๙ อย่าง พึงทราบว่า
เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
พระโยคาวจรผู้กำหนดจิต โดยวิธี ๑๖ อย่าง พึงทราบว่า เป็น
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
พระโยคาวจรผู้กำหนดธรรม โดยวิธี ๕ อย่าง พึงทราบว่า
เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
ในที่นี้ท่านไม่ประสงค์เอาโลกุตรธรรม.
บทว่า ปญฺจงฺคิโก สมาธิ - สมาธิมีองค์ ๕ ได้แก่ สมาธิ
ในจตุตถฌาน. องค์ ๕ คือ ปีติผรณตา - ปีติซาบซ่าน ๑ สุขผรณตา
- ความสุขซาบซ่าน ๑ เจโตผรณตา - จิตซาบซ่าน ๑ อาโลกผรณตา
- แสงสว่างแผ่ซ่าน ๑ ปัจจเวกขณนิมิต - การพิจารณาเป็นนิมิต ๑.
๑. ที. ปา. ๑๑/๒๒๘.

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 370 (เล่ม 68)

ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปีติผรณตา เพราะแผ่ปีติเกิดขึ้น.
ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่า สุขผรณตา เพราะแผ่สุขเกิดขึ้น.
เจโตปริยปัญญา - ปัญญากำหนดรู้จิต ชื่อว่า เจโตผรณตา
เพราะแผ่จิตแก่คนอื่นเกิดขึ้น.
ทิพจักขุปัญญา - ปัญญาเกิดจากตาทิพย์ ชื่อว่า อาโลกผรณตา
เพราะแผ่แสงสว่างเกิดขึ้น.
ปัจจเวกขณญาณ ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต. แม้ข้อนี้ท่าน
ก็กล่าวไว้ว่า ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปีติผรณตา, ปัญญาในฌาน ๓
ชื่อว่า สุขผรณตา, ปรจิตตปัญญา ชื่อว่า เจโตผรณตา, ทิพจักขุ
ปัญญา ชื่อ อาโลกผรณตา, ปัจจเวกขณญาณของผู้ออกจากสมาธินั้น
ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต.
ปัจจเวกขณญาณนั้น ท่านกล่าวว่า เป็นนิมิต เพราะถือเอา
อาการที่เป็นไปของผู้ออกจากสมาธิแล้ว.
อนึ่ง ในสมาธิมีองค์ ๕ นั้น ปีติผรณตา สุขผรณตา ดุจเท้า
ทั้งสอง, เจโตผรณตา อาโลกผรณตา ดุจมือทั้งสอง, จตุตถฌาน
มีอภิญญาเป็นบาท ดุจมัชฌิมกาย - กายในท่ามกลาง ปัจจเวกขณนิมิต
ดุจศีรษะ. ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระแสดงสัมมาสมาธิมี
องค์ ๕ เปรียบบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหม่.
บทว่า ฉ อนุสฺสติฏฺฐานานิ - อนุสติ . สตินั่นแล เพราะ
เกิดขึ้นบ่อย ๆ จึงเรียกว่า อนุสติ, สติสมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วย

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 371 (เล่ม 68)

ศรัทธา เพราะเป็นไปในฐานะที่ควรเป็นไป ชื่อว่า อนุสติก็มี,
อนุสตินั่นแล ชื่อว่า อนุสติฏฐานะ เพราะเป็นฐานแห่งปีติเป็นต้น.
อนุสติ ๖ เป็นไฉน ? อนุสติ ๖ คือ พุทธานุสติ ๑
ธัมมานุสติ ๑ สังฆานุสติ ๑ สีลานุสติ ๑ จาคานุสติ ๑ เทวตานุสติ ๑.
บทว่า โพชฌงฺคา คือ เพื่อการตรัสรู้, หรือองค์แห่งการ
ตรัสรู้. ท่านอธิบายไว้ว่า พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี
ได้แก่ สติ ธรรมวิจยะ วีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา อันเป็น
ปฏิปักษ์ต่ออันตรายไม่น้อย มีความหดหู่ ฟุ้งซ่าน ติดแน่น สะสม
กามสุขัลลิกานุโยค อัตกิลมถานุโยค อุจเฉททิฏฐิ สัสสติทิฏฐิ การ
ยึดมั่นเป็นต้น อันเกิดขึ้นในขณะแห่งโลกุตรมรรค ด้วยเหตุนั้นท่าน
จึงกล่าวว่า โพธิ, บทว่า พุชฺฌติ ย่อมตื่น ได้แก่ ลุกจากหลับ
อันเป็นสันดานกิเลส, หรือแทงตลอดอริยสัจ ๔. หรือทำนิพพานให้
แจ้ง, องค์แห่งการตรัสรู้ กล่าวคือ ธรรมสามัคคีนั้น ชื่อว่า โพช-
ฌังคา บ้าง ดุจองค์ฌานและองค์มรรคเป็นต้น. อริยสาวกตรัสรู้ด้วย
ธรรมสามัคคีมีประการดังกล่าวแล้ว ท่านเรียกว่า โพธิ, องค์แห่ง โพธิ
นั้น ชื่อว่า โพชฌังคา ดุจองค์แห่งเสนาและองค์แห่งรถเป็นต้น. ด้วย
เหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า องค์แห่งบุคคลผู้ตรัสรู้ ชื่อว่า
โพชฌังคา. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอรรถแห่งโพชฌงค์ โดยนัยมี

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 372 (เล่ม 68)

อาทิว่า บทว่า โพชฺฌงฺคา ชื่อว่า โพชฌงค์ด้วยอรรถว่ากระไร ? ชื่อว่า
โพชฺฌงฺคา เพราะอรรถว่า ย่อมเป็นไปเพื่อการตรัสรู้
บทว่า อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค - อริยมรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่า
อริยะ เพราะไกลจากกิเลสที่ถูกฆ่าด้วยมรรคนั้น ๆ เพราะทำความเป็น
อริยะ และเพราะทำให้ได้อริยผล. มรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่า อัฏฐังคิกะ.
มรรคมีองค์ ๘ นั้นดุจเสนามีองค์ ๔, เพียงองค์เท่านั้นดุจดนตรีมีองค์ ๕,
พ้นไปจากองค์แล้วย่อมไม่มี. องค์มรรคคือโพชฌงค์เป็นโลกุตระ, แม้
ส่วนเบื้องต้นก็ย่อมได้โดยปริยายแห่งทสุตตรสูตร.
บทว่า นว ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคานิ - องค์เป็นประธานแห่งความ
บริสุทธิ์ ๙ ได้แก่ สีลวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งศีล เป็นองค์ เป็น
ประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ จิตตวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งจิต เป็น
องค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ ทิฏฐิวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่ง
ทิฏฐิ เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ กังขาวิตรณวิสุทธิ-
ความบริสุทธิ์แห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย เป็นองค์เป็น
ประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ มัคคามัคคญาณทัสนวิสุธิ - ความ
บริสุทธิ์แห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง เป็นองค์เป็นประ-
ธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ ปฏิปทาญาณทัสนวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่ง
๑. ขุ. ป. ๓๑/๕๕๗.

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 373 (เล่ม 68)

ญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติเป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑
ญาณทัสนวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งญาณทัสนะ เป็นองค์เป็น
ประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ ปัญญาวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งปัญญา
เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ วิมุตติวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์
แห่งวิมุตติ เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์๑ ๑.
บทว่า สีลวิสุทฺธิ ได้แก่ จตุปาริสุทธิศีล อันสามารถให้ถึง
ความหมดจด. สีลวิสุทธินั้น ชำระมลทิน คือ ความเป็นผู้ทุศีล.
บทว่า ปาริสุทธิปธานิยงฺคํ คือองค์ เป็นประธานสูงสุดแห่ง
ความเป็นผู้บริสุทธิ์.
บทว่า จิตฺตวิสุทฺธิ ได้แก่ สมาบัติ ๘ อันคล่องแคล่ว เป็น
ปทัฏฐานแห่งวิปัสสนา.
บทว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ คือ การเห็นนามรูปพร้อมด้วยปัจจัย.
ทิฏฐิวิสุทธินั้น ชำระมลทิน คือ สัตวทิฏฐิ - ความเห็นว่าเป็นสัตว์ให้หมดจด.
บทว่า กงฺขาวิตรณวสุทฺธิ คือ ความรู้ปัจจยาการ. พระ-
โยคาวจรเมื่อเห็นว่าธรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นไปด้วยสามารถปัจจัยใน
อัทธา - กาลอันยืดยาว ๓ ด้วยกังขาวิตรณวิสุทธินั้น ข้ามมลทิน คือ
ความสงสัย ๗ ในอัทธาแม้ ๓ ย่อมบริสุทธิ์.
๑. ที. ปา. ๑๑/๔๕๖.

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 374 (เล่ม 68)

บทว่า มคฺคามคฺคณาณทสฺสนวิสุทฺธิ ได้แก่ วิปัสสนูปกิเลส ๑๐
คือ :-
โอภาส - แสงสว่าง ๑
ญาณ - ความรู้ ๑
ปีติ - ความอิ่มใจ ๑
ปัสสัทธิ - ความสงบ ๑
สุข - ความสุข ๑
อธิโมกข์ - ความน้อมใจเชื่อ ๑
ปัคคหะ - ความเพียร ๑
อุปัฏฐาน - ความตั้งมั่น ๑
อุเบกขา - ความวางเฉย ๑
นิกันติ - ความใคร่ ๑
เกิดขึ้นในขณะ อุทยัพพยานุปัสสนา - พิจารณาเห็นความเกิด
และความดับ, มิใช่ทาง, อุทยัพพยญาณปฏิบัติไปตามวิถี เป็นทาง
ด้วยเหตุนั้นชื่อว่า มัคคามัคคญาณ - ญาณในทางและมิใช่ทาง ด้วย
ประการฉะนี้จึงยังมลทินอันมิใช่ทางให้หมดจดด้วยญาณนั้น.
บทว่า ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ได้แก่ วิปัสสนาญาณ
๙ เหล่านี้ คือ :-
อุทยัพพยานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นทั้งความเกิดทั้ง
ความดับ ๑

374