พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 355 (เล่ม 68)

บทว่า นิโรโธ นิพฺพานํ - นิโรธ คือ นิพพาน ได้แก่
นิพพาน กล่าวคือ นิโรธ.
๖๖] เพื่อแสดงธรรมที่ควรละด้วย ปหานะ อย่างนี้แล้วแสดง
ธรรมที่ควรละอีกโดยสรุป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพุทธพจน์มีอาทิว่า
สพฺพํ ภิกฺขเว ปหาตพฺพํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ.
ในธรรมเหล่านั้น ควรละธรรมมีจักษุเป็นต้น ด้วยการละฉันท-
ราคะ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า รูปํ ปสฺสนฺโต ปชหาติ - เมื่อ
เห็นรูปย่อมละ ได้แก่ เมื่อพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง
เป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้. เมื่อพิจารณาเห็น สำรวจ เพ่ง
ปรารถนา อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ในสองไปยาลว่า จกฺขุํ ฯเปฯ
ชรามรณํ ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ, อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
ในโลกุตรธรรมเหล่านั้น มีอาทิว่า ปสฺสนฺโต ปชหาติ - เมื่อพิจารณา
เห็น ย่อมละได้ ย่อมละกิเลสที่ควรละ ในขณะแห่งวิปัสสนา เพราะ
เหตุนั้นควรประกอบโดยอนุรูปแก่ธรรมนั้น ๆ.
จบ อรรถกถาปหาตัพพนิทเทส
จบ อรรถกถาตติยภาณวาร

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 356 (เล่ม 68)

จตุตถภาณวาร - ภาเวตัพพนิเทส
[๖๗]ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่อง
รู้ชัดธรรมทั้งได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมย-
ญาณอย่างไร ?
ธรรมอย่างหนึ่งควรเจริญ คือ กายคตาสติอันสหรคตด้วยความ
สำราญ. ธรรม ๒ ควรเจริญ คือ สมถะ ๑. วิปัสสนา ๑. ธรรม ๓
ควรเจริญ คือ สมาธิ ๓. ธรรม ๔ ควรเจริญ คือ สติปัฏฐาน ๔.
ธรรม ๕ ควรเจริญ คือ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕. ธรรม ๖ ควรเจริญ
คือ อนุสติ ๖. ธรรม ๗ ควรเจริญ คือ โพชฌงค์ ๗. ธรรม ๘
ควรเจริญ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘. ธรรม ๙ ควรเจริญ คือ องค์
อันเป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ - ปาริสุทธิ ๙. ธรรม ๑๐ ควร
เจริญ คือ กสิณ ๑๐.
[ ๖๘ ]ภาวนา ๒ คือโลกิยภาวนา ๑ โลกุตรภาวนา ๑.
ภาวนา ๓ คือ การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญธรรม
อันเป็นอรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก
คือโลกุตรกุศล ๑. การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลว
ก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี, การเจริญธรรมอัน
เป็นอรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วน
ประณีตก็มี, การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก เป็นส่วนประณีต

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 357 (เล่ม 68)

อย่างเดียว. ภาวนา ๔ คือ เมื่อแทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทง
ตลอดด้วยปริญญา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดสมุทยสัจอันเป็น
การแทงตลอดด้วยปหานะ ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดนิโรธสัจ
อันเป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอด
มรรคสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ ภาวนา ๔ นี้.
[๖๙]ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ เอสนาภาวนา ๑
ปฏิลาภภาวนา ๑ เอกรสาภาวนา ๑ อาเสวนาภาวนา ๑.
เอสนาภาวนาเป็นไฉน ? เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิอยู่
ธรรมทั้งหลายที่เกิดในธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั้น มีกิจเป็นอย่าง
เดียวกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่าเอสนาภาวนา .
ปฏิลาภภาวนาเป็นไฉน ? เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิแล้ว
ธรรมทั้งหลายที่เกิดในอัปปนานั้น ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน เพราะ
ฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่าปฏิลาภภาวนา.
[๗๐]เอกรสาภาวนาเป็นไฉน ? เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัท-
ธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียว
กันด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วย
อรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญ
วีริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ . . . เมื่อเจริญสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้ง

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 358 (เล่ม 68)

มั่น ... เมื่อเจริญสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน . . . เมื่อเจริญปัญ-
ญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วย
สามารถปัญญินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์
ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน.
เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหว
เพราะอสัทธิยะ พละอีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัทธา-
พละ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจ
เป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญวีริยพละ ด้วยอรรถว่าไม่
หวั่นไหวเพราะโกสัชชะ. . . เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติพละ. ด้วยอรรถ
ว่าไม่หวั่นไหวเพราะปมาทะ . . .เมื่อพระโยคาวจรเจริญสมาธิพละ ด้วย
อรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ...เมื่อพระโยคาวจรเจริญปัญญาพละ
ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา พละอีก ๔ อย่าง มีกิจเป็น
อย่างเดียวกันด้วยสามารถปัญญาพละ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา
ด้วยอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน.
เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น
โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพช-
ฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจ
เป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ด้วย
อรรถว่าเลือกเฟ้น ... เมื่อเจริญวีริยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าประคองไว้...

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 359 (เล่ม 68)

เมื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่า ซาบซ่านไป. ..เมื่อเจริญปัสสัทธิ
สัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าสงบ...เมื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่า
ไม่ฟุ้งซ่าน...เมื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าพิจารณาหาทาง
โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอุเบกขาสัม-
โพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลาย
มีกิจเป็นอย่างเดียวกัน.
เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาทิฏฐิด้วยอรรถว่าเห็นชอบ องค์
มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฏฐิ เพราะ
ฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียว
กัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่าตรึก . . .เมื่อ
เจริญสัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนดเอา...เมื่อเจริญสัมมากัมมันตะด้วย
อรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ... เมื่อเจริญสัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าผ่องแผ้ว .. .
เมื่อเจริญสัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ ...เมื่อเจริญสัมมาสติด้วย
อรรถว่าตั้งมั่น ... เมื่อเจริญสัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน องค์มรรค
อีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาสมาธิ เพราะ
ฉะนั้น ชื่อว่าภาวนาด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียว
กัน ภาวนานี้ ชื่อว่าเอกรสาภาวนา.
[๗๑] อาเสวนาภาวนาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
เสพเป็นอันมากซึ่งสมาธิที่ถึงความชำนาญ ตลอดเวลาเช้าก็ดี ตลอด

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 360 (เล่ม 68)

เวลาเที่ยงก็ดี ตลอดเวลาเย็นก็ดี ตลอดเวลาก่อนภัตก็ดี ตลอดเวลา
หลังภัตก็ดี ตลอดยามต้นก็ดี ตลอดยามหลังก็ดี ตลอดคืนก็ดี ตลอด
วันก็ดี ตลอดคืนและวันก็ดี ตลอดกาฬปักษ์ก็ดี ตลอดชุณหปักษ์ก็ดี
ตลอดฤดูฝนก็ดี ตลอดฤดูหนาวก็ดี ตลอดฤดูร้อนก็ดี ตลอดส่วนวัยต้น
ก็ดี ตลอดส่วนวัยกลางก็ดี ตลอดส่วนวัยหลังก็ดี ภาวนานี้ชื่อว่า
อาเสวนาภาวนา ภาวนา ๔ ประการนี้.
[๗๒] ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ ภาวนา ด้วยอรรถว่า
ไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น ๑ ภาวนาด้วย
อรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่า
นำไปซึ่งความเพียรอันเข้าถึงธรรมนั้น ๆ ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่าเสพเป็น
อันมาก ๑
[๗๓] ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรม
ทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น อย่างไร.
เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ
เนกขัมมะย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วย
อรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น เมื่อ
พระโยคาวจรละพยาบาท ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่
พยาบาท ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละถีนมิทธะ ธรรมทั้งหลายที่เกิด

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 361 (เล่ม 68)

ด้วยสามารถอาโลกสัญญา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละอุทธัจจะ
ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมไม่ล่วงกันและ
กัน ...เมื่อละวิจิกิจฉา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถการกำหนด
ธรรม ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละอวิชชา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย
สามารถแห่งญาณ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละอวิชชา ธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดด้วยสามาร ความปราโมทย์ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละ
นิวรณ์ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฐมฌาน ย่อมไม่
ล่วงกันและกัน ... เมื่อละวิตกและวิจารธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ
ทุติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน. . .เมื่อละปีติ ธรรมทั้งหลายที่เกิด
ด้วยสามารถตติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละสุขและทุกข์
ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถจตุตถฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . .
เมื่อละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย
สามารถอากาสานัญจายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละ
อากาสานัญจายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิญญาณัญ-
จายตนสมาบัติย่อมไม่ล่วงกันและกัน. . . เมื่อละวิญญาณัญจายตนสัญญา
ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกัน
และกัน ... เมื่อละอากิญจัญญายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย
สามารถเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อ
ละนิจสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิจจานุปัสนา ย่อม
ไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละสุขสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 362 (เล่ม 68)

ทุกขานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละอัตตสัญญา ธรรม
ทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนัตตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...
เมื่อละความเพลิดเพลิน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิพพิทานุ-
ปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละราคะ ธรรมทั้งหลายที่เกิด
ด้วยสามารถวิราคานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละมนสัญญา
ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถขยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...
เมื่อละสมุทัย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิโรธานุปัสนา ย่อมไม่
ล่วงกันและกัน ...เมื่อละความถือมั่น ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ
ปฏินิสสัคคานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอายูหนะ - การ
ทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ
วยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน... เมื่อละธุวสัญญา - ความสำคัญ
ว่ายั่งยืน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิปริณามานุปัสนา ย่อมไม่
ล่วงกันและกัน ...เมื่อละนิมิต ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิมิต-
ตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละปณิธิ ธรรมทั้งหลายที่เกิด
ด้วยสามารถอัปปณิหิตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอภิ-
นิเวส - ความยึดมั่นว่ามีตัวตน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ
สุญญตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละสาราทานาภินิเวส
- ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย
สามารถอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา - ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอัน

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 363 (เล่ม 68)

ยิ่ง ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสัมโมหาภินิเวส - ความยึดมั่น
ด้วยความหลงใหล ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถยถาภูตญาณทัสนะ
ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละอาลยาภินิเวส - ความยึดมั่นด้วยความ
อาลัย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอาทีนวานุปัสนา ย่อมไม่ล่วง
กันและกัน ...เมื่อละอัปปฏิสังขา - ความไม่พิจารณา ธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดด้วยสามารถปฏิสังขานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละ
สัญโญคาภินิเวส - ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ ธรรมทั้ง
หลายที่เกิดด้วยสามารถวิวัฏฏนานุปัสนา - ความตามเห็นกามเป็นเครื่อง
ควรหลีกไป ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับ
ทิฏฐิ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถโสดาปัตติมรรค ย่อมไม่ล่วงกัน
และกัน ... เมื่อละกิเลสอย่างหยาบ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ
สกทาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละกิเลสอย่างละเอียด
ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถอนาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกัน
และกัน . . .เมื่อละกิเลสทั้งปวง ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอรหัต-
มรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถ
ว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความไม่ล่วงกันและกัน ชื่อว่าภาวนา
ด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงกันและกัน อย่าง
นี้.
[๗๔] ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็น
อย่างเดียวกันอย่างไร.

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 364 (เล่ม 68)

เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่าง
เดียวกันด้วยสามารถเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถ
ว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อละพยาบาท อินทรีย์ ๕
มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลส
ทั้งหมด อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอรหัตมรรค
เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่าง
เดียวกัน ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่าง
เดียวกัน อย่างนี้.
[๗๕] ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอัน
สมควรแก่ธรรมนั้น ๆ อย่างไร ?
พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วย
สามารถเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่ง
ความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้น ๆ เมื่อละพยาบาท ย่อมนำไปซึ่ง
ความเพียรด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง
ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า
ภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้น ๆ ชื่อว่า
ภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้น ๆ
อย่างนี้.

364