พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 335 (เล่ม 68)

ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน เป็นอันได้จตุตถฌานแล้ว . . . บุคคลผู้
พยายามเพื่อต้องการจะได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ. . . วิญญาณัญ-
จายตนสมาบัติ . . . อากิญจัญญายตนสมาบัติ. . . เนวสัญญานา-
สัญญายตนสมาบัติ เป็นอันได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว
ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้ว
อย่างนี้.
๖๑] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อนิจจานุปัสนา เป็น
อันได้อนิจจานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้
แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ทุกขา-
นุปัสนา ... อนัตตานุปัสนา . . . นิพพิทานุปัสนา . . . วิราคานุปัสนา. . .
นิโรธานุปัสนา . . . ปฏินิสสัคคานุปัสนา . . . ขยานุปัสนา . . . วยา-
นุปัสนา. . . วิปริณามานุปัสนา. . . อนิมิตตานุปัสนา... อัปปณิหิตา-
นุปัสนา. . . สุญญตานุปัสนา . . . เป็นอันได้สุญญตานุปัสนาแล้ว ธรรม
นั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้.
[๖๒] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา
การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอันได้อธิปัญญาธรรม
จะปัสสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและ
พิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ยถาภูตญาณ-
ทัสนะ. . . อาทีนวานุปัสนา. . . ปฏิสังขานุปัสนา. . . วิวัฏฏนานุปัสนา

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 336 (เล่ม 68)

. . . เป็นอันได้วิวัฏฏนานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น
กำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้.
[๖๓] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้โสดาปัตติมรรค เป็น
อันได้โสดาปัตติมรรคแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนด
รู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้สกทา-
คามิมรรค . . . อนาคามิมรรค . . . อรหัตมรรค เป็นอันได้อรหัตมรรค
แล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้ว
อย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ธรรมใด ๆ เป็นอันได้ธรรม
นั้น ๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและ
พิจารณาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่า
ปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา
เครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมา
แล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ชื่อว่าสุตมยญาณ.
[๖๔] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่อง
รู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่าสุตมยญาณ
อย่างไร ?
ธรรมอย่างหนึ่งควรละ คือ อัสมิมานะ, ธรรม ๒ ควรละ คือ
อวิชชา ๑ ตัณหา ๑, ธรรม ๓ ควรละ คือ ตัณหา ๓, ธรรม ๔ ควรละ
คือ โอฆะ ๔, ธรรม ๕ ควรละ คือ นิวรณ์ ๕, ธรรม ๖ ควรละ คือ

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 337 (เล่ม 68)

หมวดตัณหา ๖, ธรรม ๗ ควรละ คือ อนุสัย ๗, ธรรม ๘ ควรละ คือ
มิจฉัตตะ - ความเป็นผิด ๘, ธรรม ๙ ควรละ คือ ธรรมมีตัณหาเป็น
มูลเหตุ ๙. ธรรม ๑๐ ควรละ คือ มิจฉัตตะ ๑๐.
[๖๕] ปหานะ ๒ คือ สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิ-
ปหานะ ๑ สมุทเฉทปหานะ อันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิ-
ปหานะอันเป็นโลกุตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรค
เครื่องให้ถึงความสิ้นไป.
ปหานะ ๓ คือ เนกขัมมะ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกาม ๑
อรูปฌาน เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ๑ นิโรธ เป็นอุบายเครื่อง
สลัดออกแห่งสังขตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาศัยกัน
และกันเกิดขึ้น ๑ บุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอันละและสละกามได้แล้ว
บุคคลผู้ได้อรูปฌานเป็นอันละและสละรูปได้แล้ว บุคคลผู้ได้นิโรธเป็น
อันละและสละสังขารได้แล้ว.
ปหานะ ๔ คือ บุคคลผู้แทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทง
ตลอดด้วยการกำหนดรู้ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอด
สมุทัยสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการละ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑
บุคคลผู้แทงตลอดนิโรธสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้ง
ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดมรรคสัจ อันเป็นการ
แทงตลอดด้วยการเจริญ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑.

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 338 (เล่ม 68)

ปหานะ ๕ คือ วิกขัมภนปหานะ ๑ ตทังคปหานะ ๑ สมุจ-
เฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิปหานะ ๑ นิสสรณปหานะ ๑ การละนิวรณ์
ด้วยการข่มไว้ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญปฐมฌาน การละทิฏฐิด้วยองค์
นั้น ๆ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญสมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรก
กิเลส สมุจเฉทปหานะอันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิปหานะ
อันเป็นโลกุตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรคเครื่อง
ให้ถึงความสิ้นไป และนิสสรณปหานะเป็นนิโรธ คือ นิพพาน.
[๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงควรละคืออะไร คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ
จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด
ขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยควรละทุกอย่าง.
หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย
โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ ฯลฯ มโนวิญญาณ ฯลฯ มโน-
สัมผัส ฯลฯ สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิด
ขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยควรละทุกอย่าง.
เมื่อพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละ
กิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็นเวทนา . . . สัญญา. . . สังขาร . . .
วิญญาณ... จักษุ ... ชราและมรณะ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น
ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 339 (เล่ม 68)

ด้วยความเป็นอนัตตา ด้วยความว่าเป็นที่สุด ย่อมละกิเลสที่ควรละได้
ธรรมใด ๆ เป็นธรรมที่ละได้แล้วธรรมนั้น ๆ เป็นอันสละได้แล้ว ชื่อว่า
ญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ไดสดับมาแล้ว
คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่า
สุตมยญาณ.
จบ ตติยภาณวาร
-----------------------------
อรรถกถาปหาตัพพนิทเทส
๖๐-๖๔] พึงทราบวินิจฉัยในปหาตัพพนิทเทส ดังต่อไปนี้.
บทว่า อสฺมิมาโน - มานะว่าเป็นเรา ได้แก่ ชื่อว่า มานะ เพราะ
เป็นเราในอุปาทานขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้น. จริงอยู่เมื่อละมานะนั้นได้
เป็นอันได้บรรลุพระอรหัต พึงทราบว่า แม้เมื่อรูปราคะเป็นต้น ยังมี
อยู่ก็ไม่กล่าวถึงสังโยชน์ที่เหลือกกล่าวถึงอัสมิมานะเท่านั้น เพราะอัสมิ-
มานะนั้นหยาบเทียบได้กับทิฏฐิ.
บทว่า อวิชฺชา คือความไม่รู้ในฐานะ ๔ มีทุกข์เป็นต้น โดย
สุตตันตปริยาย, การไม่รู้ในฐานะ ๘ กับที่สุดของเบื้องต้นเป็นต้น
โดยอภิธรรมปริยาย. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 340 (เล่ม 68)

ในธรรมเหล่านั้นอวิชชาเป็นไฉน ? อวิชชา
คือความไม่รู้ทุกข์ ๑ ไม่รู้ทุกขสมุทัย - ไม่รู้ทุกข-
นิโรธ ๑ ไม่รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ๑ ไม่รู้ส่วน
เบื้องต้น ๑ ไม่รู้ส่วนเบื้องปลาย ๑ ไม่รู้ทั้งส่วน
เบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย ๑ ไม่รู้ปฏิจจสมุป-
ปาทธรรมอันเป็นอิทัปปัจจยตา๑ - สิ่งนี้เป็นปัจจัย
ของสิ่งนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี.
บทว่า ภวตณฺหา ได้แก่ ปรารถนาในภพมีกามภพเป็นต้น. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ในตัณหา ๓ นั้น ภวตัณหาเป็นไฉน ? ภว-
ตัณหา คือ ความพอใจในภพ ความกำหนัดในภพ
ความเพลิดเพลินในภพ ความอยากในภพ ความ
เสน่หาในภพ ความเร่าร้อนในภพ ความสยบใน
ภพ ความพะวงหลงใหลในภพ.๒
บทว่า ติสฺโส ตณฺหา - ตัณหา ๓ ได้แก่ กามตัณหา ๑ ภว-
ตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑. ในอภิธรรมท่านชี้แจงตัณหาเหล่านั้นไว้
อย่างนี้ว่า ในตัณหา ๓ นั้น ภวตัณหาเป็นไฉน ? ราคะสหรคตด้วย
ภวทิฏฐิ ฯลฯ จิตมีราคะ นี้เรียกว่าภวตัณหา.
๑. อภิ. สํ. ๓๔/๖๙๑. ๒. อภิ. วิ. ๓๕/๙๑๒.

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 341 (เล่ม 68)

วิภวตัณหาเป็นไฉน ? ราคะสหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ ฯลฯ จิต
มีราคะ นี้เรียกว่าวิภวตัณหา. ตัณหานอกนั้นเป็นกามตัณหา
กามตัณหาเป็นไฉน ? ราคะประกอบด้วยกามธาตุ ฯลฯ จิตมี
ราตะ นี้เรียกว่ากามตัณหา.
ภวตัณหาเป็นไฉน ? ราคะประกอบด้วยรูปธาตุและอรูปธาตุ ฯลฯ
วิภวตัณหาเป็นไฉน ? ราคะสหรคตด้วยอุจเฉททิฏ๑ฐิ ฯลฯ
แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า ราคะเป็นไปในกามคุณ ๕ ชื่อว่า
กามตัณหา, ราคะในรูปภพและอรูปภพ ราคะสหรคตด้วยความใคร่
ในฌาน และสัสสตทิฏฐิ ความปรารถนาด้วยอำนาจภพ ชื่อว่า ภว-
ตัณหา, ราคะสหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ ชื่อว่า วิภวตัณหา. นี้แก้ไว้
โดยปริยายแห่งทสุตตรสูตร. แม้ตัณหาท่านกล่าวไว้โดยปริยายแห่งสัง-
คีติ และโดยปริยายแห่งอภิธรรมว่า ตัณหา ๓ อย่างอื่นอีก คือ กาม-
ตัณหา รูปตัณหา อรูปตัณหา. อย่างอีกอีก ๓ คือ รูปตัณหา อรูป-
ตัณหา นิโรธตัณหา** ถูกต้องในนิทเทสนี้. ในตัณหาเหล่านั้น ตัณหา
๕ ประกอบด้วยกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ, ตัณหาสุดท้ายสหรคตด้วย
อุจเฉททิฏฐิ.
บทว่า จตฺตาโร โอฆา - โอฆะ ๔ คือ กาโมฆะ ๑ ภโวฆะ ๑
ทิฏโฐฆะ ๑ อวิชโชฆะ ๑. ชื่อว่า โอฆะ เพราะอรรถว่า ย่อมยังสัตว์
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๙๓๓. ๒. ที. ปา. ๑๑/๒๒๘.

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 342 (เล่ม 68)

นั้นให้จมลงในวัฏฏะ. โอฆะทั้งหลายเหล่านี้เป็นกิเลสมีกำลัง. โอฆะใน
กาม ได้แก่ กามคุณ ชื่อว่า กาโมฆะ. คำว่า กาโมฆะ นี้เป็นชื่อ
ของ กามตัณหา. โอฆะในภพ ๒ อย่าง คือ รูปภพและอรูปภพ จาก
กรรม และจากอุปบัติ ชื่อว่า ภโวฆะ. คำว่า ภโวฆะ นี้ เป็นชื่อของ
ภวตัณหา. โอฆะ คือ ทิฏฐินั่นแล ชื่อว่า ทิฏโฐฆะ คำว่า ทิฏฺโฐ-
ฆะ นี้ เป็นชื่อของทิฏฐิมีอาทิว่า สสฺสโต โลโก - โลกเที่ยง. โอฆะ
คือ อวิชชานั่นแล ชื่อว่า อวิชโชฆะ. คำวำ อวิชโชฆะ นี้ เป็น
ชื่อของความไม่รู้ในทุกข์เป็นต้น.
บทว่า ปญฺจ นีวรณานิ - นิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทะ ๑ พยา-
บาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑. ชื่อว่า นีวรณานิ
-เพราะห้าม คือ รัดรึงจิตไว้. ชื่อว่า กามา - เพราะเป็นเหตุใคร่.
ได้แก่ กามคุณ ๕. ความพอใจในกาม ชื่อว่า กามฉันทะ. อีกอย่าง
หนึ่ง ชื่อว่า กาโม เพราะย่อมใคร่. ความพอใจ คือ กาม, มิใช่ความ
พอใจใคร่จะทำ มิใช่ความพอใจในธรรม เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า กาม-
ฉันทะ. บทนี้เป็นชื่อของ กามตัณหา.
ชื่อว่า พฺยาปาโท เพราะจิตย่อมปองร้าย คือ ถึงความเสีย
ด้วยความปองร้ายนั้น, อีกอย่างหนึ่ง จิตยังวินัยอาจาระ รูปสมบัติ
ประโยชน์ สุข ให้ถึงความพินาศ. บทนี้เป็นชื่อของ โทสะ.

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 343 (เล่ม 68)

ชื่อว่า ถีนํ เพราะความหดหู่, ชื่อว่า มิทฺธํ เพราะความท้อแท้,
อธิบายว่า ความไม่เพิ่มพูน ความอุตสาหะและกำจัด ความไม่สามารถ.
จิตไม่ขะมักเขม้น ชื่อว่า ถีนะ, ความที่เจตสิกไม่ควรแก่การงาน ชื่อว่า
มิทธะ, ความหดหู่และท้อแท้ ชื่อว่า ถีนมิทธะ.
ความที่จิตฟุ้งซ่าน ชื่อว่า อุทฺธจฺจํ ได้แก่ ความไม่สงบ. บทนี้
เป็นชื่อของความฟุ้งซ่าน. จิตทำความน้ำเกลียด ชื่อว่า กุกฺกตํ, ความ
ที่จิตทำความน่าเกลียด ชื่อว่า กุกฺกุจฺจํ, อธิบายว่า ความเป็นผู้มี
กิริยาน่าติเตียน. บทนี้เป็นชื่อของความเดือดร้อนในภายหลัง.
ชื่อวา วิจิกิจฺฉา เพราะปราศจากความคิด, อธิบายว่า หมด
ปัญญา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิจิกิจฉา เพราะเป็นเหตุค้นหาความ
จริง ยาก ลำบาก. บทนี้เป็นชื่อของความสงสัย. นิวรณ์ คือ กาม-
ฉันทะนั่นแล ชื่อว่า กามฉันทนิวรณ์. แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้.
บทว่า ฉ ธมฺมา ปาฐะว่า ฉทฺธมฺมา บ้าง. บทว่า ฉ
ตณฺหากายา - หมวดตัณหา ๖ คือ. รูปตัณหา ๑ สัททตัณหา ๑ คันธ-
ตัณหา ๑ รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ๒ ธรรมตัณหา ๑. ตัณหา
ในรูป ชื่อว่า รูปตัณหา. ตัณหานั้นนั่นแลท่านกล่าวว่า เป็นหมวด
ด้วยอรรถว่าเป็นกอง เพราะมีหลายประเภท โดยแยกกันมีกามตัณหา
เป็นต้น แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้.

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 344 (เล่ม 68)

บทว่า สตฺตานุสยา - อนุสัย ๗ คือ กามราคานุสัย ๑ ปฏิ-
ฆานุสัย ๒ มานานุสัย ๑ ทิฏฐานุสัย ๑ วิจิกิจฉานุสัย ๑ ภวราคา-
นุสัย ๑ อวิชชานุสัย ๑.
ชื่อว่า อนุสัย เพราะนอนเนื่องโดยอรรถว่าละไม่ได้. ความ
กำหนัดในกาม ชื่อว่า กามราคะ, อีกอย่างหนึ่ง ราคะ คือ กาม
ชื่อว่า กามราคะ. ชื่อว่า ปฏิฆะ เพราะกระทบกระทั่งในอารมณ์.
ชื่อว่า ทิฏฺฐิ เพราะอรรถว่า ไม่เห็นความเป็นจริง. ชื่อว่า มานะ
เพราะสำคัญว่าดีกว่าเขาเป็นต้น. ความกำหนัดในภพ ชื่อว่า ภวราคะ.
กามราคะมีกำลัง ชื่อว่า กามราคานุสัย. แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้.
บทว่า อฏฺฐ มิจฺฉตฺตา - ความเป็นผิด ๘ คือ มิจฉาทิฏฐิ ๑
มิจฉาสังกัปปะ ๑ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ ๑ มิจฉาอาชีวะ ๑
มิจฉาวายามะ ๑ มิจฉาสติ ๑ มิจฉาสมาธิ ๑. ชื่อว่า มิจฉัตตา - ความ
เป็นผิด เพราะมีสภาพผิดโดยที่แม้หวังอย่างนี้ว่า เขาจักนำประโยชน์
และความสุขมาให้แก่เราก็ไม่เป็นอย่างนั้น และโดยที่เป็นไปวิปริตใน
สิ่งไม่งามว่างามเป็นต้น. ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะเห็นผิด, หรือ
ทิฏฐิเป็นเหตุเห็นผิด, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะความ
เห็นวิปริต, หรือเพราะความเห็นไม่จริง, หรือเพราะความเห็นเหลวไหล,
หรือเพราะความเห็นอันบัณฑิตเกลียด เพราะนำความเสื่อมมาให้. แม้
ในคำว่า มิจฉาสังกัปปะ เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

344