พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 315 (เล่ม 68)

แห่งความไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสอันฆ่าด้วยมรรคนั้น ๆ อันเป็นความไม่เกิด
ด้วยปฏิสนธิ เพราะระงับปโยคะคือมรรคกิจเสียได้.
พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๙ ข้อ มีบทว่า ฉนฺโท
มูลฏฺเฐน - ฉันทะด้วยความว่าเป็นมูลฐานเป็นต้น ด้วยอำนาจอริย-
มรรคอันเป็นเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด.
บทว่า ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ได้แก่ ฉันทะคือความเป็นผู้ใคร่
เพื่อจะทำกุศลธรรมทั้งหลาย ด้วยความว่าเป็นมูลฐาน เพราะเป็นมูล
แห่งการปฏิบัติและแห่งความสำเร็จ
บทว่า มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน - มนสิการด้วยความว่าเป็น
สมุฏฐาน ได้แก่ โยนิโสมนสิการด้วยความว่าเป็นสมุฏฐาน เพราะยัง
กุศลธรรมทั้งหมดให้ตั้งขึ้น.
บทว่า ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน - ผัสสะด้วยความว่าประมวลมา
ได้แก่ เพราะเวทนาเป็นปธานเหตุแห่งตัณหาโดยเฉพาะ, อนึ่ง เมื่อ
จะละตัณหา ย่อมละด้วยเวทนาที่กำหนดรู้โดยเฉพาะ, และผัสสะเป็น
ปธานเหตุแห่งเวทนานั้น, เมื่อกำหนดรู้ผัสสะแล้วเป็นอันกำหนดรู้
เวทนาด้วย, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวผัสสะในวัตถุที่ควรรู้ยิ่ง ๗ ก่อน. ก็
ผัสสะนั้น ชื่อว่า ควรรู้ยิ่งด้วยความว่าประมวลมา เพราะท่านกล่าวว่า
ติกสนฺนิปาตปจฺจุปฏฺฐาโน - มีการประมวลมา รวมกันระหว่างวัตถุ
อารมณ์และวิญญาณ ๓ อย่างเป็นอาการปรากฏ เพราะประกาศด้วย

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 316 (เล่ม 68)

อำนาจเหตุของตน กล่าวคือการประมวลมาแห่งธรรมทั้ง ๓ แต่อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า ผัสสะ คือ ญาณผัสสะ.
ก็เพราะเวทนายังจิตและเจตสิกให้เป็นไปในอำนาจของตน ย่อม
ประชุม คือ ย่อมเข้าไปในจิตเจตสิกนั้น, หรือเข้าไปสู่จิตสันดานนั่นเอง,
ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สโมสรณฏฺเฐน อภิญฺเญยฺยา - เวทนาควรรู้ยิ่ง
ด้วยความว่าประชุม.
ส่วนอาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า การกำหนดรู้แม้ทั้งหมด ย่อม
ประชุมลงในเวทนาทั้งหลาย, เมื่อกำหนดรู้เวทนาแล้วเป็นอันกำหนดรู้
ที่ตั้งของตัณหาทั้งหมดได้. นั่นเพราะเหตุไร ? เพราะตัณหาทั้งหมดมี
เวทนาเป็นปัจจัย. ฉะนั้น เวทนาจึงควรรู้ยิ่งด้วยความว่าประชุม เพราะ
สมาธิชื่อว่าเป็นประมุข เป็นใหญ่ของกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะประมวล
ไว้ซึ่งจิตและเจตสิกทั้งหลาย ดุจช่อฟ้ากูฏาคารเป็นประมุข เพราะยึดไว้
ด้วยไม้จันทัน, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สมาธิ ปมุขฏฺเฐน สมาธิ
ด้วยความว่าเป็นประธาน. ปาฐะว่า ปามุกฺขฏฺเฐน บ้าง.
เพราะสติเป็นใหญ่ในการกำหนดอารมณ์ของผู้เจริญสมถวิปัสสนา,
เมื่ออารมณ์กำหนดไว้ได้ด้วยสติกุศลธรรมแม้ทั้งหมด ย่อมยังกิจของ
ตน ๆ ให้สำเร็จ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน -
สติด้วยความว่าเป็นใหญ่.

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 317 (เล่ม 68)

บทว่า ปญญา ฉเฐน ปัญญาด้วยความว่าประเสริฐ
กว่ากุศลนั้น ๆ ได้แก่ อริยมรรคปัญญา ชื่อว่าควรรู้ยิ่ง ด้วยความว่า
ยิ่งคือประเสริฐกว่ากุศลธรรมนั้น ๆ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ตทุตฺตรา
เพราะอรรถว่า ก้าวล่วงยิ่งจากกิเลสทั้งหลาย หรือจากสังสารวัฏ, อรรถ
แห่ง ตทุตฺตรา นั้น ชื่อว่า ตทุตฺตรฏฺโฐ ความว่าประเสริฐกว่ากุศล-
ธรรมนั้น ๆ. ด้วย ตทุตฺตรฏฺโฐ นั้น. ปาฐะว่า ตตุตฺตรฏฺเฐน บ้าง
ความว่าด้วยความยิ่งกว่าธรรมนั้น.
บทว่า วิมุตฺติ สารฏฺเฐน - วิมุตติด้วยความว่าเป็นแก่นสาร
ได้แก่ ผลวิมุตติ ชื่อว่าเป็นแก่นสาร เพราะความมั่นคงโดยไม่เสื่อม,
แม้เพราะก้าวล่วงสิ่งนั้นแล้วไม่มีสิ่งอื่นที่พึงแสวงหา ก็ชื่อว่าเป็นแก่น-
สาร. วิมุตตินั้นควรรู้ยิ่ง ด้วยความว่าเป็นแก่นสารนั้น.
บทว่า อมโตคธํ นิพฺพานํ - นิพพานอันหยั่งลงในอมตะ ชื่อว่า
อมตะ เพราะนิพพานไม่มี มตะ คือความตาย, ชื่อว่า อมตะ เพราะ
เป็นยาแก้พิษคือกิเลสบ้าง, ชื่อว่า โอคธํ เพราะเป็นหลักของสัตว์
ทั้งหลายด้วยการทำให้แจ้ง. ชื่อว่า นิพพานํ คือดับเพราะสงบจากทุกข์
ในสงสาร, ชื่อว่า นิพฺพานํ เพราะในนิพพานนี้ไม่มีเครื่องร้อยรัดคือ
ตัณหา.
นิพพานนั้นควรรู้ยิ่งด้วยความว่าเป็นที่สุด เพราะคำสอนเสร็จ-
สิ้นแล้ว. ในอภิญเญยยนิทเทสนี้รวมการวิสัชนา ได้ ๗,๗๔๐ บท ด้วย

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 318 (เล่ม 68)

ประการฉะนี้.
๕๕] บัดนี้ สรุปธรรมเหล่านั้นที่พระสารีบุตรได้ชี้แจงไว้แล้ว
อย่างนี้ว่า ธรรมใด ๆ ที่รู้ยิ่งแล้ว, ธรรมนั้น ๆ เป็นคุณที่รู้แล้ว, อธิบายว่า
เป็นคุณที่รู้แล้ว เพราะทำบทนั้นให้เป็นประธาน.
บทว่า ตํญาตฏฺเฐน ญาณํ - ชื่อว่า ญาณ เพราะอรรถว่ารู้
ธรรมนั้น ความว่า ชื่อว่า ญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมมีประการดังกล่าว
แล้วนั้น.
บทว่า ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา - ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่า
รู้ทั่ว คือรู้โดยอาการ.
คำถามที่ท่านถามไว้แต่ต้นว่า เตน วุจฺจติ ท่านแสดงสรุปไว้.
ด้วยเหตุนั้นจึงมีความว่า ปัญญาเครื่องทรงจำที่ได้สดับมา คือเครื่องรู้
ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง เป็นสุตมยปัญญา
ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาทุติยภาณวาร

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 319 (เล่ม 68)

ตติยภาณวาร
[๕๖] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา คือ เครื่องรู้ชัด
ธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ เป็นสุตมยญาณ
อย่างไร.
ธรรมอย่างหนึ่งควรกำหนดรู้ คือ ผัสสะอันมีอาสวะ เป็นที่
แห่งอุปาทาน ธรรม ๒ ควรกำหนดรู้ คือ นาม ๑ รูป ๑, ธรรม ๓
ควรกำหนดรู้ คือ เวทนา ๓, ธรรม ๔ ควรกำหนดรู้ คืออาหาร ๔,
ธรรม ๕ ควรกำหนดรู้ คือ อุปาทานขันธ์ ๕, ธรรม ๖ ควรกำหนดรู้
คือ อายตนะภายใน ๖, ธรรม ๗ ควรกำหนดรู้ คือ วิญญาณฐิติ ๗,
ธรรม ๘ ควรกำหนดรู้ คือ โลกธรรม ๘, ธรรม ๙ ควรกำหนดรู้
คือ สัตตาวาส ๙, ธรรม ๑๐ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะ ๑๐.
[๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงที่ควรกำหนดรู้คืออะไร คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ
จักขุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด
ขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง.
หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย
โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุข-
เวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโน-
สัมผัสเป็นปัจจัย ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง.

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 320 (เล่ม 68)

[๕๘] รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ ฯลฯ
ชราและมรณะ ฯลฯ นิพพานที่หยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด
ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง บุคคลผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใด ๆ เป็นอันได้
ธรรมนั้น ๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว
และพิจารณาแล้วอย่างนี้.
[๕๙] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้เนกขัมมะ เป็นอันได้
เนกขัมมะแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและ
พิจารณาแล้วอย่างนี้.
บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่พยาบาท เป็นอันได้
ความไม่พยาบาทแล้ว . . . บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อาโลกสัญญา
เป็นอันได้อาโลกสัญญาแล้ว . . . บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความ
ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอันได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว . . .บุคคลผู้พยายามเพื่อต้อง
การจะได้การกำหนดธรรม เป็นอันได้การกำหนดธรรมแล้ว . . .บุคคล
ผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ญาณ เป็นอันได้ญาณแล้ว . . . บุคคลผู้
พยายามเพื่อต้องการจะได้ความปราโมทย์ เป็นอันได้ความปราโมทย์
แล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้ว
อย่างนี้.

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 321 (เล่ม 68)

อรรถกถาปริญเญยยนิทเทส
๕๖] พึงทราบวินิจฉัย ในปริญเญยยนิทเทสดังต่อไปนี้ ท่าน
สงเคราะห์ปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา ๑ ตีรณปริญญา ๑ ปหาน
ปริญญา ๑ ด้วยปริญญาติศัพท์ไว้ก็จริง แต่ในนิทเทสนี้ ท่านประสงค์เอา
ตีรณปริญญา เท่านั้น เพราะท่านกล่าวถึง ญาตปริญญา ว่า อภิญฺ-
เญยฺยา ควรรู้ยิ่งไว้แล้วในตอนหลัง เพราะท่านกล่าวถึง ปหานปริญญา
ว่า ปหาตพฺพา ควรละไว้ตอนต่อไป.
บทว่า ผสฺโส สาสโว อุปาทานโย ผัสสะอันมีอาสวะเป็นที่ตั้ง
แห่งอุปาทาน ได้แก่ ผัสสะอันเป็นไปในภูมิ ๓ เป็นปัจจัย แห่งอาสวะ
และอุปาทาน. จริงอยู่ ผัสสะนั้นชื่อว่า สาสวะ เพราะทำตนให้เป็น
อารมณ์พร้อมกับอาสวะที่เป็นไปอยู่ ชื่อว่า อุปาทานิยะ เพราะเข้าถึง
ความเป็นอารมณ์ แล้วหน่วงอุปาทานไว้ด้วยการผูกพันไว้กับอุปาทาน.
เพราะเมื่อผัสสะกำหนดรู้ได้ด้วยตีรณปริญญา อรูปธรรมแม้ที่เหลือ
ย่อมกำหนดรู้ได้ด้วยผัสสะเป็นประธานและรูปธรรม ย่อมกำหนดรู้ได้
ด้วยเป็นไปตามผัสสะนั้น, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวผัสสะอย่างเดียวเท่านั้น.
แม้ในธรรมที่เหลือก็พึงประกอบตามควร. บทว่า นามํ ได้แก่ ขันธ์ ๔
และนิพพานอันไม่มีรูป. บทว่า รูปํ ได้แก่ มหาภูตรูป ๘ และ
อุปาทายรูป ๒๔ อาศัยมหาภูตรูป ๔. ขันธ์ ๔ ชื่อว่า นาม เพราะ
อรรถว่าน้อมไป. จริงอยู่ขันธ์เหล่านั้นมีอารมณ์เป็นตัวนำ ย่อมน้อมไป.

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 322 (เล่ม 68)

นามแม้ทั้งหมดก็ชื่อว่า นาม ในอรรถว่าให้น้อมไป. จริงอยู่ ขันธ์ ๔.
ยังกันและกันให้น้อมไปในอารมณ์, นิพพานยังธรรมที่ไม่มีโทษให้
น้อมไปในตน เพราะเป็นปัจจัยแห่งความเป็นใหญ่ในอารมณ์. ชื่อว่า
รูปํ เพราะอรรถว่าเปลี่ยนแปลงไปด้วยความเย็นเป็นต้น โดยอำนาจ
สันตติ - ความสืบต่อ.
บทว่า รูปนฏฺเฐน ได้แก่ ความกำเริบ. ธรรมชาติที่ถูกความ
หนาวเป็นต้น กระทบด้วยการปรวนแปรของสันตติ ท่านกล่าวว่า รูปํ.
แต่ในที่นี้ บทว่า นามํ ท่านประสงค์เอานามที่เป็นโลกิยะเท่านั้น,
ส่วนรูปเป็นโลกิยะโดยส่วนเดียว.
บทว่า ติสฺโส เวทนา เวทนา ๓ ได้แก่ สุขเวทนา ทุกข-
เวทนา อทุกขมสุขเวทนา. เวทนาเหล่านั้นเป็นไปในโลกเท่านั้น.
บทว่า อาหารา ได้แก่ ปัจจัย. ปัจจัย ชื่อว่า อาหารา เพราะ
นำมาซึ่งผลแก่ตน. อาหาร ๔ อย่าง คือ กพฬีการาหาร ( อาหาร คือ
คำข้าว ) ๑ ผัสสาหาร ( อาหาร คือ ผัสสะ ) ๑ มโนสัญเจตนาหาร
(อาหาร คือ มโนสัญเจตนา) ๑ วิญญาณาหาร (อาหาร คือ วิญญาณ) ๑.
ชื่อว่า กฬฬีการะ เพราะควรทำให้เป็นคำด้วยวัตถุ. ชื่อว่า อาหาร
เพราะควรกลืนกิน. บทนี้เป็นชื่อของโอชะอันเป็นวัตถุมีข้าวสุกและ
ขนมทำด้วยถั่วเขียวเป็นต้น. โอชะนั้น ชื่อว่า อาหาร เพราะนำมา
ซึ่งรูปมีโอชะเป็นที่ ๘. ผัสสะ ๖ อย่าง มีจักขุสัมผัสเป็นต้น ชื่อว่า
อาหาร เพราะนำมาซึ่งเวทนา ๓. ชื่อว่า มโนสัญเจตนา เพราะ

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 323 (เล่ม 68)

มีความตั้งใจของใจ มิใช่ของสัตว์ เหมือนความที่จิตมีอารมณ์เดียว.
อีกอย่างหนึ่ง สัญเจตนาสัมปยุตด้วยใจ ชื่อว่า มโนสัญเจตนา
เหมือนรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย. ได้แก่ กุศลเจตนาและอกุศลเจตนา
เป็นไปในภูมิ ๓. มโนสัญเจตนานั้น ชื่อว่า อาหาร เพราะนำมาซึ่ง
ภพ ๓.
บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ ปฏิสนธิวิญญาณ ๑๙ อย่าง. ปฏิสนธิ
วิญญาณนั้นชื่อว่าอาหาร เพราะนำมาซึ่งนามรูปอันเป็นปฏิสนธิ.
บทว่า อุปทานกฺขนฺธา ได้แก่ ขันธ์ อันเป็นโคจรของ
อุปาทาน พึงเห็นลบบทท่ามกลาง - มชฺฌปทโลโป. อีกอย่างหนึ่ง
ขันธ์ที่เกิดเพราะอุปาทาน ชื่อ อุปาทานขึ้น เหมือนไฟไหม้หญ้า
ไฟไหม้แกลบ. อีกอย่างหนึ่ง ขันธ์ที่เชื่อฟังอุปาทาน ชื่อ อุปาทาน-
ขันธ์ เหมือนราชบุรุษ. อีกอย่างหนึ่ง ขันธ์ที่มีอุปาทานเป็นแดนเกิด
ชื่อว่า อุปาทานขันธ์ เหมือนต้นไม้มีดอก ต้นไม้มีผล อุปาทานมี
๔ อย่าง คือ กามุปาทาน - คือมั่นกาม ๑ ทิฏฐุปาทาน - คือ
มั่นทิฏฐิ ๑ สีลัพพตุปาทาน - คือมั่นศีลพรต ๑ อัตตวาทุปาทาน
- คือมั่นวาทะว่าตน ๑. แต่โดยอรรถ ชื่อว่า อุปาทาน เพราะยึดถือ
จัด. อุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูปูปาทานขันธ์ ๑ เวทนูปาทานขันธ์ ๑
สัญญูปาทานขันธ์ ๑ สังขารูปาทานขันธ์ ๒ วิญญาณูปาทานขันธ์ ๑.
บทว่า ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖
คือ จักขายตนะ ๑ โสตายตนะ ๑ ฆานายตนะ ๑ ชิวหายตนะ ๑

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 324 (เล่ม 68)

กายายตนะ ๑ มนายตนะ ๑.
บทว่า สตฺต วิญฺญาณฏฺฐิติโย ได้แก่ วิญญาณฐิติ ภูมิ
เป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ ๗.
วิญญาณฐิติ มีอะไรบ้าง ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญา
ต่างกัน เช่นมนุษย์ทั้งหลาย เทพบางพวก วินิปาติกะ เปรต
บางหมู่ นี้เป็นวิญญาณฐิติ ที่ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายต่างกัน มีสัญญา
อย่างเดียวกัน เช่น เทพผู้อยู่ในพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน
นี้เป็นวิญญาณฐิติ ที่ ๒.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกัน
มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพอาภัสสรา นี้เป็นวิญญาณฐิติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกัน
มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพสุภกิณหา นี้เป็นวิญญาณ-
ฐิติ ที่ ๔.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง ก้าวล่วงรูปสัญญาโดย
ประการทั้งปวง ดับปฏิฆสัญญา ไม่มนสิการถึงสัญญาต่างกัน เป็น
ผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะว่า อนนฺโต อากาโส - อากาศไม่มี
ที่สุด นี้เป็นวิญญาณฐิติ ที่ ๕.

324