พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 305 (เล่ม 68)

บทว่า อภิสมยฏฺโฐ - สภาพที่ควรตรัสรู้ ได้แก่ ภาพที่ควร
ถึงโดยชอบอย่างยิ่ง ด้วยการพิจารณาหรือควรได้เฉพาะด้วยญาณ.
แม้การได้เฉพาะท่านก็กล่าวว่า การตรัสรู้ ดุจในบทมีอาทิว่า
อตฺถาภิสมยา ธีโร๑ คนมีปัญญาเพราะตรัสรู้ยิ่งซึ่งอรรถ.
๔๗] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๗ ข้อ มี เนกขัมมะ
เป็นต้น ด้วย อุปจารฌาน.
บทว่า เนกฺขมฺมํ ได้แก่ ความไม่โลภอันเป็นปฏิปักษ์ต่อ กาม-
ฉันทะ.
บทว่า อาโลกสญฺญา ได้แก่ สัญญาในอาโลกนิมิตอันเป็นปฏิ-
ปักษ์ต่อ ถีนมิทธะ.
บทว่า อวิกฺเขโป ได้แก่ ความไม่ฟุ้งซ่านอันเป็นปฏิปักษ์ต่อ
อุทธัจจะ.
บทว่า ธมฺมววตฺถานํ - ความกำหนดธรรม ได้แก่ ญาณอัน
เป็นปฏิปักษ์ต่อ วิจิกิจฉา.
บทว่า ญาณํ ได้แก่ ญาณอันเป็นปฏิปักษ์ต่อ อวิชชา.
บทว่า ปามุชฺชํ ได้แก่ ปีติอันเป็นปฏิปักษ์ต่อ อรติ.
พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๘ ข้อ มีปฐมฌานเป็นต้น
ด้วยรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ.
๑. สํ. ส. ๑๕/๓๘๕.

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 306 (เล่ม 68)

อนึ่ง พระสารีบุตรได้ชี้แจงพรหมวิหาร ๔ โดยเชื่อมรูปฌานไว้
ในลำดับรูปสมาบัติ.
๔๘] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงบทมี อนิจฺจานุปสฺสนา การ
พิจารนาเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้น ด้วยมหาวิปัสสนา ๑๘ ในส่วนเบื้อง
ต้นของโลกุตรมรรค. พระสารีบุตรได้กล่าวถึงอนุปัสนา ๗ เข้าไป
ประกอบด้วยรูปเป็นต้น ในหนหลัง, แต่ในนิทเทสนี้ท่านกล่าวไว้
ทั้งหมด. หากถามว่า เพราะเหตุไรจึงไม่กล่าวถึงอุทยัพพยานุปัสนา - การ
พิจารณาเห็นความเกิดและความดับ ด้วยการพิจารณาเป็น กลาปะ
- กอง. ตอบว่า เมื่อท่านกล่าวถือนุปัสนาเหล่านี้ เป็นอันท่าน
กล่าวถึงอนุปัสนา แม้ทั้งสองเหล่านี้ด้วย เพราะอนิจจานุปัสนาเป็นต้น
สำเร็จด้วยอำนาจวิปัสสนา ๒ เหล่านั้น, หรือ เมื่อกล่าวถึงวิปัสสนา
เหล่านี้เป็นอันกล่าวถึงวิปัสสนาเหล่านั้นด้วย เพราะวิปัสสนา ๒ เหล่า
นั้นเว้นอนิจจานุปัสนาเหล่านั้นด้วย เสียแล้วก็จะเป็นไปไม่ได้.
บทว่า ขยานุปสฺสนา - การพิจารณาเห็นความสิ้นไป ได้แก่
การเห็นและการรู้ ความดับแห่งรูปขันธ์เป็นต้น ที่เป็นปัจจุบัน และ
การเห็นและการรู้ ความดับแห่งจิตและเจตสิกอันมีขันธ์เป็นอารมณ์ใน
ลำดับ ความดับแห่งขันธ์นั้นๆ.
บทว่า วยานุปสฺสนา - การเห็นความเสื่อมไป ได้แก่ การเห็น
การรู้ความดับแห่งขันธ์ในอดีตอนาคตอันสืบเนื่องกันไปกับขันธ์นั้น ใน

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 307 (เล่ม 68)

ลำดับแห่งการเห็นและการรู้ความดับแห่งขันธ์ในปัจจุบัน.
บทว่า วิปริณามานุปสฺสนา ได้แก่ การพิจารณาเห็นความ
แปรปรวน แห่งขันธ์ทั้งปวงว่า ขันธ์ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน
แม้ทั้งหมดมีความแปรปรวน เพราะน้อมไปในนิโรธอันได้แก่ความดับ
นั้น.
บทว่า อนิมิตฺตานุปสฺสนา - การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่อง
หมาย ได้แก่ อนิจจานุปัสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของพระ-
โยคาวจรผู้เห็นความแปรปรวนของสังขารทั้งปวงอย่างนี้แล้ว พิจารณา
เห็น โดยความเป็นของไม่เที่ยง ชื่อว่า อนิมิตฺตานุปสฺสนา เพราะไม่
มีเครื่องหมายอันเป็นความเที่ยง ด้วยการละเครื่องหมายอันเป็นความ
เที่ยงเสียได้.
บทว่า อปฺปณิหิตานุปสฺสนา - การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง ได้แก่
การพิจารณาเห็นทุกข์อันเป็นไปในลำดับแห่งอนิจจานุปัสสนา. ชื่อว่า
อปฺปณิหิตานุปสฺสนา เพราะไม่มีที่ตั้ง ด้วยการละความปรารถนาสุข.
บทว่า สุญฺญตานุปสฺสนา - การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า
ได้แก่การพิจารณาเป็นอนัตตาอันเป็นไปในลำดับทุกขานุปัสนา. ชื่อว่า
สุญฺญตานุปสฺสนา เพราะเห็นความเป็นของว่างเปล่าจากตน ด้วยการ
ละความยึดมั่นตัวตน.

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 308 (เล่ม 68)

บทว่า อธิปญฺญาธมฺมวีปสฺสนา - การพิจารณาเห็นธรรมด้วย
ปัญญาอันยิ่ง ได้แก่ วิปัสสนาเป็นไปเพราะถือความว่างเปล่าด้วยการดับ
ว่า สังขารของพระโยคาวจรผู้เห็นแล้ว ๆ เล่า ๆ ซึ่งความดับของสังขาร
อย่างนี้ แล้วพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมดับไป,
นอกจากความดับของสังขาร ย่อมไม่มีอะไรอื่น.
วิปัสสนานั้นท่านกล่าวว่า อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนา เพราะ
ทำเป็นรูปวิเคราะห์ว่า อธิปญฺญา จ ธมฺเมสุ จ วิปสฺสน - อธิปัญญา
และความเห็นแจ้งในธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ยถาภูตญาณทสฺสนํ - ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง
ได้แก่ ภยตูปัฏฐานญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่า
กลัว อันเป็นไปแล้วว่า สภยา สงฺขารา - สังขารทั้งหลายน่ากลัว
เพราะเห็นความดับแล้ว ๆ เล่า ๆ.
บทว่า อาทีนวานุปสฺสนา - การพิจารณาเห็นโทษ ได้แก่ การ
เห็นการรู้โทษ ด้วย ภยตูปัฏฐานญาณ อันเกิดขึ้นแล้วในภพทั้งปวง
เป็นต้น.
เมื่อท่านกล่าวถึง อาทีนวานุปสฺสนา - การพิจารณาเห็นโทษ
ด้วย ภยตูปัฏฐานญาณ เป็นอันท่านกล่าวถึง นิพพิทานุปัสนา
การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย ไว้ในนิทเทสนี้ด้วย เพราะบาลี
ว่าธรรมเหล่านี้ คือ ภยตูปัฏฐานญาณ อาทีนวญาณ และ นิพ-

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 309 (เล่ม 68)

พิทาญาณ มีอรรถอย่างเดียวกัน, พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน.* ใน
นิทเทสนี้ท่านไม่กล่าวไว้ เพราะท่านกล่าวทำบทที่ ๔ ไว้แต่ต้นแล้ว.
บทว่า ปฏิสงฺขานุปสฺสนา - การพิจารณาหาทาง ได้แก่ อนิจ-
จานุปัสนาญาณ ทุกขานุปัสนาญาณ อนัตตานุปัสนาญาณ เกิด
ขึ้นด้วย มุญฺจิตุกัมยตาญาณ - ปรีชาคำนึงถึงด้วยความใคร่จะพ้นไป
เสีย กระทำอุบายเพื่อพ้น กำหนดรู้ด้วย ปฏิสังขานุปัสนา. เมื่อ
ท่านกล่าวถึง ปฏิสังขานุปัสนา เป็นอันท่านกล่าวถึง มุญจิตุกัมย-
ตาญาณ และ สังขารุเบกขาญาณ - ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยใน
สังขาร ด้วย เพราะบาลีว่า ธรรมเหล่านี้ คือมุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิ-
สังขานุปัสนาญาน และสังขารุเบกขาญาณ มีอรรถอย่างเดียวกัน,
พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน.๒
บทว่า วิวฏฺฏนานุปสฺสนา - การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะ
หลีกไป ได้แก่ โคตรภูญาณ - ญาณซึ่งเป็นลำดับแห่งอริยมรรค เกิด
ขึ้นด้วย อนุโลมญาณ - ญาณอันสมควรแก่การกำหนดรู้ เมื่อท่าน
กล่าวถึงโคตรภูญาณเป็นอันกล่าวอนุโลมญาณด้วย เพราะโคตรภูญาณ
สำเร็จด้วยอนุโลมญาณ, ท่านกล่าวถึงลำดับแห่งมหาวิปัสสนา ๑๘ อย่าง
นี้ ย่อมรวมในบาลี ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอินทริยกถาว่า
อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถปฐมฌานสลัดไป
จากอินทรีย์ ๕ ในส่วนเบื้องต้น, อินทรีย์ ๕
๑. ขุ. ป. ๓๑/๕๐๗ ๒. ขุ. ป. ๓๑/๕๐๘

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 310 (เล่ม 68)

ด้วยสามารถทุติยฌานสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ใน
ปฐมฌาน.๑
ท่านกล่าวถึงอินทรีย์ตามลำดับยิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยนัยต้นตลอดถึง
อรหัตผล. เพราะฉะนั้นมหาวิปัสนา ๑๘ ย่อมสมควรในบาลีโดยลำดับ
ดังที่กล่าวแล้ว.
ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า
บทว่า ขยานุปสฺสนา ได้แก่ ญาณของ
พระโยคาวจรผู้แยกฆนสัญญา - ก้อน ออกแล้วเห็น
ความสิ้นไปว่า ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป.
บทว่า วิปริณามานุปสฺสนา ได้แก่ การก้าวล่วง
ขั้นตอนนั้น ๆ ด้วยรูปสัตตกะ และอรูปสัตตกะ
เป็นต้น แล้วเห็นความเป็นไปโดยประการอื่น.
อีกอย่างหนึ่ง การเห็นความปรวนแปรด้วยอาการ
๒ คือ ด้วยชราและมรณะของสัตว์ผู้เกิดมาแล้ว.
บทว่า ยถาภูตญาณทสฺสนํ - การรู้และการเห็นตาม
ความเป็นจริง ได้แก่ การกำหนดนามรูปพร้อม
ด้วยปัจจัย.
๑. ขุ. ป. ๓๑/๔๓๕.

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 311 (เล่ม 68)

บทนั้นในบาลีปรากฏเป็นเหมือนบทผิด บทว่า วิวฏฺฎนานุ-
ปสฺสนา - การพิจารณาเห็นอุบายที่จะออกไป ท่านกล่าวว่า ได้แก่
สังขารุเบกขาญาณ และอนุโลมญาณ. อนึ่ง บทนั้นในบาลีดูเหมือน
จะผิด. เพราะท่านกล่าวไว้ในจริยากถาว่า
อัพยากตธรรมอันเป็นกิริยาของอาวัชนะ เพื่อ
ประโยชน์ในการพิจารณาเห็นความเป็นของไม่
เที่ยง ชื่อว่า วิญญาณจริยา. การพิจารณาเห็น
ความเป็นของไม่เที่ยง ชื่อว่า ญาณจริยา ฯลฯ
อัพยากตธรรมอันเป็นกิริยาของอาวัชนะ เพื่อ
ประโยชน์ในการพิจารณาหาทาง ชื่อว่า วิญญาณ-
จริยา. ปฏิสังขานุปัสนาญาณ เป็น ญาณจริยา.๑
ท่านกล่าวถึงอาวัชนะต่างหากกันของญาณที่ได้อาวัชนะต่าง ๆ กัน
แต่ท่านไม่กล่าวถึงอาวัชนะเพื่อพิจารณาเห็นอุบายที่จะออกไปแล้วกล่าว
ว่า วิวัฏฏานุปัสนา เป็น ญาณจริยา. ผิว่า สังขารุเบกขาญาณ
และอนุโลมญาณ จะพึงเป็นวิวัฏฏานุปัสนาญาณได้, ก็ควรกล่าวถึง
อาวัชนะเพื่อประโยชน์แก่ญาณนั้น เพราะอาวัชนะของญาณนั้นมีพร้อม,
แต่ท่านไม่กล่าวถึงอาวัชนะเพื่อประโยชน์แก่ญาณนั้น. โครตญาณ
๑. ขุ.ป. ๓๑/๑๖๙

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 312 (เล่ม 68)

ไม่มีอาวัชนะต่าง ๆ กัน เพราะเกิดขึ้นในอาวัชนวิถีแห่งอนุโลมญาณ
นั่นเอง. เพราะฉะนั้นโคตรภูญาณนั่นแล เป็น วิวัฏฏนานุปัสนา
ถูกต้องเพราะท่านไม่กล่าวถึงอาวัชนะ เพื่อประโยชน์แก่วิวัฏฏนานุปัสนา.
๔๙] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๘ ข้อ มี โสดา-
ปัตติมรรค เป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งมรรคและผลอันเป็นโลกุตระ.
การถึงกระแสแห่งมรรค ชื่อว่า โสตาปตฺติ, โสดาปตฺติ นั่นแล
เป็น มรรค ชื่อว่า โสตาปัตติมรรค.
ผลแห่งการถึงกระแส ชื่อว่า โสดาปัตติผล, ชื่อว่า สมาปัตติ
เพราะอรรถว่า เข้าถึง. โสดาปัตติผลนั่นและเป็นสมาบัติ ชื่อว่า โสดา-
ปัตติผลสมาบัติ.
ชื่อว่า สกทาคามี เพราะอรรถว่า มาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น
ด้วยอำนาจปฏิสนธิ, มรรคแห่งสกทาคามีนั้น ชื่อว่า สกทาคามิมรรค.
ชื่อว่า อนาคามี เพราะอรรถว่า ไม่มาสู่กามภพด้วยอำนาจ
ปฏิสนธินั่นแล, มรรคแห่งอนาคามีนั้น ชื่อว่า อนาคามิมรรค. ผล
แห่งอนาคามี ชื่อว่า อนาคามิผล.
ชื่อว่า อรหํ เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลาย, เพราะกำจัดข้าศึก
คือกิเลส เพราะหักซี่ล้อของสังสารจักรเสียได้, เพราะไม่มีความลับใน
การทำบาป, เพราะควรแก่ปัจจัยเป็นต้น. ความเป็นอรหันต์ ชื่อว่า

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 313 (เล่ม 68)

อรหตฺตํ นั้นคืออะไร ? คืออรหัตผล. มรรคแห่งอรหัต ชื่อว่า
อรหัตมรรค. ผลแห่งอรหัตนั่นแล ชื่อว่า อรหัตผล.
๕๐ - ๕๓] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๓๓ ข้อ มี
บทว่า อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ได้แก่ สัทธินทรีย์ด้วยความว่า
น้อมใจเชื่อเป็นต้น, บทว่า ตถฏฺเฐน สจฺจา ได้แก่ สัจจะด้วยความ
ว่าเที่ยงเป็นที่สุด ได้ชี้แจงการวิสัชนาเสมอกันด้วยการวิสัชนา ๓๓ ข้อ
มีบทว่า อินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺโฐ - สภาพที่น้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์
เป็นตันในภายหลัง. ได้ชี้แจงอรรถด้วยธรรมทั้งหลาย ในบทนั้นสิ้นเชิง.
ในบทนี้ได้ชี้แจงธรรมทั้งหลายด้วยอรรถ นี้เป็นความต่างกัน. พึงทราบ
ความต่างกันแห่งการวิสัชนา ๔ ข้อ มีบทว่า อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ-
สมถะด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่านเป็นต้น และการวิสัชนา ๔ ข้อ มีบทว่า
สมถสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ - สภาพไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมถะเป็นต้น โดยนัย
ดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
๕๔] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๘ ข้อ มีบทว่า สํว-
รฏฺเฐน - ด้วยความว่าสำรวมเป็นต้น ด้วยอำนาจธรรมมี ศีล เป็นต้น
มี พละ เป็นที่สุด.
บทว่า สีลวิสุทฺธิ - ความหมดจดแห่งศีล ได้แก่ ศีล ๔ อย่าง
มีปาติโมกขสังวรศีล อันบริสุทธิ์ด้วยดีเป็นต้น ชื่อว่า สีลวิสุทฺธิ
เพราะชำระมลทิน คือความเป็นผู้ทุศีล.

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 314 (เล่ม 68)

บทว่า จิตฺตวิสุทฺธิ - ความหมดจดแห่งจิต ได้แก่ สมาบัติ ๘
พร้อมด้วย อุปจาร. ในบทนี้ท่านกล่าวสมาธิด้วยหัวข้อว่า จิตตะ สมาธิ
นั้น ชื่อว่า จิตตวิสุทธิ เพราะชำระมลทินของจิต.
ชื่อว่า ทิฏฺฐิวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์ แห่งทิฏฐิ ได้แก่ การเห็น
นามรูปตามที่เป็นจริง ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิ เพราะชำระมลทินของทิฏฐิ ๗.
บทว่า มุตฺตฏฺเฐน - ด้วยความว่าหลุดพ้น ได้แก่ หลุดพ้นจาก
อุปกิเลสด้วยอำนาจ ตทังควิมุตติ และน้อมไปในอารมณ์.
บทว่า วิโมกฺโข ได้แก่ ความหลุดพ้นด้วยตทังควิมุตติ.
บทว่า ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺช - วิชชา ด้วยความว่าแทงตลอด
ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ชื่อว่า วิชชา ด้วยความว่าแทงตลอด
ในภพก่อน.
บทว่า ปฏิเวธฏฺเฐน ได้แก่ ด้วยความว่ารู้แจ้ง.
บทว่า ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ - ความหลุดพ้นด้วยการสละ
ได้แก่ ชื่อว่า ผลวิมุตติ เพราะพ้นจากการสละ.
บทว่า สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ - ญาณในความสิ้นไปด้วย
ความตัดขาด ได้แก่ ญาณในอริยมรรคกระทำความสิ้นกิเลสด้วยความ
ตัดกิเลสได้ขาด.
บทว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาทา ญาณํ - ญาณในความ
ไม่เกิดขึ้นด้วยความว่าระงับ ได้แก่ ญาณในอริยผลอันเกิดขึ้นในที่สุด

314