พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 235 (เล่ม 68)

ชื่อว่า โสตินทรีย์ เพราะทำโสตวัตถุนั่นแหละ ให้เป็นใหญ่
ในลักษณะแห่งการได้ยิน.
ชื่อว่า ฆานินทรีย์ เพราะทำฆานวัตถุนั่นแหละ ให้เป็นใหญ่
ในลักษณะแห่การสูดกลิ่น.
ชื่อว่า ชิวหินทรีย์ เพราะทำชิวหาวัตถุนั่นแหละให้เป็นใหญ่
ในลักษณะแห่งการลิ้มรส.
ชื่อว่า กายินทรีย์ เพราะทำกายวัตถุนั่นแหละให้เป็นใหญ่
ในลักษณะแห่งการถูกต้อง.
ชื่อว่า มโน เพราะรู้อารมณ์, อธิบายว่า ย่อมรู้อารมณ์ต่างๆ
ได้. แต่พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ชื่อว่า มโน เพราะนึก
เพราะรู้อารมณ์ ดุจคนกำหนดนับอยู่ด้วยทะนาน และดุจทรงไว้ด้วย
ตาชั่งใหญ่ฉะนั้น, ชื่อว่า มนินทรีย์ เพราะทำมโนนั้นนั่นแหละให้
เป็นใหญ่ ในลักษณะแห่งการรู้อารมณ์.
สหชาตธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติ
นั้นชื่อว่า ชีวิต, ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์ เพราะทำชีวิตินทรีย์นั้นให้เป็น
ใหญ่ ในลักษณะแห่งการอนุบาลรักษาสหชาตธรรม.
ชีวิตินทรีย์นั้นมี ๒ อย่าง คือ รูปชีวิตินทรีย์ ๑. อรูปชีวิติน-
ทรีย์ ๑. ธรรมชาติที่เกิดร่วมกับกัมมชรูปทั้งหมด อนุบาลรักษาสหชาต-

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 236 (เล่ม 68)

รูปไว้ ชื่อว่า รูปชีวิตินทรีย์, เจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตทั้งหมด อนุบาล
รักษาสหชาตนามธรรมไว้ ชื่อว่า อรูปชีวิตินทรีย์.
ผู้ใดย่อมปรารถนา คือย่อมถึงซึ่งความสมสู่ ผู้นั้นชื่อว่า อิตถี-
หญิง เพราะตั้งครรภ์ได้, ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ใน
อวัยวะทั้งหลายมีเพศแห่งหญิงเป็นต้น, ความเป็นใหญ่แห่งหญิงนั่นแล
ชื่อว่า อิตถินทรีย์ โดยกำหนด.
นิรยะ - นรก ท่านเรียกว่า ปุํ, ผู้ใดถูกบีบคั้นเบียดเบียนอยู่
ในนรก กล่าวคือปุํ ฉะนั้นผู้นั้น ชื่อว่า ปุริส - ชาย, ชื่อว่า อินทรีย์
เพราะทำความเป็นใหญ่ในอวัยวะทั้งหลาย เพศแห่งบุรุษเป็นต้น, ความ
เป็นใหญ่แห่งบุรุษนั้นแล ชื่อว่า ปุริสินทรีย์ โดยกำหนด. ในอินทรีย์
แม้ทั้ง ๒ นั้น อินทรีย์แต่ละอย่างที่เกิดร่วมกับกัมมชรูป ย่อมมีแต่ละ
อินทรีย์ตามสภาวะ.
สุขเวทนา ที่ประกอบกับกุศลวิปากกายวิญญาณจิต, ชื่อว่า
อินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการรู้สึกสบายทางกาย,
สุขเวทนานั่นแหละ เป็นใหญ่ ชื่อว่า สุขินทรีย์.
ทุกขเวทนา ที่ประกอบกับอกุศลวิปากกายวิญญาณจิต, ชื่อว่า
อินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการรู้สึกไม่สบายทาง
กาย, ทุกขเวทนานั่นแหละเป็นใหญ่ ชื่อว่า ทุกขินทรีย์.

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 237 (เล่ม 68)

มนะ - ใจ ดีคืองาม เพราะประกอบด้วยปีติและโสมนัส ของ
บุคคลนั้นมีอยู่ ฉะนั้น บุคคลนั้น ชื่อว่า สุมโน - มีใจดี, ความเป็น
แห่งสุมนะ ชื่อว่า โสมนัสสะ, เป็นอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่
ในลักษณะแห่งความยินดีของเจตสิก, โสมนัสสะนั่นแหละเป็นอินทรีย์
ชื่อว่า โสนนัสสินทรีย์.
มนะ -ใจ ชั่ว เพราะประกอบด้วยโทมนัสเวทนา ของบุคคล
นั่นมีอยู่ ฉะนั้น บุคคลนั้น ชื่อว่า ทุมมโน - มีใจดี, ความเป็นแห่ง
ทุมมนะ ชื่อว่า โทมนัสสะ, เป็นอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ใน
ลักษณะแห่งความไม่ยินดีของเจตสิก, โทมนัสสะนั่นแหละเป็นอินทรีย์
ชื่อว่า โทมนัสสินทรีย์.
ธรรมชาติใด ย่อมเพ่งความเป็นไปแห่งอาการของสุขเวทนาและ
ทุกขเวทนา ย่อมเป็นไปโดยอาการนั้น เพราะตั้งอยู่ด้วยอาการแห่งความ
เป็นกลาง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อุเปกขา, เป็นอินทรีย์ เพราะ
ทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งความเป็นกลาง, อุเปกขานั่นแหละ
เป็นอินทรีย์ ชื่อว่า อุเปกขินทรีย์.
บุคคลย่อมเชื่อด้วยธรรมชาตินั้น หรือเชื่อเอง ฉะนั้น ธรรม-
ชาตินั้น ชื่อว่า สัทธา, อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติสักว่าความเชื่อนั่นแหละ
ชื่อว่า สัทธา, เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นอธิบดีครอบงำความไม่
เชื่อ, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะการทำความเป็นใหญ่ใน

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 238 (เล่ม 68)

ลักษณะแห่งการน้อมใจ, สัทธานั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า สัทธิน-
ทรีย์.
ความเป็นแห่งความแกล้วกล้า ชื่อว่า วีริยะ, หรือการงานแห่ง
บุคคลผู้แกล้วกล้าทั้งหลาย, หรือพึงขวนขวาย คือพึงเป็นไปด้วยวิธีอัน
เป็นอุบายเครื่องนำไป, เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นอธิบดีครอบงำ
ความเกียจคร้าน, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะทำความเป็น
ใหญ่ในลักษณะแห่งความเพียร, วีริยะนั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า
วีริยินทรีย์. 
บุคคลย่อมระลึกได้ด้วยธรรมชาตินั้น, หรือระลึกเอง ฉะนั้น
ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สติ, อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติสักว่าความระลึกได้
นั่นแหละ ชื่อว่า สติ, เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นอธิบดีครอบงำ
ความเผลอสติ, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่
ในลักษณะแห่งการตั้งมั่น, สตินั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า สตินทรีย์.
ธรรมชาติใด ย่อมทรงไว้ ย่อมตั้งไว้ด้วยดีซึ่งจิตในอารมณ์
ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สมาธิ, เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่า
เป็นอธิบดีครอบงำความซัดส่ายไปในอารมณ์ต่าง ๆ, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
อินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งความไม่ซัดส่ายไปใน
อารมณ์ต่าง ๆ, สมาธินั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า สมาธินทรีย์.

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 239 (เล่ม 68)

ธรรมชาติใด ย่อมรู้อริยสัจโดยนัยเป็นต้นว่า นี้ ทุกข์ ฉะนั้น
ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า ปัญญา. แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า ชื่อว่า
ปัญญา เพราะประกาศพระไตรลักษณ์ คือ อนิจฺจํ - ไม่เที่ยง, ทุกฺขํ-
เป็นทุกข์, อนตฺตา - มิใช่อัตตา. เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็น
อธิบดีครอบงำอวิชชา, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะทำความ
เป็นใหญ่ในลักษณะแห่งทัสนญาณ, ปัญญานั่นแหละเป็นอินทรีย์
ชื่อว่า ปัญญินทรีย์.
ชื่อว่า อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เพราะเกิดแก่พระโยคิบุคคล
ปฏิบัติด้วยคิดว่า เราจักรู้พระนิพพานอันเป็นอมตบทอันยังไม่เคยรู้ใน
สังสารวัฏอันยาวนาน. หรือจักรู้จักธรรม ๔ เท่านั้นดังนี้ และเพราะ
อรรถว่าอินทรีย์. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นี้ เป็นชื่อของโสดา-
ปัตติมรรคญาณ.
ชื่อว่า อัญญินทรีย์ เพราะเป็นอินทรีย์ที่รู้ทั่วถึง เพราะรู้สัจ-
ธรรม ๔ อันมรรคนั้นรู้แล้ว ไม่ก้าวล่วงขอบเขตอันปฐมมรรครู้แล้ว
และเพราะมีอรรถว่าอินทรีย์. อัญญินทรีย์นี้ เป็นชื่อแห่งญาณในฐานะ
ทั้ง ๖ มีโสดาปัตติผลญาณเป็นต้น.
ชื่อว่า อัญญาตาวินทรีย์ เพราะเกิดแก่พระขีณาสพผู้รู้ทั่วถึง
แล้วคือมีกิจในจตุสัจญาณเสร็จสิ้นแล้ว และเพราะมีอรรถว่าอินทรีย์
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อัญญาตาวินทรีย์ เพราะสำเร็จความเป็นใหญ่ใน

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 240 (เล่ม 68)

ระหว่างแห่งธรรมทั้งหลายอันพระขีณาสพผู้รู้ทั่วถึงแล้วคือผู้มีจิตในสัจจะ
๔ เสร็จสิ้นแล้วแทงตลอดสัจจะ ๔. อัญญาตาวินทรีย์นี้ เป็นชื่อแห่ง
อรหัตผลญาณ.
อินทรีย์แม้ทั้งหมดเหล่านี้ ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่า
ประกาศกรรมที่เป็นจอม เพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมแสดงแล้ว, เพราะ
ท่านผู้เป็นจอมเห็นแล้ว, เพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมจัดแจงแล้ว. และ
เพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมเสพแล้ว บัณฑิตพึงนำไปประกอบตาม
สมควร.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า เป็นจอม
เพราะความเป็นผู้มีความใหญ่ยิ่ง, และกรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ก็
ชื่อว่า เป็นจอม เพราะไม่มีใครจะมีความใหญ่ยิ่งเหนือกรรม. เพราะ
เหตุนั้นแล ในอินทรีย์เหล่านี้ อินทรีย์ที่กรรมให้เกิด ย่อมประกาศให้
รู้กุศลกรรมและอกุศลกรรม. และอินทรีย์เหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาค-
เจ้าผู้เป็นจอมนั้น ทรงจัดแจงแล้ว ฉะนั้น จึงชื่อว่า อินทรีย์ เพราะ
อรรถว่าประกาศกรรมที่เป็นจอม และเพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมจัด-
แจงแล้ว อนึ่งอินทรีย์แม้ทั้งหมดเหล่านั้นนั่นแล อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นจอมทรงประกาศแล้ว และตรัสรู้ยิ่งแล้ว ตามความเป็นจริง ฉะนั้น
จึงชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมแสดงแล้ว และเพราะ
อรรถว่าท่านผู้เป็นจอมทรงเห็นแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นนั่นแหละ

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 241 (เล่ม 68)

ผู้เป็นจอมมุนี เสพอินทรีย์บางอย่าง ด้วยการเสพโดยความเป็นอารมณ์
เสพอินทรีย์บางอย่างด้วยการเสพโดยภาวนา ฉะนั้น ชื่อว่า อินทรีย์
เพราะอรรถว่าผู้เป็นจอมเสพแล้วก็มี. อีกอย่างหนึ่ง อินทรีย์เหล่านี้
ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่กล่าวคือเป็นอธิบดีก็มี. ด้วยว่า
ความเป็นอธิบดีแห่งจักขุเป็นต้น สำเร็จได้ในปวัตติกาลแห่งจักขุวิญ-
ญาณเป็นต้น เพราะเมื่ออินทรีย์แก่กล้า จักขุวิญญาณเป็นต้น ก็แก่กล้า
เมื่ออินทรีย์อ่อนจักขุวิญญาณเป็นต้น ก็อ่อน ดังนี้แล.
_____________________________
ธาตุ ๓ โดยภพ ๓ โวการ ๓
๘] วิสัชนา ๑๒ มีวิสัชนาในกามธาตุเป็นต้น พระธรรมเสนา-
บดีสารีบุตร แสดงแล้วโดยประเภทแห่งภพ.
ธาตุอันประกอบด้วยกาม กล่าวคือกามราคะ ชื่อว่า กามธาตุ
หรือ ธาตุกล่าวคือกาม ชื่อว่า กามธาตุ.
ธาตุอันประกอบแล้วด้วยรูปฌาน ชื่อว่า รูปธาตุ เพราะละกาม
เสียได้ หรือธาตุกล่าวคือรูปฌาน. ชื่อว่า รูปธาตุ.
ธาตุอันประกอบแล้วด้วยอรูปฌาน ชื่อว่า อรูปธาตุ เพราะ
ละกามและรูปฌานเสียได้, หรือธาตุกล่าวคืออรูปฌาน ชื่อว่า อรูปธาตุ.

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 242 (เล่ม 68)

ธาตุเหล่านั้นนั่นแหละ ท่านกล่าวโดยปริยายแห่งภพอีก. จริง
อยู่ ท่านเรียกว่า ภพ เพราะย่อมเกิด.
ภพอันประกอบแล้วด้วยสัญญา ชื่อว่า สัญญาภพ หรือภพ
อันสหรคตด้วยสัญญา ชื่อว่า สัญญาภพ, หรือสัญญามีอยู่ในภพนี้
ฉะนั้น ภพนี้จึงชื่อว่า สัญญาภพ.
กามภพนั้น ๑, รูปภพที่พ้นจากอสัญญาภพ ๑, อรูปภพที่พ้น
จากเนวสัญญานาสัญญาภพ ๑, มิใช่สัญญาภพ ชื่อว่า อสัญญาภพ,
อสัญญาภพนั้นเป็นเอกเทสแห่งรูปภพ.
เพราะความไม่มีสัญญาหยาบ ชื่อว่า เนวสัญญา - มีสัญญาก็
ไม่ใช่, เพราะมีสัญญาละเอียด ชื่อว่า นาสัญญา - ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญา, ภพที่ประกอบด้วยเนวสัญญา-
นาสัญญานั้น ชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญาภพ, อีกอย่างหนึ่ง เพราะ
ความไม่มีสัญญาหยาบ และเพราะความมีสัญญาละเอียด ชื่อว่า เนว-
สัญญานาสัญญา มีอยู่ในภพนี้ ฉะนั้น ภพนี้จึงชื่อว่า เนวสัญญานา-
สัญญาภพ, เนวสัญญานาสัญญาภพนั้นเป็นเอกเทสแห่งอรูปภพ.
ภพที่ระคนด้วยรูปขันธ์ ๆ เดียว คือล้วนไปด้วยรูปขันธ์ ๆ เดียว
แห่งภพนั้นมีอยู่ ฉะนั้น ภพนั้น จึงชื่อว่า เอกโวการภพ, เอกโว-
การภพนั้น เป็นอสัญญาภพแล.

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 243 (เล่ม 68)

ภพที่ระคนด้วยนามขันธ์ ๔ คือล้วนไปด้วยนามขันธ์ ๔ แห่งภพ
นั้นมีอยู่ ฉะนั้น ภพนั้นจึงชื่อว่า จตุโวการภพ, จตุโวการภพนั้น
เป็นอรูปภพ.
ภพที่ระคนด้วยขันธ์ ๕ คือล้วนไปด้วยขันธ์ ๕ แห่งภพนั้นมีอยู่
ฉะนั้น ภพนั้นจึงชื่อว่า ปัญจโวการภพ, ปัญจโวการภพนั้น เป็น
กามภพด้วยเป็นเอกเทสแห่งรูปภพด้วย.
______________________
ฌาน
๙] วิสัชนา ๑๒ มีวิสัชนาในปฐมฌานเป็นต้น พระธรรม
เสนาบดีสารีบุตรแสดงด้วยอำนาจฌานสมาบัติ.
คำว่า ฌาน ในที่นี้ ประสงค์เอาเพียงแต่พรหมวิหารธรรม
เท่านั้น.
ปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตกวิจารปีติสุขและเอกกัคตา.
ทุติยฌาน ประกอบด้วยปีติสุขและเอกัคตา.
ตติยฌาน ประกอบด้วยสุขและเอกัคตา.
จตุตถฌาน ประกอบด้วยอุเบกขาและเอกัคตา.
๑๐] ธรรมชาติใด ย่อมสนิทสนม รักใคร่ ฉะนั้น ธรรม-
ชาตินั้น ชื่อว่า เมตตา อธิบายว่า ย่อมเสน่หา. อีกอย่างหนึ่ง ความ

243
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 244 (เล่ม 68)

เจริญในมิตร หรือความเป็นไปอันนั้นแห่งมิตรมีอยู่ ฉะนั้น จึงชื่อว่า
เมตตา ชื่อว่า วิมุตติ เพราะพ้นจากปัจนิกธรรมทั้งหลาย และ
เพราะน้อมไปในอารมณ์, ความพ้นแห่งใจ ชื่อว่า เจโตวิมุตติ,
เมตตา คือ เจโตวิมุตติ ชื่อว่า เมตตาเจโตวิมุตติ.
กรุณา ก็มีอรรถตามที่กล่าวแล้วนั่นแล.
บุคคลประกอบด้วยธรรมชาตินั้นแล้ว ย่อมบันเทิง, หรือธรรม-
ชาติใด ย่อมบันเทิงเอง, หรือว่า สักว่าความบันเทิงนั้น ฉะนั้น ชื่อว่า
มุทิตา.
ธรรมชาติใด ย่อมเพ่งด้วยการประหาณความพิบัติโดยนัยเป็น-
ต้นว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นผู้มีเวรหามิได้เถิด และด้วยการเข้าถึง
ความเป็นกลาง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อุเบกขา.
พรหมวิหาร ๓ มีเมตตาเป็นต้น ประกอบด้วยฌาน ๓ มีปฐม-
ฌานเป็นต้น, ส่วนอุเบกขาพรหมวิหารประกอบด้วยจตุตถฌาน.
ที่สุดแห่งอากาศนั้นไม่มีด้วยสามารถแห่งการแผ่ไป ฉะนั้น
อากาศนั้น ชื่อว่า อนนฺโต - ไม่มีที่สุด, อากาศไม่มีที่สุด ชื่อว่า อา-
กาสานันตะ ได้แก่ กสิณุคฆาฏิมากาส - อากาศที่เพิกกสิณออก. อา-
กาสานันตะนั่นแหละ ชื่อว่า อากาสานัญจะ, อากาสานัญจะนั้น ชื่อว่า
เป็นอายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งฌานพร้อมด้วยสัมปยุตธรรม

244