พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 215 (เล่ม 68)

ฝ่ายมังสจักษุ มี ๒ อย่าง คือ สสัมภารจักษุ ๑, ปสาทจักษุ ๑.
ก้อนเนื้ออันใดตั้งอยู่ที่เบ้าตา พร้อมด้วยหนังหุ้มลูกตาภายนอก
ทั้ง ๒ ข้างเบื้องต่ำกำหนดด้วยกระดูกเบ้าตา เบื้องบนกำหนดด้วยกระดูก
คิ้ว ผูกด้วยเส้นเอ็นอันออกจากท่ามกลางเบ้าตาโยงติดไปถึงสมองศีรษะ
สสัมภารจักษุ.
ส่วนความใสอันใดเกี่ยวในสสัมภารจักษุนี้ เนื่องในสสัมภาร-
จักษุนี้ อาศัยมหาภูตรูป ๔ มีอยู่, ความใสนี้ ชื่อว่า ปสาทจักษุ. ใน
ที่นี้ ท่านประสงค์เอา ปสาทจักษุ นี้.
ปสาทจักษุนี้นั้น โดยประมาณก็สักเท่าศีรษะเล็นอาศัยธาตุทั้ง ๔
อาบเยื่อตาทั้ง ๗ ชั้น ดุจน้ำมันที่ราดลงที่ปุยนุ่น ๗ ชั้น อาบปุยนุ่น
ทุกชั้นอยู่ฉะนั้น ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตใน
วิถีมีจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง เป็นที่เกิดขึ้นแห่ง
สรีรสัณฐาน ที่อยู่ตรงหน้าในท่ามกลางแววตาดำที่แวดล้อมด้วยมณฑล
ตาขาว แห่งสสัมภารจักษุนั้น.
ธรรมชาติใดย่อมเห็น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จักษุ,
อธิบายว่า จักษุนั้น ย่อมยินดีรูป และทำให้รูปปรากฏแจ่มแจ้งได้.
ธรรมชาติใด ย่อมแตกสลายไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า
รูป, อธิบายว่า รูปนั้น เมื่อถึงความแปรไปแห่ง วรรณะ ย่อม

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 216 (เล่ม 68)

ประกาศความถึงหทัย.
วิญญาณเป็นไปทางจักษุ หรือ การรู้รูปารมณ์ของจักษุ ชื่อว่า
จักขุวิญญาณ.
ชื่อว่า ผัสสะ เพราะอรรถว่า ถูกต้อง. ท่านกล่าวว่า สัม-
ผัสสะ เพราะประดับบทด้วยอุปสรรค. สัมผัสที่เป็นไปทางจักษุ ชื่อว่า
จักขุสัมผัส.
คำว่า จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา ได้แก่ ผัสสเจตสิกที่ประกอบกับ
จักขุวิญญาณเป็นปัจจัย.
คำว่า เวทยิตํ ได้แก่ รับรู้อารมณ์. อธิบายว่า การเสวย
อารมณ์.
ธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์นั้นนั่นแหละ ย่อมเป็นสุข ฉะนั้น จึง
ชื่อว่า สุขะ, อธิบายว่า สุขะนั้นเกิดแก่ผู้ใด ก็ย่อมทำผู้นั้นให้ถึงซึ่ง
ความสุข. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมเคี้ยวกินและขุดเสียได้ด้วยดี
ซึ่งอาพาธทางกายและจิต ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สุขะ.
ธรรมชาติใดย่อมเสวยอารมณ์เป็นทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น
จึงชื่อว่า ทุกขะ, อธิบายว่า ทุกข์นั้นเกิดแก่ผู้ใด ก็ย่อมทำผู้นั้นให้
ถึงซึ่งความทุกข์.
ทุกข์ก็ไม่ใช่, สุขก็ไม่ใช่ ฉะนั้น จึงชื่อว่า อทุกขมสุข. ม
อักษรท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งปทสนธิ - ต่อบท.

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 217 (เล่ม 68)

ก็จักขุสัมผัสนั้น เป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตกับด้วยตน
ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย, อัญญมัญญะ-, นิสสยะ-, วิปากะ-,
อาหาระ-, สัมปยุตตะ-, อัตถิ-, อวิคตปัจจัย รวม ๘ ปัจจัย,
เป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตกับด้วยสัมปฏิจฉนจิต ด้วยอำนาจ
อนันตรปัจจัย, สมนันตระ อนันตรูปนิสสยะ, นัตถิ, วิคตะ
รวม ๕ ปัจจัย, เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลาย อันสัมปยุตกับด้วยสันติ-
รณจิตเป็นต้น ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัยเพียงปัจจัยเดียว.
ธรรมชาติใดย่อมได้ยิน ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า โสตะ.
โสตะนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถี มีโสต-
วิญญาณจิตเป็นต้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง ที่มีสัณฐานดังวงแหวน
มีขนอ่อนสีน้ำตาลพอกพูนภายในช่องแห่งสัมภารโสตะ.
ธรรมชาติใด ย่อมเปล่งออก ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
สัททะ - เสียง, อธิบายว่า ย่อมเปล่งเสียง.
ธรรมชาติใด ย่อมสูดดม ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
ฆานะ - จมูก. ฆานะนั้นยงความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิต
ในวิถี มีฆานวิญญาณเป็นต้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง ที่มีสัณฐาน
ดังกีบแพะในภายในแห่งช่องสสัมภารฆานะ.
ธรรมชาติใด ย่อมฟุ้งไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
คันธะ - กลิ่น, อธิบายว่า ย่อมประกาศซึ่งที่อยู่ของตน.

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 218 (เล่ม 68)

ธรรมชาติใดย่อมนำมาซึ่งชีวิต ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
ชิวหา - ลิ้น, หรือ ชื่อว่า ชิวหา เพราะอรรถว่า ลิ้มรส. ชิวหานั้น
ยังความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถี มีชิวหาวิญญาณจิต
เป็นต้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง มีสัณฐานดังปลายกลีบดอกอุบล
แตก ในท่ามกลางแผ่นลิ้นเบื้องบนเว้นปลายสุด, โคนและข้าง ๆ แห่ง
สสัมภารชิวหา.
สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีซึ่งธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น
ชื่อว่า รสะ - รส, อธิบายว่า ย่อมชอบใจ.
ธรรมชาติใด เป็นบ่อเกิดแห่งสาสวธรรมทั้งหลาย อันบัณฑิต
เกลียด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า กายะ - กาย. คำว่า อาโย
แปลว่า ประเทศเป็นที่เกิดขึ้น. ความเป็นไปแห่งอุปาทินนรูปในกายนี้
อยู่ตราบใด ตราบนั้นกายประสาทนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารตาม
สมควรแก่จิตในวิถี มีกายวิญญาณจิตเป็นต้นให้สำเร็จตั้งอยู่ที่กายนั้น
โดยมาก.
ธรรมชาติใด ย่อมถูกต้อง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
โผฏฐัพพะ - กระทบ.
ธรรมชาติใด ย่อมรู้ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า มโน-
ใจ, อธิบายว่า ย่อมรู้อารมณ์ต่าง ๆ.

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 219 (เล่ม 68)

ธรรมชาติใด ย่อมทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ฉะนั้น ธรรม-
ชาตินั้น ชื่อว่า ธัมมะ - ธรรมารมณ์.
คำว่า มโน - ใจ ได้แก่ ภวังคจิตที่เป็นไปกับด้วยการรับอารมณ์.
คำว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมคือธรรมารมณ์มี ๑๒ ประเภท๑.
คำว่า มโนวิญญาณํ - มโนวิญญาณจิต ได้แก่ มโนวิญญาณ
ที่ทำชวนกิจ. คำว่า มโนสมฺผสฺโส - มโนสัมผัสสะ ได้แก่ ผัสสเจตสิก
ที่ประกอบกับมโนวิญญาณนั้น. มโนสัมผัสสะนั้น เป็นปัจจัยแก่เวทนา
๑. จิตและเจตสิกรับอารมณ์โดยแน่นอน
มีอารมณ์ ๑๒ ประเภท คือ :-
๑. กามอารมณ์ = กามจิต ๕๔ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘
๒. มหัคคตอารมณ์ = มหัคคตจิต ๒๗ เจตสิก ๓๕
๓. นิพพานอารมณ์ = นิพพาน
๔. นามอารมณ์ = จิต เจตสิก นิพพาน
๕. รูปอารมณ์ = รูป ๒๘
๖. ปัจจุบันอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป
๗. อดีตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป
๘. กาลวิมุตติอารมณ์ = นิพพาน บัญญัติ
๙. บัญญัติอารมณ์ = อัตถบัญญัติ สัททบัญญัติ
๑๐. ปรมัตถอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน
๑๑. อัชฌัตตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป
๑๒. พหิทธอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน บัญญัติ.

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 220 (เล่ม 68)

ที่ประกอบ ด้วยอำนาจปัจจัย ๗ ปัจจัย๑ที่เหลือเว้นวิปากปัจจัย, เป็น
ปัจจัยแก่เวทนาที่ประกอบกับชวนะเป็นลำดับไป คือชวนะดวงที่ ๒ ด้วย
อำนาจปัจจัย ๕ ปัจจัย๒เหล่านั้นเหมือนกัน, เป็นปัจจัยแก่ชวนะที่เหลือ
คือชวนะดวงที่ ๓-๗ ด้วยอำนาจอุปนิสัยปัจจัยเท่านั้น.
ขันธ์ ๕
๔] วิสัชนา ๕ มีวิสัชนาในรูปเป็นต้น พระธรรมเสนาบดี-
สารีบุตรแสดงด้วยสามารถแห่งขันธ์.
ธรรมชาติใด ย่อมเสื่อมสลาย ย่อมถูกเบียดเบียนด้วยวิโรธิปัจจัย
มีความเย็นเป็นต้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า รูป.
ธรรมชาติใด ย่อมเสวยอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
เวทนา.
ธรรมชาติใด ย่อมจำอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
สัญญา.
ธรรมชาติใด ย่อมปรุงแต่ง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
สังขาร.
๑. สหชาตะ, อัญญมัญญะ, นิสสยะ, อาหาระ, สัมปยุตตะ, อัตถิ, อวิคตะ.
๒. อนันตระ, สมนันตระ, อนันตรูปนิสสยะ, นัตถิ, วิคตะ.

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 221 (เล่ม 68)

ธรรมชาติใด ย่อมรู้อารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
วิญญาณ.
ธรรมหมวด ๖
วิสัชนา ๖๐ มีวิสัชนาในจักขุเป็นต้น มีธรรมวิจารเป็นที่สุด
ด้วยสามารถแห่งหมวด ๖ หมวดละ ๑๐ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร
แสดงโดยความเป็นปิยรูปสาตรูป.
เวทนา มีเวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นต้นกับทั้งธรรมที่สัมป-
ยุตด้วย.
ความสำคัญในรูป ชื่อว่า รูปสัญญา.
ธรรมชาติใด ย่อมตั้งใจในอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น
ชื่อว่า สัญเจตนา. อธิบายว่า ย่อมมุ่งสู่อารมณ์.
ธรรมชาติใด ย่อมกระหาย ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
ตัณหา. อธิบายว่า ย่อมอยาก.
ธรรมชาติใด ย่อมตรึกซึ่งอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น
ชื่อว่า วิตักกะ อีกอย่างหนึ่ง ความตรึก ชื่อว่า วิตักกะ, ท่าน
อธิบายไว้ว่า การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์.

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 222 (เล่ม 68)

ธรรมชาติใด ย่อมประคองจิตไว้ในอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาติ
นั้น ชื่อว่า วิจาระ, อีกอย่างหนึ่ง การพิจารณา ชื่อว่า วิจาร,
ท่านอธิบายไว้ว่า การพิจารณาเนือง ๆ.
ธาตุ ๖
๕] วิสัชนา ๖ มีวิสัชนาในปฐวีธาตุเป็นต้น พระธรรม-
เสนาบดีสารีบุตร แสดงด้วยสามารถการกำหนดนามรูป โดยสังเขป.
ชื่อว่า ปฐวี-ดิน เพราะเป็นธรรมชาติแผ่ไป.
ธรรมชาติใด ย่อมเอิบอาบ หรือว่า ย่อมไหลไปและเกาะกุม
ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อาโป-น้ำ.
ธรรมชาติใด ย่อมทำให้ร้อน ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
เตโช - ไฟ.
ธรรมชาติใด ย่อมพัดไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
วาโย - ลม.
ธรรมชาติใด อันใคร ๆ ย่อมขีดไม่ได้ เขียนไม่ได้ คือ อัน
ใคร ๆ ไม่อาจที่จะไถ, ตัด, หรือทำลายได้ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น
ชื่อว่า อากาโส - อากาส.
ชื่อว่า ธาตุ เพราะอรรถว่า มิใช่สัตว์.

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 223 (เล่ม 68)

กสิณ ๑๐
วิสัชนา ๑๐ มีวิสัชนาในปฐวีกสิณเป็นต้น พระธรรมเสนาบดี
สารีบุตร ได้แสดงด้วยสามารถแห่งกสิณภาวนา.
ดวงกสิณด้วยสามารถการแผ่ไปในอารมณ์ทั้งสิ้นก็ดี, นิมิตที่
ปรากฏที่ดวงกสิณนั้นก็ดี, ฌานมีดวงกสิณนั้นเป็นอารมณ์ก็ดี ท่าน
เรียกว่า กสิณ. แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอาฌาน. คือ ฌาน ๔ มี
มหาภูตเป็นกสิณเป็นอารมณ์ ในเบื้องต้น, จากนั้น ฌาน ๔ มีวัณณ-
กสิณเป็นอารมณ์ ในเบื้องปลาย.
ปริจเฉทากาส ๑, ฌานมีปริจเฉทากาสนั้นเป็นอารมณ์ ๑,
กสิณุคฆาฏิมากา ๑, และอากาสานัญจายตนฌาน มีกสิณุคฆาฏิมากาส
นั้นเป็นอารมณ์ ท่านเรียกว่า อากาสกสิณ.
จิตที่รู้อากาสานัญจายตนฌาน ๑, วิญญาณัญจายตนฌานมีอากา-
สานัญจายตนฌานนั้นเป็นอารมณ์ ๑ ท่านเรียกว่า วิญญาณกสิณ.
อาการ ๓๒
๖] วิสัชนา ๓๒ มีวิสัชนาเกสาเป็นตัน พระธรรมเสนาบดี
สารีบุตร ได้แสดงด้วยสามารถกรรมฐานมีอาการ ๓๒ เป็นอารมณ์. ก็
เมื่ออาการ ๓๒ มีเกสาเป็นต้นเหล่านั้นปรากฏโดยความเป็นของปฏิกูล

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 224 (เล่ม 68)

ก็เป็นอสุภกรรมฐานด้วยสามารถแห่งกายคตาสติ, เมื่อปรากฏโดยความ
เป็นสี ก็เป็นวัณณกรรมฐาน,๑ เมื่อปรากฏโดยความเป็นธาตุ ก็เป็น
จตุธาตุววัตถามกรรมฐาน. อนึ่ง อาการ ๓๒ มีเกสาเป็นต้นปรากฏ
โดยความเป็นปฏิกูล หรือโดยสี ฌานก็มีสิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นอารมณ์
เมื่อธาตุปรากฏแล้ว ก็พึงทราบว่า เป็นโกฏฐาสเหล่านั้น และเป็นการ
เจริญธาตุที่มีโกฏฐาสนั้นเป็นอารมณ์.
๑ เกสา - ผมทั้งหลาย เกิดอยู่ที่หนังหุ้มกระโหลกศีรษะในด้าน
ข้างทั้ง ๒ แห่งศีรษะ กำหนดด้วยกกหูทั้ง ๒ ข้างหน้ากำหนดด้วย
หน้าผากเป็นที่สุด, และข้างหลังกำหนดด้วยท้ายทอย นับได้ตั้งแสน
เป็นอเนก.
๒ โลมา - ขนทั้งหลาย ตั้งอยู่ที่หนังหุ้มสรีระโดยมาก เว้น
ที่เป็นที่ตั้งแห่งอวัยวะมีผมเป็นต้น และฝ่ามือฝ่าเท้าทั้ง ๒ เสีย ท่าน
กำหนดขุมขนไว้ถึง ๙ หมื่น ๙ พันขุม ตั้งอยู่ในหนังหุ้มสรีระ มี
ประมาณลิกขาหนึ่งเป็นประมาณ.
๓ นขา - เล็บทั้งหลาย ตั้งอยู่บนหลังแห่งปลายนิ้วทั้งหลาย
นับได้ ๒๐.
๔ ทนฺตา - ฟันทั้งหลาย ตั้งอยู่ที่กระดูกคางทั้ง ๒ โดยมาก
นับได้ ๓๒ ซี่.
๑. ฉ. กสิณกรรมฐาน.

224