พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 205 (เล่ม 68)

๕. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น
รูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน
มีรังสีเขียว, ดอกผักตบอันเขียว มีวรรณะเขียว
เขียวล้วน มีรังสีเขียว, หรือว่าผู้ที่กำเนิดในเมือง
พาราณสี มีส่วนทั้งสอง เกลี้ยงเขียว มีวรรณะเขียว
เขียวล้วน มีรังสีเขียว แม้ฉันใด, ผู้หนึ่ง มีความ
สำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มี
วรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว ฉันนั้น
เหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความ
สำคัญอย่างนี้ เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะ
ที่ ๕.
๖. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น
รูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลือง
ล้วน มีรังสีเหลือง, ดอกกรรณิกาอันเหลือง มี
วรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง, หรือว่า
ผู้ที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยง-
เหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง
แม้ฉันใด, ผู้ใดมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น
รูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลือง

205
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 206 (เล่ม 68)

ล้วน มีรังสีเหลือง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูป
เหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เรา
เห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๖.
๗. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น
รูปภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มี
รังสีแดง, ดอกหงอนไก่อันแดง มีวรรณะแดง
แดงล้วน มีรังสีแดง, หรือว่า ผ้าที่กำเนิดในเมือง
พาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงแดง มีวรรณะแดง
แดงล้วน มีรังสีแดง แม้ฉันใด, ผู้หนึ่ง มีความ
สำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มี
วรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง ฉันนั้นเหมือน
กัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้
ว่า เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๗.
๘. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น
รูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มี
รังสีขาว, ดาวประกายพรึกอันขาว มีวรรณะขาว
ขาวล้วน มีรังสีขาว, หรือว่า ผ้าที่กำเนิดในเมือง
พาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงขาว มีวรรณะขาว
ขาวล้วน มีรังสีขาว แม้ฉันใด, ผู้หนึ่ง มีความ

206
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 207 (เล่ม 68)

สำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มี
วรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว ฉันนั้นเหมือนกัน
ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า
เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๘๑.
อรรถกถานวกนิทเทส
ว่าด้วย อนุปุพพวิหารธรรม ๙
คำว่า นว อนุปุพฺพวิหารา - อนุปุพพวิหาร ๙ มีความว่า ภาย
หลังแห่งธรรมมีในก่อน ๆ ชื่อว่า อนุปุพพะ - ตามลำดับ, วิหาระ -
ธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ ชื่อว่า อนุปุพพวิหาระ เพราะเป็นธรรม
อันพระโยคีบุคคลพึงอยู่ คือพึงเข้าอยู่ตามลำดับ, อธิบายว่า ธรรมเป็น
เครื่องอยู่อันพระโยคีบุคคลพึงเข้าอยู่ตามลำดับ. อนุปุพพวิหารธรรม ๙
เป็นไฉน ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัย
นี้เข้าปฐมฌาน สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย มี
วิตกวิจาร มีปีติสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่
๑. ที. ปา. ๑๑/๓๔๙.

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 208 (เล่ม 68)

๒. ภิกษุ เพราะระงับวิตกวิจารเสียได้ ก็
เข้าทุติยฌาน อันเป็นความผ่องใสแห่งใจในภายใน
มีอารมณ์เป็นเอโกทิภาพ - ความที่จิตมีอารมณ์เดียว
ไม่มีวิตกวิจาร มีปีติสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่.
๓. ภิกษุ เข้าตติยฌานอันปราศจากปีติอยู่
ด้วยอุเบกขา, สติ, สัมปชัญญะเสวยสุขทางกาย
ซึ่งพระอริยะทั้งหลายเรียกว่า เป็นผู้มีอุเบกขา, มี
สติ, มีธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขดังนี้.
๔. ภิกษุ เพราะละสุขและทุกข์ดับโสมนัส
โทมนัสในก่อนเสียได้ จึงเข้าจตุตถฌานอันไม่มี
ทุกข์และสุข บริสุทธิด้วยอุเบกขาและสติอยู่.
๕. ภิกษุ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆ-
สัญญา ไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาได้โดยประการทั้ง
ปวง จึงเข้าอากาสานัญจายตนะด้วยบริกรรมว่า
อนนฺโต อากาโส - อากาสไม่มีที่สุดอยู่.
๖. ภิกษุ ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะเสียได้
โดยประการทั้งปวง จึงเข้าวิญญาณัญจายตนะด้วย
บริกรรมว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ - วิญญาณไม่มีที่สุด
อยู่.

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 209 (เล่ม 68)

๗. ภิกษุ ก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียได้
โดยประการทั้งปวง จึงเข้าอากิญจัญญายตนะด้วย
บริกรรมว่า นตฺถิ กิญฺจิ -นิดหนึ่งหน่อยหนึ่งไม่มี
อยู่.
๘. ภิกษุ ก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะเสียได้
โดยประการทั้งปวง จึงเข้าเนวสัญญานาสัญญา
ยตนะอยู่
๙. ภิกษุ ก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ
เสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าสัญญาเวทยิตนิ-
โรธอยู่๑ ดังนี้.
อรรถกถาทสกนิทเทส
ว่าด้วย นิชชรวัตถุ ๑๐
คำว่า ทส นิชฺชรวตฺถูนิ - นิชชรวัตถุ ๑๐ ความว่า มิจฉา-
ทิฏฐิเป็นต้น ย่อมเสื่อมลง ย่อมสลายไป ฉะนั้นจึงชื่อว่า นิชชระ.
คำว่า วตฺถูนิ - วัตถุทั้งหลาย ได้แก่เหตุ. วัตถุ คือเหตุนั้นด้วย
เสื่อมลงด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่า นิชชรวัตถุ. นิชชรวัตถุนี้ เป็นชื่อของ
กุศลธรรมมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น. นิชชรวัตถุ ๑ เป็นไฉน ? นิชชรวัตถุ
๑๐ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า
๑. นวก. ๒๓/๒๓๖.

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 210 (เล่ม 68)

๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาทิฏฐิของผู้มี
สัมมาทิฏฐิ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก
เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ย่อม
เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มี
สัมมาทิฏฐินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย. และกุศล-
ธรรมเป็นอเนกมีสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึง
ซึ่งความเจริญเต็มที่.
๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสังกัปปะ
ของผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรม
อันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาสังกัปปะเป็น
ปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น
ของผู้มีสัมมาสังกัปปะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย,
และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย
ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่.
๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวาจา ของ
ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก
เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวาจาเป็นปัจจัย ย่อม
เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัม-
มาวาจานั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรม

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 211 (เล่ม 68)

อันเป็นอเนกมีสัมมาวาจาเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่ง
ความเจริญเต็มที่.
๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉากัมมันตะ
ของผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรม
อันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉากัมมันตะเป็น
ปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น
ของผู้มีสัมมากัมมันตะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย,
และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมากัมมันตะเป็นปัจ-
จัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่.
๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาอาชีวะของ
ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอัน
ลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาอาชีวะเป็นปัจจัย
ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มี
สัมมาอาชีวะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศล-
ธรรมเป็นอเนกมีสัมมาอาชีวะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึง
ซึ่งความเจริญเต็มที่.
๖. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวายามะของ
ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอัน

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 212 (เล่ม 68)

ลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวายามะเป็นปัจจัย
ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มี
สัมมาวายามะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศล-
ธรรมเป็นอเนกมีสัมมาวายามะเป็นปัจจัย ก็ย่อม
ถึงซึ่งความเจริญเต็มที่.
๗. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสติของผู้มี
สัมมาสติ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็น
อเนกมีมิจฉาสติเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศล-
ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาสตินั้น ก็
ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัม-
มาสติเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่.
๘. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสมาธิของผู้
มีสัมมาสมาธิ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก
เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาสมาธิเป็นปัจจัย ย่อม
เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัม-
มาสมาธินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรม
เป็นอเนกมีสัมมาสมาธิเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่ง
ความเจริญเต็มที่.

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 213 (เล่ม 68)

๙. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาญาณของผู้มี
สัมมาญาณ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก
เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาญาณเป็นปัจจัย ย่อม
เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมา-
ญาณนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรมเป็น
อเนกมีสัมมาญาณเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความ
เจริญเต็มที่.
๑๐. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวิมุตติของผู้
มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก
เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัย ย่อม
เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มี
สัมมาวิมุตตินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศล-
ธรรมเป็นอเนกมีสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึง
ซึ่งความเจริญเต็มที่*.
อรรถกถาจักขาทินิทเทส
ว่าด้วย จักษุเป็นต้น
๓] คำมีอาทิว่า สพฺพํ ภิกฺขเว อภิญฺเญยฺยํ - ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรรู้ยิ่งดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พึง
๑. องฺ.ทสก. ๒๔/๑๐๖.

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 214 (เล่ม 68)

ทราบว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนำมาแสดงแล้วในที่นี้. จ อักษร
ในคำว่า กิญฺจํ เป็นนิบาตสักว่าทำบทให้เต็ม. วิสัชนา ๓๐ มี จกฺขุ
เป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร แสดงแยกเป็นอย่างละ ๕ ๆ ใน
ทวารหนึ่ง ๆ ในทั้ง ๖ ตามลำดับแห่งความเป็นไปแห่งทวารและอารมณ์
ในคำนั้น จักษุ มี ๒ อย่าง คือ มังสจักษุ ๑ ปัญญาจักษุ ๑.
ในจักษุทั้ง ๒ นั้น ปัญญาจักษุมี ๕ อย่าง คือ พุทธจักษุ ๑, สมันต-
จักษุ ๑, ญาณจักษุ ๑, ทิพยจักษุ ๑, ธรรมจักษุ ๑.
คำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเมื่อตรวจดูสัตวโลก ได้เห็น
แล้วแลด้วยพุทธจักษุ๑ ดังนี้ ชื่อว่า พุทธจักษุ.
คำนี้ว่า สัพพัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ๒ ดังนี้ ชื่อว่า
สมันตจักษุ.
คำนี้ว่า ดวงตาเห็นธรรม เกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว๓ ดังนี้
ชื่อว่า ญาณจักษุ.
คำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ เราได้เห็นแล้วแล ด้วยทิพยจักษุอัน
บริสุทธิ์๔ ดังนี้ ชื่อว่า ทิพยจักษุ.
มรรคญาณเบื้องต่ำ ๓ นี้มาในคำว่า ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี
ไม่มีมลทิน เกิดขึ้นแล้ว๕ ดังนี้ ชื่อว่า ธรรมจักษุ.
๑. ม. มู. ๑๒/๓๒๓. ๒. ขุ. จูฬ ๓๐/๒๑๖, ๒๔๕.
๓. สํ. มหา. ๑๙/๑๖๖๖. ๔. ม. มู. ๑๒/๓๒๔. ๕. ม.มู. ๑๓/๕๙๙.

214