พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 195 (เล่ม 68)

หรือเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ย่อมไปเพื่อฟังธรรมของ
สมณพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย การฟังนี้มีอยู่ เรามิได้กล่าวว่า ไม่มี ก็
แต่ว่าการฟังนี้ เป็นการฟังอันเลว ฯลฯ ไม่เป็น
ไปเพื่อพระนิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วน
บุคคลใดแลมีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มี
สัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไป
เพื่อฟังธรรมของตถาคต หรือของสาวกของตถาคต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การฟังนี้ประเสริฐกว่าการฟัง
ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์
ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น
มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความ
เลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปฟังธรรมของตถาคตหรือของ
สาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า สานานุตริยะ.
ทัสนานุตริยะ สวนานุตริยะ เป็นดังนี้.
ก็ ลาภานุตริยะ เป็นอย่างไร ? ดูก่อน
ภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมได้บุตรบ้าง

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 196 (เล่ม 68)

ภรรยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือลาภมากบ้าง น้อยบ้าง
หรือได้สัทธาในสมณพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติ
ผิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภคือการได้นี้มีอยู่
เรามิได้กล่าวว่า ไม่มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็
แต่ว่า ลาภคือการได้นี้เป็นลาภเลว ฯลฯ ไม่เป็น
ไปเพื่อพระนิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วน
บุคคลใดแล เป็นผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น
มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมได้
สัทธาในพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภคือการได้นี้เป็นลาภอัน
ประเสริฐกว่าลาภทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความ
บริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อกระทำให้
แจ้งซึ่งพระนิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่
บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธา
ไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมได้สัทธาใน
พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า
ลาภานุตริยะ. ทัสนานุตริยะ สวนานุตริยะ
ลาภานุตริยะ เป็นดังนี้.

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 197 (เล่ม 68)

ก็ สิกขานุตตริยะ เป็นอย่างไร ? ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมศึกษา
ศิลปะเกี่ยวกับช้างบ้าง ม้าบ้าง รถบ้าง ธนูบ้าง
ดาบบ้าง หรือศึกษาศิลปะชั้นสูงชั้นต่ำ ย่อมศึกษา
ต่อสมณพราหมณ์ผู้มีความเห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การศึกษานี้มีอยู่, เรามิได้
กล่าวว่า การศึกษานี้ไม่มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็แต่ว่าการศึกษานั้น เป็นการศึกษาที่เลว ฯลฯ
ย่อมไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ส่วนบุคคลใดมีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มี
สัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมศึกษา
อธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรม
วินัยอันตถาคตประกาศแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
การศึกษานี้ประเสริฐกว่าการศึกษาทั้งหลาย ย่อม
เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มี
สัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมศึกษา
อธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรมวินัย

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 198 (เล่ม 68)

อันตถาคตประกาศแล้วนี้ เราเรียกว่า สิกขานุต-
ริยะ. ทัสนานุตริยะ สวนานุตริยะ ลาภานุต-
ริยะ สิกขานุตริยะ เป็นดังนี้.
ก็ ปาริจริยานุตริยะ เป็นอย่างไร ? ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมบำรุง
กษัตริย์บ้าง, พราหมณ์บ้าง, คฤหบดีบ้าง, ก็หรือ
ว่า ย่อมบำรุงบุคคลชั้นสูงและต่ำ, หรือย่อมบำรุง
สมณพราหมณ์ผู้มีความเห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การบำรุงนี้มีอยู่ เรามิได้
กล่าวว่า การบำรุงไม่มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่
การบำรุงนี้แล เป็นการบำรุงอันเลว ฯลฯ ไม่เป็น
ไปเพื่อพระนิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่า
บุคคลใดแล ผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น
มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบำรุง
พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย การบำรุงนี้ประเสริฐกว่าการบำรุงทั้งหลาย
ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิแห่งสัตว์ทั้งหลาย
ฯลฯ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน, ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความ

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 199 (เล่ม 68)

รักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง
ย่อมบำรุงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต. นี้
เราเรียกว่า ปาริจริยานุตริยะ. ทัสนานุตริยะ
สวนานุตริยะ ลาภานุตริยะ สิกขานุตริยะ
ปาริจริยานุตริยะ เป็นดังนี้.
ก็ อนุสตานุตริยะ เป็นอย่างไร ?, ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมระลึก
ถึงการได้บุตรบ้าง การได้ภรรยาบ้าง การได้ทรัพย์
บ้าง ก็หรือว่า ย่อมระลึกถึงการได้มากบ้าง น้อย
บ้าง, หรือระลึกถึงสมณพรหมณ์ผู้มีความเห็นผิด
ผู้ปฏิบัติผิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การระลึกถึงนี้
มีอยู่ เรามิได้กล่าวว่า การระลึกถึงนี้ไม่มี. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย แต่ว่า การระลึกถึงนี้นั้นแล เป็น
การระลึกถึงอันเลว ฯลฯ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อ
พระนิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าบุคคล
ใดแล ผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธา
ไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึง
พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต. ดูก่อนภิกษุ

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 200 (เล่ม 68)

ทั้งหลาย การระลึกถึงนี้ประเสริฐกว่าการระลึกถึง
ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์
ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น
มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความ
เลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของ
พระตถาคต. นี้ เราเรียกว่า อนุสตานุตริยะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้คือ อนุตริยะ ๖
ฉะนี้แล๑.
อรรถกถาสัตตกนิทเทส
ว่าด้วย นิททสะ
ในคำว่า สตฺต นิทฺทสวตฺถูนิ นี้ มีความว่า ทสะ แปลว่า
๑๐ ไม่มีแก่ผู้นั้น ฉะนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า นิททสะ, วัตถุคือเหตุแห่ง
นิททสะคือความเป็นแห่งนิททสะ ชื่อว่า นิททสวัตถุ.
จริงอยู่ พระขีณาสพ ปรินิพพานในกาลที่มีพรรษา ๑๐ ก็ไม่
ชื่อว่า มีพรรษา ๑๐ อีก เพราะไม่มีปฏิสนธิอีกต่อไป ฉะนั้น ท่านจึง
๑. องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๐๑.

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 201 (เล่ม 68)

เรียกว่า นิททสะ ไม่มีพรรษา ๑๐. และไม่มีพรรษา ๑๐. อย่างเดียวเท่า
นั้นก็หาไม่ แม้พรรษา ๙ ก็ไม่มี ฯลฯ แม้กาลสักว่าครู่เดียวก็ยังไม่มี.
พระขีณาสพปรินิพพานในกาลที่มีพรรษา ๑๐ เท่านั้นก็หาไม่ แม้ปริ-
นิพพานในกาลที่มีพรรษา ๗ ก็ไม่ชื่อว่ามีพรรษา ๗ ไม่มีพรรษา ๑๐ ไม่
มีกาลแม้สักครู่เดียว. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อยกเอาโวหารอันเกิดใน
ลัทธิเดียรถีย์มาไว้ในพระศาสนา แล้วทรงแสดงความไม่มีแห่งพระขีณา-
สพผู้เช่นนั้นในลัทธิเดียรถีย์นั้น, และความมีอยู่แห่งพระขีณาสพผู้เช่น
นั้นในศาสนานี้ จึงตรัสเหตุแห่งความมีอยู่แห่งพระขีณาสพผู้เช่นนั้นว่า
สตฺต นิทฺทสวตฺถูนิ - วัตถุแห่งนิททสะ ๗. ดุจดังพระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิททสวัตถุ ๗ ประการ
นี้. ๗ ประการเป็นไฉน ? คือ
๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัย
นี้ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทาน
สิกขาและเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการ
สมาทานสิกขา.
๒. เป็นผู้ได้ความยินดีอย่างแรงกล้าในการ
ใคร่ครวญธรรมและเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจาก

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 202 (เล่ม 68)

ไปในการใคร่ครวญธรรมต่อไป.
๓. เป็นผู้ยินดีอย่างแรงกล้าในการกำจัด
ความอยาก และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจาก
ไปในการกำจัดความอยากต่อไป.
๔. เป็นผู้มีความยินดีอย่างแรงกล้าในการ
หลีกเร้น และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไป
ในการหลีกเร้นต่อไป.
๕. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการเริ่ม
ความเพียร และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจาก
ไปในการเริ่มความเพียรต่อไป.
๖. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในความ
เป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตัว และเป็นผู้มี
ความรักอันไม่ปราศจากไปในความเป็นผู้มีสติปัญ-
ญาเป็นเครื่องรักษาตัวต่อไป.
๗. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการ
แทงตลอดด้วยทิฏฐิ และเป็นผู้มีความรักอันไม่
ปราศจากไปในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิ ต่อไป.

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 203 (เล่ม 68)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิททสวัตถุ ๗ ประการนี้แล*.
แม้พระเถระครั้นยกเทศนาอย่างนั้นขึ้นกล่าวว่า สตฺต นิทฺทสวตฺถูนิ
- นิททสวัตถุ ๗ ดังนี้.
อรรถกถาอัฏฐกนิทเทส
ว่าด้วย อภิภายตนะ ๘
ในคำว่า อฏฺฐ อภิภายตนานิ - อภิภายตนะ ๘ นี้ มีความ
ว่า อายตนะทั้งหลายครอบงำฌานเหล่านั้น ฉะนั้น ฌานเหล่านั้นจึง
ชื่อว่า อภิภายตนะ. คำว่า อายตนานิ ความว่า ฌานมีกสิณเป็น
อารมณ์กล่าวคืออายตนะเพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งอันยิ่ง.
อธิบายว่า ก็บุคคลผู้มีญาณอันยิ่ง ผู้มีญาณแกล้วกล้าคิดว่า อัน
เราพึงเข้าในอารมณ์นี้ เพราะเหตุไร ? ภาระในการทำจิตให้เป็นเอกัคค-
ตา ไม่มีแก่เราดังนี้ แล้วครอบงำอารมณ์เหล่านั้นเสียเข้าสมาบัติ, ยัง
อัปปนาให้เกิดขึ้นในอารมณ์นี้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งนิมิต. ฌานที่
ให้เกิดขึ้นโดยประการอย่างนี้ ท่านเรียกว่า อภิภายตนะ. อภิภายตนะ
๘ เป็นไฉน ?
๑. องฺ. สตฺตก. ๒๓/๑๘.

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 204 (เล่ม 68)

๑. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในรูปภายใน เห็น
รูปภายนอกเล็กน้อย มีวรรณะดีและทราม
ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า
เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๑.
๒. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในรูปภายใน เห็น
รูปภายนอกไม่มีประมาณ มีวรรณะดีและทราม
ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า
เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๒.
๓. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น
รูปภายนอกเล็กน้อย มีวรรณะดีและทราม ครอบงำ
รูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เรา
เห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๓.
๔. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น
รูปภายนอกไม่มีประมาณ มีวรรณะดีและทราม
ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า
เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๔.

204