พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 185 (เล่ม 68)

ก็มีแต่สังขารทั้งนั้น, แต่ท่านเรียกอย่างนี้ ด้วยสามารถแห่งโวหาร.
ญาตปริญญา เป็นอันท่านกล่าวไว้ด้วยคำนี้ ด้วยประการฉะนี้.
อรรถกถาทุกนิทเทส
ว่าด้วย ธาตุ ๒
คำว่า เทฺว ธาตุโย - ธาตุ ๒ ได้แก่ สังขตธาตุ ๑ อสังขต-
ธาตุ ๑.
บรรดาธาตุทั้ง ๒ นั้น ขันธ์ ๕ อันปัจจัยเป็นอเนกปรุงแต่ง
แล้ว ชื่อว่า สังขตธาตุ, พระนิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้
แล้ว ชื่อว่า อสังขตธาตุ.
อรรถกถาติกนิทเทส
ว่าด้วย ธาตุ ๓
คำว่า ติสฺโส ธาตุโย - ธาตุ ๓ ได้แก่ กามธาตุ ๑. รูปธาตุ ๑,
อรูปธาตุ ๑.
บรรดาธาตุทั้ง ๓ นั้น กามธาตุเป็นไฉน ?
ในเบื้องต่ำมีอเวจีนรกเป็นที่สุด, ในเบื้องบนมีปรนิมมิตวสวัตดี

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 186 (เล่ม 68)

เทวโลกเป็นที่สุด ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
และวิญญาณ ที่ท่องเที่ยวไปในระหว่างนี้ ที่นับเนื่องในระหว่างนี้,
นี้เรียกว่ากามธาตุ๑.
บรรดาธาตุทั้ง ๓ นั้น รูปธาตุเป็นไฉน ? ในเบื้องต่ำมีพรหม-
โลกเป็นที่สุด ในเบื้องบนมีอกนิฏฐพรหมโลกเป็นที่สุด สภาวธรรม
ทั้งหลายคือจิตและเจตสิก ของบุคคลผู้เข้าสมาบัติก็ดี ของผู้เกิดแล้วก็ดี
ของผู้อยู่ด้วยสุขวิหารธรรมในปัจจุบันก็ดี ที่ท่องเที่ยวไปในระหว่างนี้
นับเนื่องในระหว่างนี้, นี้เรียกว่ารูปธาตุ๒.
บรรดาธาตุทั้ง ๓ นั้น อรูปธาตุเป็นไฉน ? ในเบื้องต่ำมีอากา-
สานัญจายตนะพรหมโลกเป็นที่สุด ในเบื้องบนมีเนวสัญญานาสัญญา-
ยตนะพรหมโลกเป็นที่สุด สภาวธรรมทั้งหลายคือจิตและเจตสิกของ
ผู้เข้าสมาบัติก็ดี ของผู้เกิดแล้วก็ดี ของผู้อยู่ด้วยสุขวิหารธรรมในปัจจุบัน
ก็ดี ที่ท่องเที่ยวไปในระหว่างนี้ นับเนื่องในระหว่างนี้, นี้เรียกว่า
อรูปธาตุ๓.
แต่ในอรรถกถา ท่านกล่าวว่า กามภพ ชื่อว่า กามธาตุได้
ขันธ์ ๕, รูปภพ ชื่อว่า รูปธาตุ ได้ขันธ์ ๕, อรูปภพ ชื่อว่า อรูปธาตุ
ได้ขันธ์ ๔. นี้ ประกอบโดยปริยายแห่งทสุตตรสูตร.
๑. อภิ.วิ. ๓๕/๑๒๒. ๒. อภิ.วิ. ๓๕/๑๒๔. ๓. อภิ.สํ. ๓๔/๘๓๐.

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 187 (เล่ม 68)

ส่วนในปริยายแห่งสังคีติสูตรว่า ถึงแม้ธาตุทั้งหลายที่ท่านกล่าวไว้
ว่า กุสลธาตุมี ๓ คือ เนกขัมธาตุ ๑, อัพยาปาทธาตุ ๑, อวิหิงสา-
ธาตุ ๑. ธาตุ ๓ อื่นอีก คือ รูปธาตุ ๑ อรูปธาตุ ๑ นิโรธธาตุ ๑.
ธาตุ ๓ อื่นอีก คือ หีนาธาตุ ๑ มัชฌิมาธาตุ ๑ ปณีตาธาตุ ๑๑.
ก็ย่อมประกอบในที่นี้.
ความตรึก ความตรึกตรอง อันประกอบด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ
สัมมาสังกัปปะ นี้เรียกว่า เนกขัมธาตุ, กุสลธรรมแม้ทั้งหมด ก็
เรียกว่า เนกขัมธาตุ.
ความตรึก ความตรึกตรอง อันประกอบด้วยอัพยาปาทะ ฯลฯ
สัมมาสังกัปปะ เรียกว่า อัพยาปาทธาตุ, ความมีไมตรี อาการที่มี
ไมตรี สภาพที่มีไมตรี ในสัตว์ทั้งหลายเมตตาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่า
อัพยาปาทธาตุ.
ความตรึก ความตรึกตรอง อันประกอบด้วยอวิหิงสา ฯลฯ
สัมมาสังกัปปะ เรียกว่า อวิหิงสาธาตุ, ความกรุณา อาการที่กรุณา
สภาพที่กรุณา ในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่า อวิหิงสา-
ธาตุ๒.
รูปธาตุและอรูปธาตุได้กล่าวไว้แล้วแล. นิพพาน เรียกว่า
นิโรธธาตุ. อกุสลจิตตุปบาท ๑๒ เรียกว่า หีนาธาตุ, ธรรมที่เป็นไป
๑. ที.ปา. ๑๑/๒๒๘. ๒. อภิ.วิ. ๓๕/๑๒๒.

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 188 (เล่ม 68)

ในภูมิ ๓ ที่เหลือ เรียกว่า มัชฌิมาธาตุ, โลกุตรธรรม ๙ เรียกว่า
ปณีตาธาตุ. ก็ธรรมแม้ทั้งหมด เรียกว่า ธาตุ เพราะอรรถว่า
ไม่ใช่ชีวะ.
อรรถกถาจตุกนิทเทส
ว่าด้วย อริยสัจ ๔
คำว่า จตฺตาริ อริยสจฺจานิ - อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกขอริย-
สัจ ๑, ทุกขสมุทยอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทาอริยสัจ ๑. วรรณนาแห่งอริยสัจ ๔ เหล่านี้ จักมีแจ้งใน
วิสัชนาแห่งสัจจะแล.
อรรถกถาปัญจกนิทเทส
ว่าด้วย วิมุตตายตนะ ๕
คำว่า ปญฺจ วิมุตฺตายตนานิ - วิมุตตายตนะ ๕ ความว่า
เหตุแห่งการพ้น ๕ ประการเหล่านี้ คือ การสดับธรรมเทสนาที่ผู้อื่น
แสดงเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ๑, การแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับ
มาแล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเหล่าอื่น ๑, การสาธยายธรรมที่ตน
ได้สดับมาแล้ว ๑, การตรึกถึงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้วด้วยใจ ๑,

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 189 (เล่ม 68)

อารมณ์อันสมควรแก่สมถกรรมฐาน ๔๐ มี กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐
เป็นต้น ๑.
ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระศาสดาหรือเพื่อน
สพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควรแก่ การเคารพ
แสดงธรรมแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นย่อม
เข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้นตามที่พระศาสดา
หรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควรแก่การ
เคารพ แสดงธรรมแก่ภิกษุ, เมื่อภิกษุนั้น เข้าใจ
อรรถ เข้าใจธรรม ก็ย่อมเกิดความปราโมทย์, เมื่อ
เกิดความปราโมทย์แล้ว ปีติก็ย่อมเกิด, เมื่อใจ
สหรคตด้วยปีติ กายย่อมสงบ, ผู้มีกายสงบก็ย่อม
เสวยสุข, เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น, นี้เป็นวิมุต-
ตายตนะข้อที่ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ-
ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร
แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมไม่ได้แสดงธรรม
แก่ภิกษุเลย แต่ว่า ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ได้

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 190 (เล่ม 68)

สดับมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดย
พิสดาร ภิกษุย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรม
นั้นที่ภิกษุแสดงธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ได้
เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร เมื่อภิกษุ
เข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ
เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น. นี้เป็นวิมุตตายตนะ
ข้อที่ ๒.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ-
ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร
แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่
ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงตามที่ได้สดับมา ตามที่
ที่ได้เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ก็แก่
ว่าภิกษุย่อมทำการสาธยายตามที่ได้สดับมา ตามที่
ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร ภิกษุย่อมเข้าใจอรรถ
เข้าใจธรรมนั้น ตามที่ภิกษุสาธยายธรรมตามที่ได้
สดับมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร เมื่อ
ภิกษุเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์
ฯลฯ เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตา-
ยตนะข้อที่ ๓.

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 191 (เล่ม 68)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ-
ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร
แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ได้แสดงธรรม
แก่ภิกษุ ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ได้สดับมา
ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร แม้
ภิกษุก็ไม่ได้ทำการสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา
ตามที่ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร ก็แต่ว่าภิกษุย่อม
ตรึกตรองใคร่ครวญธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่
ได้เล่าเรียนมาด้วยใจ ภิกษุย่อมเข้าใจอรรถ เข้า
ใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมีสุข จิต
ย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะข้อที่ ๔.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ-
ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร
แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่
ภิกษุ ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ได้สดับมา
ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร
ภิกษุก็ไม่ได้สาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่
ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร แม้ภิกษุก็ไม่ได้ตรึก-
ตรองใคร่ครวญธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ได้

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 192 (เล่ม 68)

เล่าเรียนมาด้วยใจ ก็แต่ว่าสมาธินิมิตอย่างใดอย่าง
หนึ่ง เธอเล่าเรียนมาด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี
ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา ภิกษุ
ย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมนั้น ตามที่ได้เล่าเรียน
สมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาด้วยดี ทำไว้ในใจ
ด้วยดี ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา
เมื่อภิกษุเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดความ
ปราโมทย์ เมื่อเกิดปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ
เมื่อมีใจสหรคตด้วยปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกาย
สงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อม
ตั้งมั่น. นี้เป็นวิมุตตายตนะข้อที่ ๕ ดังนี้แล๑.
อรรถกถาฉักกนิทเทส
ว่าด้วย อนุตริยะ
ในคำนี้ว่า ฉ อนุตฺตริยานิ - อนุตริยะ ๖ มีความว่า คุณ
อันยิ่งกว่าธรรมชาติเหล่านั้น ไม่มี ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
อนุตระ อนุตระนั่นแหละ ชื่อว่า อนุตริยะ, อธิบายว่า เป็นธรรมชาติ
อันประเสริฐ. สมจริงดังพระดำรัสอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
๑. องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๒๖.

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 193 (เล่ม 68)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนุตริยะ ๖ ประการนี้.
๖ ประการเป็นไฉน ? คือ -
๑. ทัสนานุตรียะ - การเห็นอันประเสริฐ,
๒. สวนานุตริยะ - การฟังอันประเสริฐ,
๓. ลาภานุตริยะ - การได้อันประเสริฐ,
๔. สิกขานุตริยะ - การศึกษาอันประเสริฐ,
๕. ปาริจริยานุตริยะ - การบำรุงอันประเสริฐ,
๖. อนุสตานุตริยะ - อนุสติอันประเสริฐ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ ทัสนานุตริยะ เป็น
ไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลก
นี้ ย่อมไปเพื่อจะดูช้างแก้วบ้าง, ม้าแก้วบ้าง,
แก้วมณีบ้าง, ของใหญ่ของเล็ก, หรือสมณพรหมณ์
ผู้เห็นผิด, ผู้ปฏิบัติผิด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ทัสนะมีอยู่ เรามิได้กล่าวว่า ไม่มี ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็แต่ว่า ทัสนะนี้นั้นแล เป็นทัสนะอัน
เลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน มิใช่
ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 194 (เล่ม 68)

เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อ
ความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้
เพื่อพระนิพพาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคล
ใดมีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่
หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปเพื่อใจเห็น
ตถาคต หรือสาวกของตถาคต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าว
ล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่ง
ทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้
แจ้งซึ่งพระนิพพาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่
บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธา
ไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ไปเห็นพระ-
ตถาคต หรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า
ทัสนานุตริยะ. ทัสนานุตริยะ เป็นดังนี้.
ก็ สวนานุตริยะ เป็นอย่างไร ? ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไปเพื่อ
ฟังเสียงกลองบ้าง เสียงพิณบ้าง เสียงเพลงบ้าง

194