พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 177ข (เล่ม 68)

รมณ์ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณ มโนวิญญาณ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส
ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสต
สัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กาย-
สัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา รูปสัญญา สัททสัญญา
คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสูญญา ธรรมสัญญา รูปสัญเจตนา
สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา
ธรรมสัญเจตนา รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา
โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก
โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร
โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง.
[๕] ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ
วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ
ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ
ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง.
[๖] ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อ
ในกระดูก. ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย

177ข
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 177ค (เล่ม 68)

อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น
น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ ควรรู้
ยิ่งทุกอย่าง.
[๗] จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ
ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ
โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธรรมยตนะ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุ-
วิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ
ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ
โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ
จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์
ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัส-
สินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์
สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์
(อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์
น็เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ) อัญญินทรีย์ ( อินทรีย์ของผู้รู้
จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ
โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ) อัญญาตาวินทรีย์ (อินทรีย์ของพระ-

177ค
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 177ง (เล่ม 68)

ขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ) ควรรู้ยิ่ง
ทุกอย่าง.
[๘] กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ
สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ
จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน
ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง.
[๙] เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ
อุเบกขาเจโตวิมุตติ อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ
อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อวิชชา
สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา
อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง.

177ง
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 178 (เล่ม 68)

๒. อรรถกถาอภิญเญยยนิทเทส
ว่าด้วย อภิญเญยยธรรม
๒] บัดนี้ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้แสดงนิทเทสวารมี
อาทิว่า กถํ อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺย - ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควร
รู้ยิ่ง อย่างไร ? ดังนี้ ก็เพื่อจะแสดงธรรมอันท่านรวบรวมไว้ใน
วิสัชนุทเทส เป็นประเภท ๆ ไป.
ในคำเหล่านั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้ยกวิสัชนาข้อละ
๑๐ ๆ ตั้งแต่ด้นด้วยสามารถแห่งเอกนิทเทสเป็นต้นไป ในคำทั้ง ๕ มี
คำแสดงธรรมที่ควรรู้ยิ่งเป็นต้น ขึ้นแสดงเทียบเคียง โดยปริยายแห่ง
ทสุตตรสูตร.
อรรถกถาเอกนิทเทส
ว่าด้วย อาหาร
บรรดาคำทั้ง ๕ นั้น ในเบื้องแรก คำว่า สพฺเพ สตฺตา-
สัตว์ทั้งปวง ในอภิญเญยยนิทเทส ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ใน
ภพทั้งปวง คือในกามภพเป็นต้น ในสัญญาภพเป็นต้น และในเอกโว-
การภพเป็นต้น.

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 179 (เล่ม 68)

คำว่า อาหารฏฺฐิติกา - มีอาหารเป็นที่ตั้ง ความว่า การดำรง
อยู่ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เพราะอาหาร ฉะนั้น จึงชื่อว่า อาหา-
รฏฺฐิติกา - มีอาหารเป็นที่ตั้ง.
ก็ในคำว่า  ิติ - การดำรงอยู่นี้ ท่านประสงค์เอา ความมีอยู่
ในขณะของตน.
ชื่อว่า อาหาร เพราะเป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งปวง
เป็นธรรมอันหนึ่ง เป็นธรรมควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง. ครั้นรู้ปัจจัย
แล้ว ก็เป็นอันรู้ปัจจยุปบัน - ธรรมเกิดแต่ปัจจัย เพราะปัจจัยและ
ปัจจยุปบันทั้ง ๒ นั้นเพ่งความอาศัยกันและกัน. ญาตปริญญา เป็น
อันท่านกล่าวแล้วด้วยคำนั้น.
ถามว่า ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น คำใดที่ท่านกล่าวไว้ว่า อสัญญ-
สัตตาเทวา - อสัญญสัตตาพรหม ไม่มีเหตุ ไม่มีอาหาร ไม่มีผัสสะ๑
ดังนี้เป็นต้น คำนั้นจะมิผิดไปหรือ ?
ตอบว่า คำที่ท่านกล่าวนั้นไม่ผิด เพราะฌานเป็นอาหารของ
อสัญญสัตตาเทวาเหล่านั้น.
ถามว่า ถึงแม้เป็นอย่างนั้น คำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อาหารทั้งหลาย ๔ เหล่านี้ เพื่อความตั้งอยู่แห่งสัตว์ผู้เกิดแล้ว เพื่อ
อนุเคราะห์แก่เหล่าสัมภเวสี.
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๙๙.

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 180 (เล่ม 68)

อาหาร ๔ เป็นไฉน ? คือ กพฬีการาหาร - อาหารคือคำข้าว
เป็นอาหารหยาบหรือละเอียด, ผัสสะ - อาหารคือผัสสะ เป็นที่ ๒,
มโนสัญเจตนา - อาหารคือเจตนา เป็นที่ ๓, วิญญาณ - อาหารคือ
วิญญาณ เป็นที่๑ ๔ ดังนี้ ก็ย่อมผิด.
ตอบว่า ถึงแม้คำนั้นก็ไม่ผิด. เพราะในพระสูตร ตรัสไว้โดย
นิปริยายว่า ธรรมทั้งหลายมีอาหารเป็นลักษณะแล ชื่อว่า อาหาร
แต่ในที่นี้ตรัสโดยปริยายว่า ปัจจัยชื่อว่า อาหาร. เพราะสังขตธรรม
ทั้งปวง ได้ปัจจัย ย่อมควร ก็ปัจจัยนั้นย่อมยังผลใด ๆ ให้เกิดขึ้น
ชื่อว่าย่อมนำมาซึ่งผลนั้น ๆ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า อาหาร.
ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อวิชชา เราก็
กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่า ไม่มีอาหาร ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา,
ควรกล่าวว่านิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของอวิชชา. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย แม้นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร
มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็
อะไรเล่าเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕. ฯลฯ ควรกล่าวว่า
อโยนิโสมนสิการเป็นอาหารของนิวรณ์ดังนี้เป็น๒ต้น.
อาหารดังกล่าวแล้วนี้ ประสงค์แล้วในที่นี้.
๑. สํ. นิ. ๑๖/๒๘. ๒. องฺ ทสก. ๒๔/๖๑.

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 181 (เล่ม 68)

ครั้นถือเอาอาหารคือปัจจัยแม้นี้ อาหารทั้งโดยปริยาย และ
อาหารทั้งโดยนิปริยาย ก็เป็นอันถือเอาทั้งหมด.
ในคำนั้น ปัจจยาหาร ย่อมได้ในอสัญญีภพ. จริงอยู่เมื่อ
พระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จอุบัติขึ้น พวกที่บวชเป็นเดียรถีย์ทำบริกรรม
ในวาโยกสิณ ยังจตุตถฌานให้เกิดขึ้นออกจากฌานนั้นแล้ว ก็เห็นว่า
จิตนี้ เป็นของน่าติเตียนมาก ความไม่มีจิตเสียเลย เป็นการดี. เพราะ
ทุกข์มีการฆ่าและจองจำเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยจิต, เมื่อไม่มี
จิตทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้นจึงเกิดความยินดีพอใจ ฌานไม่เสื่อม
ทำกาละแล้วเกิดในอสัญญีภพ. ผู้ใดตั้งอยู่ในอิริยาบถใดในมนุษย์ ผู้นั้น
ก็ย่อมเกิดด้วยอิริยาบถนั้นสถิตอยู่ตลอด ๕๐๐ กัป. เป็นเหมือนนอน นั่ง
หรือยืนตลอดกาลยาวนานมีประมาณเพียงนั้น. ก็ปัจจยาหารย่อมได้แก่
สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น. เพราะสัตว์เหล่านั้นเจริญฌานใดแล้วเกิด ฌาน
นั้นก็เป็นปัจจัยแก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เหมือนลูกศรที่ยิงไปด้วยกำลัง
แห่งสายธนู กำลังสายธนูมีกำลังเพียงใด ก็ไปได้เพียงนั้น ฉันใด
กำลังฌานปัจจัยมีประมาณเพียงใด ก็สถิตอยู่ได้เพียงนั้น ฉันนั้น.
เมื่อกำลังฌานปัจจัยสิ้นแล้ว สัตว์เหล่านั้นก็จุติ ดุจลูกศรที่มีกำลังสิ้น
แล้วฉะนั้น.
ส่วนสัตว์เหล่าใดเป็นผู้เกิดในนรก สัตว์เหล่านั้นท่านกล่าวว่า
ไม่เป็นผู้มีชีวิตอยู่ด้วยความเพียร ไม่เป็นผู้มีชีวิตอยู่ด้วยผลแห่งบุญเลย,

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 182 (เล่ม 68)

อะไรเป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้นเล่า ? กรรมนั่นแลเป็นอาหารของ
สัตว์เหล่านั้นดังนี้.
ถามว่า อาหารมี ๕ อย่างหรือ ? ตอบว่า คำนี้ไม่พึงกล่าวว่า
มี ๕ หรือมิใช่ ๕ ดังนี้. วาทะว่า ปัจจัยเป็นอาหาร ท่านกล่าวไว้
แล้วมิใช่หรือ เพราะเหตุนั้น สัตว์เหล่านั้นเกิดในนรกด้วยกรรมใด,
กรรมนั้นนั่นแหละเป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้น เพราะเป็นปัจจัยแห่ง
การดำรงอยู่. คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาคำใด คำนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้แล้วว่า ก็สัตว์นรกยังไม่ทำกาละตราบเท่าที่บาปกรรมยังไม่
สิ้น๑.
เพราะฉะนั้น คำว่า อาหารฏฺฐิติกา - มีอาหารเป็นที่ตั้ง จึง
มีความว่า มีปัจจัยเป็นที่ตั้ง. ก็ในคำนี้ว่า เพราะปรารภกพฬีการาหาร
ไม่พึงทำการกล่าวให้แตกต่างกันไป เพราะว่า ถึงแม้น้ำลายที่เกิดใน
ปากก็สำเร็จกิจเป็นอาหารแก่สัตว์เหล่านั้นใด. จริงอยู่ น้ำลายก็เป็น
ปัจจัยแก่พวกเกิดในนรกซึ่งเสวยทุกขเวทนา และแก่พวกเกิดในสวรรค์
ซึ่งเสวยสุขเวทนา.
ในกามภพมีอาหาร ๔ โดยตรง, ในรูปภพและอรูปภพ เว้น
อสัญญีภพเสีย นอกนั้นมีอาหาร ๓. อสัญญีภพและภพนอกนี้เป็น มี
ปัจจยาหาร ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
เป็นผู้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ด้วยอาหารดังกล่าวมาแล้วนี้.
๑. องฺ.ติก. ๒๐/๔๒๗.

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 183 (เล่ม 68)

คำว่า สพฺเพ สตฺตา - สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็น บุคลา-
ธิฏฐานธรรมเทสนา, อธิบายว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง จริงอยู่
เทสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ามี ๔ อย่าง ด้วยสามารถแห่งธรรมะ และ
บุคคล คือ
ธรรมาธิฏฐานธรรมเทสนา ๑
ธรรมธิฏฐานบุคคลเทสนา ๑
บุคลาธิฏฐานบุคคลเทสนา ๑
บุคลาธิฏฐานธรรมเทสนา ๑.
ธรรมาธิฏฐานธรรมเทสนา เช่นเทสนาว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ที่อบรมแล้ว
ย่อมควรแก่การงาน เหมือนจิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรม
แล้ว ย่อมควรแก่การงาน๑.
ธรรมธิฏฐานบุคลเทสนา เช่นแสดงว่า ดูก่อนภิกษุ-
ทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงยึดถือสังขารไร ๆ
โดยความเป็นของเที่ยงนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้๒.
๑. องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓. ๒. องฺ.เอกก. ๒๐/๑๕๓.

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 184 (เล่ม 68)

บุคลาธิฏฐานบุคลเทสนา เช่นแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลคนเดียวเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์
เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อควานสุขแต่ชนเป็นอันมาก เพื่อ
อนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข
แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย๑.
บุคลาธิฏฐานธรรมเทสนา เช่นแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ความปรากฏขึ้นแห่งจักษุใหญ่ย่อมมี เพราะความปรากฏขึ้นแห่ง
บุคคลคนเดียว๒.
ในเทสนา ๔ เหล่านั้น ในที่นี้ ท่านประสงค์เอา บุคลา-
ธิฏฐานธรรมเทสนา. ควรทราบว่า ท่านแสดงศัพท์คือ ธรรมะ ด้วย
สัตตะศัพท์ เพราะมุ่งธรรมเท่านั้น ตั้งแต่ต้นจนถึงหมวด ๑๐, อีก
อย่างหนึ่งพึงทราบว่า ท่านแสดงศัพท์คือ สัตตะ โดยวิเศษ เพราะพึงเข้า
ไปใคร่ครวญ ธรรม อันนับเนื่องในสันดานของสัตว์ได้ตามสภาวะด้วย
ญาณอันยิ่ง หรือควรทราบว่า สังขารทั้งหลาย ท่านกล่าวว่า สัตว์ โดย
ผโลปจารนัย เพราะเป็นเพียงบัญญัติว่าสัตว์ดังนี้ ก็เพราะอาศัยสังขาร
ทั้งหลาย. สัตว์ไร ๆ ชื่อว่า ตั้งอยู่ด้วยปัจจัยนั้นไม่มีเลย ในที่ไหน ๆ
๑. องฺ. เอกก. ๒๐/๑๙๒. ๒. องฺ.เอกก. ๒๐/๑๔๔.

184