พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 169 (เล่ม 68)

ที่ได้ฟังแล้ว ชื่อว่า โสตาวธาน ตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในก่อนของ
พระศาสดาหรือของเพื่อนพรหมจรรย์ผู้ควรเคารพ แสดงอยู่ซึ่งธรรมว่า
ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ อันพระโยคีบุคคลควรรู้ยิ่ง ดังนี้, ปัญญาเป็น
เครื่องรู้โสตาวธานนั้น คือปัญญาเป็นเครื่องรู้สุตะนั้น ได้แก่ ปัญญา
อันทำการกำหนดรู้ซึ่งปริยาย ชื่อว่า สุตมยญาณ.
คำว่า ตํปชานนา - เป็นเครื่องรู้ซึ่งสุตะนั้น เป็นฉัฏฐีตัป-
ปุริสสมาส วิเคราะห์ว่า ตสฺส ปชานนา - เป็นเครื่องรู้ซึ่งสุตะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เป็นทุติยาวิภัตติด้วยสามารถแห่งวิภัตติวิปลาสว่า ตํ ปชา-
นนา ดังนี้.
ก็คำว่า อภิญฺเญยฺยา - ควรรู้ยิ่ง ความว่า ควรรู้ด้วยสามารถ
แห่งการรู้ซึ่งสภาวลักษณะ คือด้วยอาการแห่งปัญญาในมหากุศลญาณ
สัมปยุตจิต.
คำว่า ปริญฺเญยฺยา - ควรกำหนดรู้ ความว่า ควรรอบรู้ด้วย
สามารถแห่งการรู้ซึ่งสามัญลักษณะ และด้วยสามารถแห่งการยังกิจให้
สำเร็จ.
คำว่า ภาเวตพฺพา - ควรอบรม ความว่า ควรเจริญ.
คำว่า สจฺฉิกาตพฺพา - ควรทำให้แจ้ง ความว่า ควรทำให้
ประจักษ์. ก็การทำให้แจ้งมี ๒ อย่างคือ การทำให้แจ้งด้วยการได้

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 170 (เล่ม 68)

เฉพาะ ๑ การทำให้แจ้งด้วยการทำให้เป็นอารมณ์ ๑.
ธรรมทั้งหลายเหล่าใด จัดจำแนกเข้าฝ่ายเสื่อม กล่าวคือเป็นไป
ในฝ่ายแห่งความเสื่อมด้วยสามารถแห่งการกำเริบขึ้นแห่งธรรมอันเป็น
ข้าศึก ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จึงชื่อว่า หานภาคิยา - อัน
เป็นส่วนแห่งความเสื่อม.
ธรรมทั้งหลายเหล่าใด จัดจำแนกเข้าในฝ่ายดำรงอยู่ กล่าวคือตั้ง
อยู่ ด้วยสามารถแห่งการตั้งมั่นแห่งสติตามสมควรแก่ธรรมนั้น ฉะนั้น
ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จึงชื่อว่า  ิติภาคิยา - อันเป็นส่วนแห่งการ
ดำรงอยู่.
ธรรมทั้งหลายเหล่าใด จัดจำแนกเข้าในฝ่ายคุณวิเศษด้วยสามารถ
แห่งการบรรลุคุณพิเศษในเบื้องบน ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น
จึงชื่อว่า วิเสสภาคิยา - อันเป็นส่วนแห่งคุณพิเศษ.
ธรรมใด ย่อมชำแรก ย่อมทำลาย กองโลภะ โทสะ โมหะ
ซึ่งยังไม่เคยจำแรก ไม่เคยทำลาย ฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่า นิพ-
เพธะ - ผู้ทำลาย คือ อริยมรรค, ธรรมทั้งหลายเหล่าใด ย่อมจัด
จำแนกเข้าในฝ่ายทำลายนั้น ด้วยสามารถแห่งการตั้งขึ้นแห่งสัญญามน-
สิการอันสหรคตด้วยนิพพิทา - ความเบื่อหน่าย ฉะนั้น ธรรมทั้งหลาย
เหล่านั้น จึงชื่อว่า นิพเพธภาคิยา - อันเป็นส่วนแห่งความเบื่อ
หน่าย.

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 171 (เล่ม 68)

คำว่า สพฺเพ สงฺขารา - สังขารทั้งปวง ได้แก่ ธรรมอัน
เป็นไปกับด้วยปัจจัยทั้งปวง. ก็ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า สังขตธรรม-
ธรรมอันมีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว. ธรรมเหล่าใดอันปัจจัยทั้งหลาย
ปรุงแต่งขึ้น ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า สังขาร, สังขารเหล่านั้น
นั่นแหละ ท่านกล่าวให้แปลกออกไปว่า สังขตา เพราะถูกปัจจัยทั้งหลาย
กระทำขึ้น. รูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ในอรรถกถาท่าน
กล่าวว่า อภิสังขตสังขาร เพราะเกิดแต่กรรม. แม้อภิสังขตสังขาร
เหล่านั้น ก็ย่อมสงเคราะห์เข้าใน สังขตสังขาร ดุจในคำเป็นต้นว่า
อนิจฺจา วต สงฺขารา - สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ๑ ดังนี้.
สังขารทั้งหลาย องค์ธรรมได้แก่กุศลอกุศลเจตนาในภูมิ ๓ มี
อวิชชาเป็นปัจจัย มาแล้วในคำเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษ
บุคคลนี้ ตกอยู่ในอำนาจอวิชชา ย่อมตกแต่งสังขารอันเป็นบุญ
แต่บาป๒ ดังนี้ ชื่อว่า อภิสังขรณกสังขาร.
ความเพียรอันเป็นไปทางกายและทางใจ มาในคำเป็นต้นว่า
คติแห่งอภิสังขารมีอยู่เท่าใด, ก็ไปเท่านั้น เหมือนกับถูกตรึงตั้งอยู่๓ ดังนี้
ชื่อว่า ปโยคาภิสังขาร.
๑. ที. มหา. ๑๐/๑๔๗. ๒. สํ. นิ. ๑๖/๑๙๑. ๓. อง. ติก. ๒๐/๔๕๔.

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 172 (เล่ม 68)

วิตกวิจาร ปรุงแต่งวาจา มาแล้วในคำเป็นต้นว่า ดูก่อนวิสาขะ-
อุบาสกผู้มีอายุ เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารดับก่อนแต่
นั้น กายสังขารดับ ต่อไปจิตสังขารจึงดับ๑ ฉะนั้น จึงชื่อว่า วจีสัง-
ขาร.
อัสสาสะปัสสาสะ - ลมหายใจเข้าออก ย่อมตกแต่งกาย ฉะนั้น
จึงชื่อว่า กายสังขาร.
สัญญาด้วย เวทนาด้วย ย่อมตกแต่งจิต ฉะนั้น จึงชื่อว่า
จิตตสังขาร. แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอา สังขตสังขาร.
ชื่อว่า อนิจจา - ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า มีแล้วกลับไม่มี.
ชื่อว่า ทุกขา - เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า เบียดเบียน.
คำว่า สพฺเพ ธมฺมา - ธรรมทั้งปวง ท่านกล่าวรวมเอาพระ-
นิพพานเข้าไว้ด้วย. ชื่อว่า อนัตตา เพราะอรรถว่า ไม่เป็นไปในอำนาจ.
ในเมื่อควรจะกล่าวว่า ทุกฺขสมุทโย ทุกฺขนิโรโธ ดังนี้ ท่าน
ก็ทำให้เป็นลิงควิปลาสเสียว่า ทุกฺขสมุทยํ ทุกฺขนิโรธํ ดังนี้ ดุจใน
คำเป็นต้นว่า อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ดังนี้ แต่พระอริยะเจ้าทั้งหลายมี
พระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมแทงตลอด ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อริย-
สจฺจานิ อริยสัจทั้งหลาย ดังนี้.
ชื่อว่า อริยสัจ เพราะเป็นสัจจะของพระอริยเจ้าดุจดังที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
๑. ม. มู. ๑๒/๕๑๐.

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 173 (เล่ม 68)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้ ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้แล พระ-
อริยเจ้าทั้งหลายย่อมแทงตลอด, เพราะฉะนั้น
จึงเรียกกว่า อริยสัจ.
ชื่อว่า อริยสัจ เพราะสำเร็จความเป็นอริยะ เพราะตรัสรู้พร้อม
เฉพาะซึ่งอริยสัจทั้งหลายเหล่านั้น ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
พระตถาคตเป็นพระอริยะในโลก พร้อมทั้ง
เทวโลก ฯลฯ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์, เพราะ
ฉะนั้น จึงเรียกว่า อริยสัจ๑.
และชื่อว่า อริยสัจ เพราะเป็นสัจจะอันประเสริฐ ดุจดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะ
ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอริยสัจ ๔ เหล่านี้แล ตาม
ความเป็นจริง เพราะฉะนั้นบัณฑิตจึงเรียกว่า
อริยะ๒.
คำว่า อริยานิ - อันประเสริฐ คือ ไม่ผิดเพี้ยน, อธิบายว่า
ไม่หลอกลวง. ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๐๘. ๒. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๐๓.

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 174 (เล่ม 68)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้แล
เป็นของจริงแท้ ไม่แปรผัน ไม่เป็นอย่างอื่น,
เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อริยสัจ๑.
คำว่า สจฺจานิ - สัจจะทั้งหลาย ความว่า หากจะถามว่า
อะไรเป็นอรรถของสัจจะเล่า ? ก็มีคำตอบว่า ธรรมใดไม่วิปริตดุจดังมายา
เป็นธรรมที่ทำให้เข้าใจผิดพลาด ดุจพยับแดดเป็นดุจตัวตนด้วยการ
คาดคะเนเอาของพวกเดียรถีย์หาสภาวะมิได้ ย่อมปรากฏแก่ผู้พิจารณา
ด้วยปัญญาจักษุ, ธรรมเป็นแล เป็นโคจรของอริยญาณ โดยประการ
แห่ง สันติ - ความสงบ และ นิยยาน - การนำออก จากแดนเกิด
แห่งความลำบาก และโดยความเป็นจริงอันไม่วิปริต. ความเป็นจริงคือ
ความแท้ความไม่วิปริตนี้ พึงทราบว่าเป็นอรรถะของสัจจะ ดุจลักษณะ
แห่งไฟ และดุจปกติของโลก. ความพิสดาร ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ
เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ตามเป็นจริงว่า นี้
ทุกข์ เป็นของจริงแท้ ไม่แปรผัน ไม่เป็นอย่างอื่น๒.
๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๐๗. ๒. สํ. มหา. ๑๙/๑๖๙๗.

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 175 (เล่ม 68)

อีกอย่างหนึ่ง
ทุกข์เป็นของทำให้ลำบาก นอกจากทุกข์ไม่
มีสิ่งใดทำให้ลำบาก สิ่งนี้จึงเรียกว่าสัจจะ เพราะ
นิยามว่าทำให้ลำบาก, เว้นจากสิ่งนั้นเสียแล้ว
ทุกข์ไม่มีมาจากสิ่งอื่น ด้วยเหตุที่สิ่งนั้นเป็นเหตุ
แห่งทุกข์โดยแน่นอน จึงเรียกสิ่งนั้นว่าวิสัตติกา-
คือตัณหาว่าเป็นสัจจะ, ความสงบอื่นจากพระนิพ-
พานไม่มี เพราะฉะนั้น ความดับทุกข์จึงเป็นความ
จริง ด้วยเหตุที่พระนิพพานนั้นเป็นความดับทุกข์
อย่างแน่นอน. ทางนำออกนอกจากอริยมรรคไม่มี
เพราะฉะนั้น อริยมรรคจึงเป็นความจริง เพราะ
เป็นความนำออกอย่างแท้จริง, เพราะเหตุนั้น
บัณฑิตทั้งหลายจึงได้กล่าวว่า ความเป็นจริงอันไม่
วิปลาสจากความจริง ในธรรมแม้ทั้ง ๔ มีทุกข์
เป็นต้น ว่าเป็นอรรถะแห่งสัจจะเป็นพิเศษ ดังนี้.
ก็ สัจจะ ศัพท์นี้ ย่อมปรากฏในอรรถเป็นอเนก คือ
ย่อมปรากฏในอรรถว่า วาจาสัจจะ ได้ในคำเป็นต้นว่า บุคคล
พึงกล่าวความจริง ไม่พึงโกรธ๑ดังนี้.
๑. ขุ. ธ. ๒๕/๒๗.

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 176 (เล่ม 68)

ย่อมปรากฏในอรรถว่า วิรติสัจจะ ได้ในคำเป็นต้นว่า และ
สมณพราหมณ์ทั้งหลายตั้งอยู่แล้วในสัจจะ๑ ดังนี้.
ย่อมปรากฏในอรรถว่า ทิฏฐิสัจจะ ได้ในคำเป็นต้นว่า พวก
มีทิฏฐิต่างกัน ย่อมกล่าวสัจจะว่าสิ่งนี้แหละของจริง พวกนั้นจะเรียกว่า
เป็นผู้ฉลาดเหมือนกันหมดหรืออย่างไร๒ ? ดังนี้.
ย่อมปรากฏในอรรถว่า ปรมัตถสัจจะ คือนิพพาน และมรรค
ในคำเป็นต้นว่า สัจจะมีเพียงอย่างเดียว สัจจะที่ ๒ ไม่มี ซึ่งเป็นเหตุ
ให้ผู้รู้โต้เถียงกัน๓.
ย่อมปรากฏใน อริยสัจ ในคำเป็นต้นว่า สัจจะ ๔ เป็นกุศล
เท่าไร ? เป็นอกุศลเท่าไร๔ ? ดังนี้. แม้ในที่นี้ สัจจ ศัพท์นี้นั้น ย่อมเป็น
ไปในอรรถว่า อริยสัจ ฉะนี้แล.
อรรถกถาพรรณนาแห่งวิสัชนุทเทส
อันท่านสงเคราะห์แล้วในนิทเทสวาระ จบ
๑. ขุ. ชา. ๒๘/๓๕๘. ๒.-๓. ขุ. สุ. ๒๕/๔๑๙. ๔. ขุ. ป. ๓๑/๕๕๑.

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 177 (เล่ม 68)

อภิญเญยยนิทเทส
[๒] ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือ เป็น
เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง เป็น
สุตมยญาณอย่างไร ?
ธรรมอย่างหนึ่งควรรู้ยิ่ง คือ สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร
ธรรม ๒ ควรรู้ยิ่ง คือ ธาตุ ๒
ธรรม ๓ ควรรู้ยิ่ง คือ ธาตุ ๓
ธรรม ๔ ควรรู้ยิ่ง คือ อริยสัจ ๔
ธรรม ๕ ควรรู้ยิ่ง คือ วิมุตตายนะ ๕
ธรรม ๖ ควรรู้ยิ่ง คือ อนุตตริยะ ๖
ธรรม ๗ ควรรู้ยิ่ง คือ นิททสวัตถุ - เหตุที่พระขีณาสพนิพ-
พานแล้วไม่ปฏิสนธิอีกต่อไป ๗

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 177ก (เล่ม 68)

ธรรม ๘ ควรรู้ยิ่ง คือ อภิภายตนะ-อารมณ์แห่งญาณอันฌายี
บุคคลครอบงำไว้ ๘
ธรรม ๙ ควรรู้ยิ่ง คือ อนุปุพพวิหาร ๙
ธรรม ๑๐ ควรรู้ยิ่ง คือ นิชชรวัตถุ - เหตุกำจัดมิจฉาทิฏฐิ
เป็นต้น ๑๐.
[๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติทั้งปวงควรรู้ยิ่ง ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมชาติทั้งปวงควรรู้ยิ่ง คืออะไร ? คือ ตา รูป
จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุข-
เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย (แต่ละอย่าง ๆ) ควรรู้ยิ่ง
หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะ
ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา
หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควร
รู้ยิ่งทุกอย่าง.
[๔] รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ โทตะ
ฆานะ ชิวหา กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมา-

177ก