พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 159 (เล่ม 68)

สัตว์ เพราะประกอบกับสิ่งทั้งปวง. สิ่งใดอาศัยอยู่ เป็นที่อาศัยอยู่แห่ง
สัตว์เหล่านั้น ฉะนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่า อาสยะ, คำนี้เป็นชื่อของสันดาน
อันมิจฉาทิฏฐิ หรือสัมมาทิฏฐิอบรมแล้ว, หรือว่าอันโทษทั้งหลาย มี
กามเป็นต้น หรือคุณทั้งหลายมีเนกขัมมะเป็นต้น อบรมแล้ว. กิเลส
ใด ๆ ที่นอนเนื่องเป็นไปตาม อยู่ในสันดานของสัตว์ ฉะนั้น กิเลสนั้น ๆ
จึงชื่อว่า อนุสยา. คำนี้เป็นชื่อของกิเลสทั้งหลาย มีกามราคะเป็นต้น
อันมีกำลัง.
อาสยะ ด้วย อนุสยะ ด้วย ชื่อว่า อาสยานุสยะ. พึงทราบ
ว่าเป็นเอกวจนะ โดยชาติศัพท์และด้วยสามารถแห่งทวันทวสมาส. อธิ-
มุติกล่าวคือจริต สงเคราะห์เข้าในอาสยานุสยะ, เพราะเหตุนั้น ใน
อุทเทสท่านจึงสงเคราะห์ญาณในจริตาธิมุติ เข้าด้วยอาสยานุสยญาณ
แล้วจึงกล่าวว่า อาสยานุสเย ญาณํ - ญาณในอาสยานุสยะ. ก็
ท่านทำอุทเทสไว้ด้วยประสงค์ใด, นิทเทสท่านก็ทำไว้ด้วยประสงค์นั้น
นั่นแล.
๗๐. อรรถกถายมกปาฏิหีรญาณุทเทส
ว่าด้วย ยมกปาฏิหีรญาณ
พึงทราบคำวินิจฉัยในคำว่า ยมกปาฏิหีเร ญาณํ - ญาณใน
ยมกปาฏิหีระนี้ ดังต่อไปนี้

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 160 (เล่ม 68)

ชื่อว่า ยมกะ เพราะทำกองไฟและท่อธารแห่งน้ำเป็นต้น ให้
เป็นไปในคราวเดียวกันไม่ก่อนไม่หลังทีเดียว, ชื่อว่า ปาฏิหีระ เพราะ
กำจัดเสียซึ่งปฏิปักขธรรมทั้งหลาย มีความไม่เชื้อเป็นต้น, ยมกะนั้น
ด้วยปาฏิหีระด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่า ยมกปาฏิหีระ.
๗๑. อรรถกถามหากรุณาสมาปัตติญาณุทเทส
ว่าด้วย มหากรุณาสมาปัตติญาณ
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ - ญาณ
ในมหากรุณาสมาบัติ นี้ ดังต่อไปนี้
ธรรมชาติใด ครั้นเมื่อทุกข์ของผู้อื่นมีอยู่ ย่อมทำความหวั่น
ใจ แก่สาธุชนทั้งหลาย หรือว่าย่อมซื้อ คือย่อมเบียดเบียนทำลาย
ทุกข์ของผู้อื่น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า กรุณา, อีกอย่างหนึ่ง
ธรรมชาติใดย่อมเรี่ยไร คือย่อมแผ่ไปด้วยอำนาจการแผ่ไปในเหล่าทุก-
ขิตสัตว์ - สัตว์ผู้มีทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า กรุณา, กรุณา
ใหญ่ ชื่อว่า มหากรุณา ด้วยอำนาจกรรมคือการแผ่ไปและด้วยอำนาจ
กรรมอันเป็นคุณ, พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระมหากรุณา ย่อมเข้าสู่
สมาบัตินี้ได้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า สมาปัตติ - สมาบัติ, พระมหากรุณานั้น

160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 161 (เล่ม 68)

ด้วยเป็นสมาบัติด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่า มหากรุณาสมาบัติ. ในมหากรุณา
สมาบัตินั้น, ญาณอันสัมปยุตกับด้วยมหากรุณาสมาบัตินั้น.
๗๒ - ๗๓. อรรถกถาสัพพัญญุตญาณอนาวรณญาณุทเทส
ว่าด้วย สัพพัญญุตญาณอนาวรณญาณ
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สพฺพญฺญุตญาณํ อนาวรณญาณํ-
ญาณเป็นเครื่องรู้ธรรมทั้งปวง ญาณอันไม่มีอะไรติดขัด นี้ ดังต่อ
ไปนี้
พระพุทธะพระองค์ใด ทรงรู้ธรรมทั้งปวงมีประเภทแห่งคลอง
อันจะพึงแนะนำ ๕ ประการ ฉะนั้น พระพุทธะพระองค์นั้น ชื่อว่า
สัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวง, ความเป็นแห่งพระสัพพัญญู ชื่อว่า
สัพพัญญุตา, ญาณคือพระสัพพัญญุตาญาณนั้น ควรกล่าวว่า สัพพัญญุ-
ตาญาณ ท่านก็กล่าวเสียว่า สัพพัญญุตญาณ. จริงอยู่ ธรรมทั้งปวง
ต่างโดยเป็นสังขตธรรมเป็นต้น เป็นครรลองธรรมที่จะพึงแนะนำมี
๕ อย่าง๑เท่านั้น คือ สังขาร ๑, วิการ ๑, ลักขณะ ๑. นิพพาน ๑
และ บัญญัติ ๑.
๑. ในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา เรียกธรรม ๕ มีสังขารเป็นต้น นี้ว่า ไญยธรรม.

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 162 (เล่ม 68)

คำว่า สพฺพญฺญู - รู้ธรรมทั้งปวง ความว่า สัพพัญญูมี ๕
อย่างคือ
๑. กมสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงตามลำดับ,
๒. สกิงสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงในคราวเดียวกัน,
๓. สตตสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงติดต่อกันไป,
๔. สัตติสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงด้วยความสามารถ.
๕. ญาตสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงที่รู้แล้ว.
กมสัพพัญญุตา ย่อมมีไม่ได้ เพราะกาลเป็นที่รู้ธรรมทั้งปวงไม่
เกิดขึ้น ตามลำดับ,
สกิงสัพพัญญุตา ก็มีไม่ได้ เพราะไม่มีการรับอารมณ์ทั้งปวงได้
ในคราวเดียวกัน,
สัตตสัพพัญญุตา ก็มีไม่ได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งจิตในอารมณ์
ตามสมควรแก่จิต มีจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น และเพราะไม่มีการประ-
กอบในภวังคจิต,
สัตติสัพพัญญุตา พึงมีได้ เพราะสามารถรู้ธรรมทั้งปวงโดยการ
แสวงหา,
ญาตสัพพัญญุตา ก็พึงมีได้ เพราะธรรมทั้งปวงรู้แจ่มแจ้งแล้ว.
ข้อว่า ความรู้ธรรมทั้งปวงไม่มีในสัตติสัพพัญญุตาแม้นั้นย่อมไม่
ถูกต้อง. เพราะท่านกล่าวไว้ว่า

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 163 (เล่ม 68)

อะไร ๆ อันพระตถาคตเจ้านั้นไม่เห็นแล้วไม่
มีในโลกนี้ อนึ่ง อะไร ๆ ที่ไม่รู้แจ้งและไม่ควรรู้
ก็ไม่มี, สิ่งใดที่ควรแนะนำมีอยู่ พระตถาคตเจ้า
ได้รู้ธรรมทั้งหมดนั้นแล้ว เพราะเหตุนั้น พระตถา-
คตเจ้าจึงชื่อว่า สมันตจักขุ๑.
ฉะนั้น ญาตสัพพัญญุตาเท่านั้น ย่อมถูกต้อง. ก็เมื่อเป็นเช่นนี้
สัพพัญญุตญาณนั่นแล ย่อมมีได้โดยกิจ โดยอสัมโมหะ โดยการสำเร็จ
แห่งเหตุ โดยเนื่องกับอาวัชชนะ ด้วยประการฉะนี้. อารมณ์เป็น
เครื่องกั้นญาณนั้นไม่มี เป็นญาณที่เนื่องด้วยอาวัชชนะนั่นเอง ฉะนั้น
ญาณนั้นจึงชื่อว่า อนาวรณะ - ไม่มีการติดขัด, อนาวรณะ นั้นนั่น
แหละ ท่านเรียกว่า อนาวรณญาณ ด้วยประการฉะนี้.
คำว่า อิมานิ เตสตฺตติ ญาณานิ - ญาณ ๗๓ เหล่านี้ ความ
ว่า ญาณทั้ง ๗๓ เหล่านี้ ท่านยกขึ้นแสดงด้วยสามารถแห่งญาณอันทั่ว
ไปและไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย.
คำว่า อิเมสํ เตสตฺตติยา ญาณานํ - แห่งญาณ ๗๓ เหล่านี้
ความว่า แห่งญาณทั้งหลาย ๗๓ ญาณเหล่านี้อันท่านกล่าวแล้ว ตั้งแต่
๑. ขุ. มหา. ๒๔/๗๒๗.

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 164 (เล่ม 68)

ต้น. ก็คำนี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถว่าเป็นกลุ่ม. ปาฐะว่า เตสตฺ-
ตตีนํ ดังนี้ก็มี. เมื่อกล่าวว่า เตสตฺตติยา พึงทราบว่าเป็นพหุวจนะ
ในรูปเอกวจนะ
คำว่า สตฺตสฏฺฐิ ญาณานิ - ญาณ ๖๗ ได้แก่ ญาณ ๖๗
นับตั้งแต่ต้นมา.
คำว่า สาวกสาธารณานิ - ทั่วไปแก่พระสาวก ความว่า
ชื่อว่า สาวก เพราะเกิดโดยชาติแห่งอริยะในที่สุดแห่งการฟัง, ชื่อว่า
สาธารณะ เพราะการทรงไว้มีอยู่แก่ญาณเหล่านั้น, ญาณ ๖๗ นั้น
เป็นญาณที่ทั่วไปแก่พระสาวกของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่า สาวก-
สาธารณะ - ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย.
คำว่า ฉ ญาณานิ - ญาณ ๖ ได้แก่ ๖ ญาณที่ท่านยกขึ้น
แสดงในที่สุด.
คำว่า อสาธารณานิ สาวเกหิ - ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก
ความว่า ญาณทั้งหลาย ๖ ญาณ เฉพาะของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย
ไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย ฉะนี้แล.
อรรถกถาญาณกถามาติกุทเทส
ในอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อสัทธัมมปกาสินี จบ

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 165 (เล่ม 68)

มหาวรรค ญาณกถา
ว่าด้วย ความหมายของปัญญาญาณ
[๑] ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณ
อย่างไร ?
ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือเครื่องรู้ชัด
ธรรมที่สดับมาแล้วนั้นว่า อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ธรรมเหล่านี้ควร
รู้ยิ่งเป็นสุตมยญาณ, ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว
คือเครื่องรู้ชัดธรรมที่สดับมาแล้วนั้นว่า อิเม ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา
ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้... อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพา ธรรมเหล่านี้
ควรละ... อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพา ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ...
ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง... ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความ
เสื่อม ... ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ... ธรรมเหล่านี้
เป็นไปในส่วนแห่งคุณวิเศษ ... ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งการ
ชำแรกกิเลส... สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง . . . สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ...
ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... นี้ทุกขอริยสัจ ... นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ...
นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (แต่ละอย่าง)
เป็นสุตมยญาณ.

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 166 (เล่ม 68)

๑. สุตมยญาณกถา
อรรถกถาวิสัชนุทเทส
๑] บัดนี้ ท่านปรารภนิทเทสวารมีอาทิว่า กถํ โสตาวธา-
เน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ - ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมา
แล้ว ชื่อว่า สุตมยญาณ คืออย่างไร ? ดังนี้ ก็เพื่อจะแสดงธรรม
ทั้งหลายที่รวบรวมไว้ด้วยอุทเทสตามที่ได้ยกขึ้นแสดงแล้วเป็นประเภท ๆ
ไป.
ในนิทเทสวารนั้น คำใดที่ท่านกล่าวไว้ว่า โสตาวธาเน
ปญฺญา, สุตมเย ญาณํ - ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว
ชื่อว่า สุตมยญาณ ดังนี้ คำนี้เป็นคำถามเพื่อจะกล่าวแก้ด้วยตนเองว่า
สุตมยญาณนั้นเป็นอย่างไร ? จริงอยู่ ปุจฉา - คำถามมี ๕ อย่าง คือ
๑. อทิฏฺฐโชตนาปุจฺฉา - ถามเพื่อจะส่องความที่ยังไม่เห็น
๒. ทิฏฺฐสํสนฺทนาปุจฺฉา - ถามเพื่อจะเทียบเคียงสิ่งที่เห็นแล้ว
๓. วิมติจฺเฉทนาปุจฺฉา - ถามเพื่อจะตัดความสงสัย
๔. อนุมติปุจฺฉา - ถามเพื่อจะสอบสวนความรู้
๕. กเถตุกมฺยตาปุจฺฉา - ถามเพื่อจะตอบเอง.
ความต่างกันแห่งปุจฉา ๕ อย่างนั้นมีดังต่อไปนี้
อทิฏฐโชตนาปุจฉา เป็นไฉน* ? คือ บุคคลย่อมถามปัญหา
เพื่อจะรู้ เพื่อจะเห็น เพื่อจะเปรียบเทียบ เพื่อจะใคร่ครวญ เพื่อจะ
๑. ขุ. มหา. ๒๙/๗๐๐.

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 167 (เล่ม 68)

แจ่มแจ้ง เพื่อจะเปิดเผย ซึ่งลักษณะตามปกติอันเป็นนัยไม่เคยรู้ ยังไม่
เคยเห็น ยังไม่เคยเปรียบเทียบ ยังไม่เคยใคร่ครวญ ยังไม่เคยแจ่มแจ้ง
ยังไม่เคยเปิดเผย, ปุจฉานี้ ชื่อว่า อทิฏฐโชตนาปุจฉา.
ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา เป็นไฉน๑? คือ บุคคลนั้นย่อมถาม
ปัญหาถึงลักษณะตามปกติที่ตนเคยรู้แล้ว เคยเห็นแล้ว เคยเปรียบ-
เทียบแล้ว เคยใคร่ครวญแล้ว เคยแจ่มแจ้งแล้ว เคยเปิดเผยแล้ว
เพื่อเทียบเคียงกับบัณฑิตเหล่าอื่น ปุจฉานี้ ชื่อว่า ทิฏฐสังสันทนา
ปุจฉา.
วิมติจเฉทนาปุจฉา เป็นไฉน๒? คือ บุคคลนั้นตามปกติเป็น
ผู้แล่นไปสู่ความสงสัย เป็นผู้แล่นไปสู่ความเคลือบแคลง เป็นผู้แล่นไป
สู่ความเห็นอันเป็นเหมือนทาง ๒ แพร่ง ย่อมถามปัญหาเพื่อตัดความ
สงสัยว่า อย่างนั้นหรือหนอ ? หรือมิใช่อย่างนั้น ? อะไรหนอ ?
อย่างไรหนอแลดังนี้ นี้ชื่อว่า วิมติจเฉทนาปุจฉา.
อนุมติปุจฉา คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามปัญหาตามความ
รู้ของภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญรูปนั้นว่า
เที่ยงหรือไม่เที่ยง ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า,
ก็ตรัสถามต่อไปว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ? เมื่อ
๑.-๒. ขุ. มหา. ๒๙/๗๐๐.

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 168 (เล่ม 68)

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เป็นทุกข์พระเจ้าข้า, ก็ตรัสถามต่อไปอีกว่า
สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา, ควรละ
หรือที่จะยึดถือคือเห็นตามว่า นั่นเป็นของเรา, นั่นเป็นเรา, นั่นเป็น
อัตตา ตัวตนของเรา ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นไม่สมควร
เลยพระเจ้าข้า๑ ดังนี้ ชื่อว่า อนุมติปุจฉา.
กเถตุกัมยาปุจฉา เป็นไฉน ? คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ถามแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยมีพระประสงค์จะแก้เองว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลายสติปัฎฐานเหล่านี้มี ๔. สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน๒ ? ดังนี้ ชื่อว่า
กเถตุกัมยตาปุจฉา. ในบรรดาปุจฉาทั้ง ๕ เหล่านั้น ปุจฉานี้ บัณฑิตพึง
ทราบว่า เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉาของพระสารีบุตรเถระ.
บัดนี้ ท่านได้กล่าววิสัชนุทเทส - อุทเทสที่ตั้งไว้เพื่อจะแก้ ๑๖
ประการมีอาทิว่า ปัญญาเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือ
เครื่องรู้ชัดธรรมที่สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง
ดังนี้ ชื่อว่า สุตมยญาณ ตามกเถตุกัมยตาปุจฉาที่ยกขึ้นตั้งไว้ในเบื้องต้น.
บรรดาคำเหล่านี้ ปาฐเสสะ คือ พระบาลีว่า เทสยนฺตสฺส-
ของผู้แสดงอยู่ ของคำว่า อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา - ธรรมทั้งหลาย
เหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง ดังนี้หายไป. อธิบายว่า สุตะความรู้ที่ทรงจำธรรม
๑. วิ. มหา ๔/๒๑. ๒. สํ. มหา. ๑๙/๗๗๖.

168