พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 149 (เล่ม 68)

ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ แห่งอัญญาตาวิน-
ทรีย์นั่นแหละด้วยอาการ ๘ ด้วยสามารถแห่งอินทรีย์ ๘ ในอรหัตผล
คำนี้พึงทราบว่าท่านกล่าวแล้ว เพราะความสำเร็จผลนั้นด้วยสามารถแห่ง
การสำเร็จเหตุ แม้เพราะความไม่มีในขณะแห่งอรหัตมรรค.
บทว่า อาสวานํ ขเย ญาณํ - ญาณในความสิ้นไปแห่ง
อาสวะทั้งหลาย ความว่า อรหัตมรรคญาณอันกระทำความสิ้นไป
แห่งอาสวะทั้งหลายอันตนฆ่าเสียแล้ว.
๕๖-๕๙. อรรถกถาทุกขสมุทยนิโรธมรรคญาณุทเทส
ว่าด้วย ญาณในอริยสัจ
บัดนี้ เพื่อแสดงความตรัสรู้ด้วยญาณอันเดียวกัน แห่งมรรค
ญาณหนึ่ง ๆ บรรดามรรคญาณทั้ง ๔ ด้วยการเกี่ยวเนื่องกับด้วยอรหัต-
มรรคญาณกล่าวคืออาสวักขยญาณ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงได้
ยกญาณทั้ง ๔ มีคำว่า ปริญฺญฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในอรรถว่ารู้รอบ
เป็นต้นขึ้นแสดง.
บรรดาสัจจะทั้ง ๔ นั้น ทุกขสัจจะ ท่านกล่าวก่อน เพราะ
ทุกขสัจจะ เป็นของหยาบ, เพราะมีอยู่ทั่วไปแก่สัตว์ทั้งปวง. และเป็น
ของที่รู้ได้โดยง่าย, แล้วแสดงสมุทยสัจจะต่อจากทุกขสัจจะนั้น เพื่อ

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 150 (เล่ม 68)

แสดงเหตุแห่งทุกขสัจจะนั้น, ต่อจากนั้นก็แสดงนิโรธสัจจะ เพื่อจะให้
รู้ว่า ผลดับ ก็เพราะเหตุดับ แล้วแสดงมรรคสัจจะในที่สุด เพื่อจะ
แสดงอุบายเป็นเครื่องบรรลุถึงซึ่งนิโรธสัจจะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวทุกข์ก่อน ก็เพื่อจะให้เกิดความสังเวช
แก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้ติดอยู่ด้วยความยินดีสุขในภพ, ทุกข์นั้นมิใช่มีมา
โดยไม่มีเหตุ มิใช่มีเพราะพระอิศวรนิรมิตเป็นต้น, แต่มีมาจากสมุทัย
นี้ ฉะนั้น ท่านจึงได้กล่าวสมุทยสัจจะไว้ในลำดับแห่งทุกข์นั้น เพื่อ
จะให้รู้เนื้อความนี้, แล้วกล่าวนิโรธไว้ เพื่อให้เกิดความยินดีแก่สัตว์
ทั้งหลายผู้มีใจสลดแล้ว ผู้แสวงหาธรรมเป็นเครื่องพ้นทุกข์ เพราะถูก
ทุกข์ อันเป็นไปกับด้วยเหตุ คือสมุทัยครอบงำ, แล้วกล่าวมรรคอัน
ให้ถึงนิโรธเพื่อให้บรรลุนิโรธ. ท่านได้ยกญาณทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่ง
สัจจะทั้ง ๔ นั้นขึ้นแสดงตามลำดับ ณ บัดนี้.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ปริญฺญฏฺเฐ - ในอรรถว่ารู้รอบ
ความว่า ในสภาวะที่ควรรู้รอบ ๔ อย่างมีการเบียดเบียนเป็นต้นแห่ง
ทุกข์.
คำว่า ปหานฏฺเฐ - ในอรรถว่าละ ความว่า ในสภาวะที่ควร
ละ ๔ อย่างมีการประมวลมีเป็นต้นแห่งสมุทัย.
คำว่า สจฺฉิกิริยฏฺเฐ - ในอรรถว่ากระทำให้แจ้ง ความว่า
ในสภาวะที่ควรทำให้แจ้ง ๔ อย่าง มีการออกจากทุกข์เป็นต้นแห่งนิโรธ.

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 151 (เล่ม 68)

คำว่า ภาวนฏฺเฐ - ในอรรถว่าเจริญ ความว่า ในสภาวะที่ควร
เจริญ ๔ อย่าง มีการนำออกเป็นต้นแห่งมรรค.
๖๐ - ๖๓. อรรถกถาทุกขทุกขสมุทัยทุกขนิโรธ
ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทาญาณุทเทส
ว่าด้วย ทุกขทุกขสมุทัยทุกขนิโรธทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
บัดนี้ เพื่อจะแสดงสัจญาณเป็นแผนก ๆ ไปด้วยสามารถแห่ง
การพิจารณาถึงมรรคที่ได้เจริญแล้วก็ดี ด้วยอำนาจการได้ยินได้ฟังของ
ผู้ไม่ได้อบรมมรรคก็ดี พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาญาณ ๔
มีทุกขญาณเป็นต้นขึ้นแสดง.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ทุกฺเข - ในทุกข์ ทุ ศัพท์ ในคำนี้
ย่อมปรากฏในอรรถว่า น่าเกลียด. ชนทั้งหลายย่อมเรียกบุตรน่าเกลียด
ว่า ทุปุตตะ - บุตรชั่ว. ข ศัพท์นั้นย่อมปรากฏในอรรถว่าว่างเปล่า.
จริงอยู่ท่านเรียกอาการที่ว่างว่า ขํ. ก็สัจจะที่ ๑ นี้ ชื่อว่า น่าเกลียด
เพราะเป็นที่ตั้งแห่งอุปัทวะเป็นอเนก, ชื่อว่า ว่างเปล่า เพราะเว้นจาก
ความยั่งยืน, ความงาม, ความสุข, และอัตตาอันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา
ของพาลชน. เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ทุกข์ เพราะความเป็น
ของน่าเกลียด และเพราะเป็นความว่างเปล่า.

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 152 (เล่ม 68)

ในคำว่า ทุกฺขสมุทเย - ในทุกขสมุทัยนี้ สํ ศัพท์นี้
แสดงถึงสังโยคะ - การประกอบพร้อมกัน ดุจในคำเป็นต้นว่า สมาค-
โม - มาประชุมพร้อมกัน สเมตํ - มาถึงพร้อมกัน, อุ ศัพท์นี้ แสดง
ถึงการอุบัติ ดุจในคำเป็นต้นว่า อุปฺปนฺนํ - เกิดขึ้นแล้ว อุทิตํ - ตั้งขึ้น
แล้ว. อย ศัพท์ ก็ย่อมแสดงถึงการณะ - เหตุ. ก็สัจจะที่ ๒ นี้ เมื่อการ
ประชุมพร้อมแห่งปัจจัยที่เหลือมีอยู่ก็เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพราะ
ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ทุกขสมุทัย เพราะเหตุที่สัจจะที่ ๒ เป็นเหตุ
เกิดแห่งทุกข์ในเมื่อมีการประกอบ.
ในคำว่า ทุกฺขนิโรธ - ในความดับแห่งทุกข์นี้ นิ ศัพท์
แสดงถึง อภาวะ - ความไม่มี, และ โรธ ศัพท์ แสดงถึงการเที่ยวไป
ในวัฏสงสาร. เพราะฉะนั้น ความไม่มีแห่งการเที่ยวไปแห่งทุกข์
กล่าวคือการเที่ยวไปในสังสารทุกข์ เพราะว่างจากคติทั้งปวง, อีกอย่าง
หนึ่ง เมื่อบรรลุนิโรธนั้นแล้ว ทุกขนิโรธอันท่องเที่ยวไปในสงสาร
ย่อมไม่มี เพราะความที่ทุกขนิโรธเป็นปฏิปักษ์ต่อการท่องเที่ยวไปใน
สังสาร แม้เพราะเหตุนี้ ก็เรียกว่า ทุกขนิโรธ อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า
ทุกขนิโรธ เพราะเป็นปัจจัยแก่การดับไม่เกิดแห่งทุกข์.
ในคำว่า ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย - ในปฏิปทาเป็น
เหตุถึงซึ่งทุกขนิโรธนี้ มรรคมีองค์ ๘ นี้ ย่อมถึงซึ่งทุกขนิโรธ
เพราะมุ่งหน้าต่อทุกขนิโรธนั้น โดยการกระทำให้เป็นอารมณ์ และ

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 153 (เล่ม 68)

เป็นปฏิปทาแห่งการบรรลุทุกขนิโรธ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ทุกขนิโรธ-
คามินีปฏิปทา.
มรรคญาณ ๙ เท่านั้น ในเบื้องต้นท่านกล่าวว่า มรรคญาณ
ด้วยสามารถแห่งการแสดงอาการคือการออก, ท่านกล่าวว่า อานัน-
ตริกสมาธิญาณ ด้วยสามารถแห่งการแสดงเหตุแห่งการให้ผลในลำดับ,
ท่านกล่าว สัจวิวัฏญาณ ด้วยอำนาจการแสดงซึ่งการหลีกออกจาก
วัฏฏะด้วยสัจจะ, ท่านกล่าว อาสวักขยญาณ เพื่อแสดงความเกิดขึ้น
แห่งอรหัตมรรคญาณตามลำดับแห่งมรรค และเพื่อแสดงความรู้ยิ่งแห่ง
ญาณนั้น, ท่านแสดงญาณ ๔ เป็นต้นว่า ปัญญาในปริญเญยยธรรม
ชื่อว่าทุกขญาณ เพื่อแสดงความที่มรรคญาณทั้ง ๔ เป็นญาณที่ตรัสรู้
โดยความเป็นอันเดียวกันซ้ำอีก ท่านยกญาณทั้ง ๔ มีทุกขญาณเป็นต้น
ด้วยสามารถแห่งการแสดงการเกิดขึ้นแยกกันในสัจจะหนึ่ง ๆ อีก ฉะนั้น
พึงทราบความต่างกันทั้งในเบื้องต้นและเบื้องปลาย ดังแสดงมาด้วย
ประการฉะนี้แล.

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 154 (เล่ม 68)

๖๕ - ๖๗. อรรถกถาอัตถปฏิสัมภิทาธัมมปฏิสัมภิทา
นิรุตติปฏิสัมภิทาปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณุทเทส
ว่าด้วย ปฏิสัมภิทาญาณ๔
บัดนี้ เพื่อจะแสดงว่า ปฏิสัมภิทาญาณสำเร็จแก่พระอริยบุคคล
ทั้งปวงได้ด้วยอานุภาพแห่งอริยมรรคเท่านั้น ท่านจึงยกปฏิสัมภิทา-
ญาณ ๔ มีอรรถปฏิสัมภิทาญาณ เป็นต้น ขึ้นแสดงอีก. ก็ปฏิสัมภิทา-
ญาณเหล่านี้ เป็นสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณทั่วไปแก่พระอริยบุคคลทั้งปวง
แม้ในเมื่อไม่มีการแตกฉานในปฏิสัมภิทาด้วยกัน, แต่ที่ท่านยกขึ้นแสดง
ในภายหลัง พึงทราบว่า เป็นปฏิสัมภิทาญาณอันถึงความแตกฉาน
ของผู้มีปฏิสัมภิทาแตกฉานแล้ว นี้เป็นความต่างกัน ของอรรถวจนะ
ทั้ง ๒ แห่งคำเหล่านั้น. หรือญาณที่ท่านแสดงในลำดับมีทุกข์เป็นอารมณ์
และมีนิโรธเป็นอารมณ์ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา, ญาณมีสมุทัยเป็น
อารมณ์ และมีมรรคเป็นอารมณ์ เป็นธรรมปฏิสัมภิทา, ญาณในโวหาร
อันแสดงอรรถและธรรมนั้น เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทา, ญาณในญาณ
ทั้ง ๓ เหล่านั้น เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา, เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า
ท่านยกสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณขึ้นแสดง เพื่อจะชี้แจงความแปลกกันแห่ง
เนื้อความแม้นั้น. ก็เพราะเหตุนั้นนั่นแลท่านจึงกล่าวให้แปลกกันด้วย
นานัตตศัพท์ในภายหลัง, ในที่นี้จึงไม่กล่าวให้แปลกกันเหมือนอย่างนั้น
ดังนี้.

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 155 (เล่ม 68)

๖๘. อรรถกถาอินทริยปโรปริยัตตญาณุทเทส
ว่าด้วย อินทริยปโรปริยัตตญาณ
พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ครั้นยกญาณอันทั่วไปแก่พระสาวก
๖๗ ญาณขึ้นแสดงตามลำดับอย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงญาณอันมีเฉพาะ
พระตถาคตเจ้าเท่านั้นไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย จึงได้ยกอสาธารณ
ญาณ ๖ มีอินทริยปโรปริยัตตญาณขึ้นแสดง ณ บัดนี้.
แม้บรรดาอสาธารณญาณทั้ง ๖ นั้น พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย
เมื่อจะทรงตรวจดูความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีภาชนะเป็นเครื่องรองรับ
พระธรรมเทศนา ก็ย่อมตรวจดูด้วยพุทธจักษุ. อินทริยปโรปริยัตตญาณ
และอาสยานุสยญาณทั้ง ๒ นี้เท่านั้น ชื่อว่า พุทธจักษุ. สมจริงดังที่
ท่านกล่าวไว้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรวจดูสัตว์โลกด้วย
พุทธจักษุได้ทรงเห็นแล้วแล ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย
บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย บางพวกมีธุลี
คือกิเลสในจักษุมาก บางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า
บางพวกมีอินทรีย์อ่อน๑ ดังนี้เป็นต้น.
๑. วิ.มหา. ๔/๙.

155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 156 (เล่ม 68)

และเมื่อตรวจดูสัตว์โลกทั้งหลาย ก็ทรงตรวจดูความแก่กล้าแห่ง
อินทรีย์ในสันดานของสัตว์ก่อน. ครั้นทรงทราบความแก่กล้าแห่ง-
อินทรีย์แล้ว ต่อแต่นั้นก็ทรงตรวจดูอาสยานุสัยและจริต เพื่อแสดง
ธรรมตามสมควรแก่อาสยะเป็นต้น, แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงยก
อินทริยปโรปริยัตตญาณขึ้นแสดงก่อน, ในลำดับต่อจากนั้นก็ยกอา-
สยานุสยญาณขึ้นแสดง.
ก็เมื่อจะทรงแสดงธรรม ย่อมทรงกระทำปาฏิหาริย์แก่ผู้ควร
แนะนำด้วยปาฏิหาริย์, เพราะเหตุนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยก
ญาณในยมกปาฏิหาริย์ ขึ้นแสดงในลำดับต่อจากอาสยานุสยญาณ,
เพื่อจะแสดงเหตุแห่งญาณทั้ง ๓ เหล่านี้ จึงยก มหากรุณาญาณ ขึ้น
แสดง แล้วยก สัพพัญญุตญาณ ขึ้นแสดงเป็นลำดับต่อไป เพื่อ
แสดงความบริสุทธิ์แห่งมหากรุณาญาณ.
พึงทราบว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ได้ยก อนาวรณญาณ
ขึ้นแสดงในลำดับแห่งสัพพัญญุตญาณนั้น เพื่อแสดงความที่พระสัพพัญ-
ญุตญาณเป็นญาณที่เนื่องด้วยการระลึกถึงธรรมทั้งปวง และเพื่อแสดง
ความที่พระสัพพัญญุตญาณเป็น อนาวริยภาพ คือไม่มีอะไรขัดข้อง.
ในคำว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตญาณํ - ญาณในความยิ่งและ
หย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายนี้ บทว่า สตฺตานํ - แห่ง
สัตว์ทั้งหลาย ข้างหน้า พึงนำมาประกอบในที่นี้ด้วยเป็น สตฺตานํ

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 157 (เล่ม 68)

อินฺทฺริยปุโรปริยตฺตญาณํ. เมื่อควรจะกล่าวว่า ปรานิ จ อปรานิ จ
ปราปรานิ ท่านก็เรียกเสียว่า ปโรปรานิ เพราะทำให้เป็น โร อักษร
ด้วยสนธิวิธี. ภาวะแห่งปโรประ ชื่อว่า ปโรปริยะ, ปโรปริยะนั่น-
แหละ ชื่อว่า ปโรปริยัตตะ, ความอ่อนและความแก่กล้าแห่งอินทรีย์
๕ มีสัทธาเป็นต้น ของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่า อินทริยปโรปริ-
ยัตตะ, ญาณในอินทริยปโรปริยัตตะ ชื่อว่า อินทริยปโรปริยัตต-
ญาณ, อธิบายว่า ญาณในความที่อินทรีย์ทั้งหลายเป็นคุณสูงและต่ำ
ปาฐะว่า อินฺทฺริยวโรวริยตฺตญาณํ - ญาณในความที่อินทรีย์เป็นคุณ
ประเสริฐและไม่ประเสริฐ ดังนี้ก็มี. พึงประกอบคำว่า วรานิ จ
อวริยานิ จ วโรวริยานิ - ประเสริฐด้วย ไม่ประเสริฐด้วย ชื่อว่า
ประเสริฐและไม่ประเสริฐ, ภาวะแห่งวโรวริยะ ชื่อว่า วโรวริยัตตะ.
คำว่า อวริยานิ - ไม่ประเสริฐ ความว่า ไม่สูงสุด. อีกอย่าง
หนึ่ง ปร- อินทรีย์ที่ใช้ได้ด้วย, โอปร - อินทรีย์ที่ใช้ไม่ได้ด้วย ชื่อว่า
ปโรประ, พึงประกอบความว่า ภาวะแห่งปโรประ ชื่อว่า ปโรปริยัตตะ
- ความเป็นแห่งอินทรีย์ที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ดังนี้.
คำว่า โอปรานิ - อินทรีย์ที่ใช้ไม่ได้ มีคำอธิบายว่า ต่ำทราม,
ความว่า ลามก ดุจในคำเป็นต้นว่า พิจารณาธรรมอันลามกของผู้ใด
อยู่*ดังนี้. ท่านตั้งปาฐะไว้เป็นสัตตมีวิภัตติว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺเต
ญาณํ ดังนี้ก็มี.
๑. ขุ. สุ. ๒๕/๓๕๙.

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 158 (เล่ม 68)

๖๙. อรรถกถาอาสยานุสยณาณุทเทส
ว่าด้วย อาสยานุสยญาณ
สัตว์ทั้งหลาย ข้องอยู่ด้วยฉันทราคะในขันธ์ทั้งหลายมีรูปขันธ์
เป็นต้น เรียกว่า สตฺตา - สัตว์ทั้งหลาย ในคำนี้ว่า สตฺตานํ อา-
สยานุสเย ญาณํ - ญาณในอาสยานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย. สมจริง
ดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนราธะ เพราะเหตุที่ความพอใจ ความ
กำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากใน
รูปแล เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น
ฉะนั้นจึงเรียกว่า สัตว์ เพราะเหตุที่ความพอใจ
ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยาน
อยากในเวทนา... ในสัญญา... ในสังขาร ...
ในวิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณ เป็นผู้เกี่ยวข้อง
ในวิญญาณนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า สัตว์๑ ดังนี้
เป็นต้น
ส่วนอาจารย์ผู้เพ่งเฉพาะตัวอักษร ไม่ใคร่ครวญถึงอรรถะ ก็ลง
ความเห็นว่า คำนี้เป็นเพียงคำนามเท่านั้น. ฝ่ายอาจารย์เหล่าใดใคร่
ครวญถึงอรรถะ, อาจารย์เหล่านั้น ก็ย่อมประสงค์ ความว่า ชื่อว่า
๑. สํ. ขนฺธ. ๑๗/๓๖๗.

158