พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 139 (เล่ม 68)

ขึ้น และจะได้เฉพาะ สิ่งนั้นท่านเรียกว่า อิชฺฌติ - ย่อมสำเร็จ.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ถ้าว่า เมื่อบุคคลปรารถนากามอยู่ และ
กามก็ย่อมสำเร็จแก่ผู้นั้น๑ ดังนี้.
อนึ่งดุจดังที่ท่านกล่าวไว้ ว่า
เนกขัมมะ ย่อมสำเร็จ ฉะนั้นจึงชื่อว่า
อิทฺธิ - ฤทธิ เนกขัมมะย่อมกำจัดกามฉันทะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปาฏิหาริย์, อรหัตมรรค ย่อม
สำเร็จ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ, อรหัตมรรค
นั้น ย่อมทำลายกิเลสทั้งหมดได้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า
ปาฏิหาริย์๒ ดังนี้.
นัยอื่น อีก
ชื่อว่า อิทธิ - ฤทธิ เพราะอรรถว่าสำเร็จ, คำนี้เป็นชื่อของ
อุบายสัมปทา, จริงอยู่ อุบายสัมปทา ย่อมสำเร็จ เพราะประสบผล
ที่ตนประสงค์. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
จิตตคฤหบดีนี้แล เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณ-
ธรรม, ถ้าเธอจักปรารถนาว่า ขอให้เราได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิราชในอนาคตกาลไซร้ ความ
๑. ขุ. สุ. ๒๕/๔๐๗. ๒. ขุ. ป. ๓๑/๗๒๒.

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 140 (เล่ม 68)

ปรารถนาด้วยใจของเธอผู้มีศีล จักสำเร็จ เพราะ
ความปรารถนานั้นบริสุทธิ์๑ ดังนี้.
นัยอื่น อีก
สัตว์ทั้งหลายย่อมสำเร็จได้ด้วยธรรมชาตินั้น เหตุนั้น ธรรมชาติ
นั้น จึงชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ คือธรรมชาติเป็นเหตุให้สำเร็จ.
คำว่า อิชฺฌนฺติ - ย่อมสำเร็จ มีคำอธิบายว่า สำเร็จ คือ
เจริญ คือ ย่อมถึงความโด่งดัง. วิธะ คือ อิทฺธิ - ฤทธิ์ นั่นแหละชื่อว่า
อิทธิวิธะ - แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ, อธิบายว่า อิทธิโกฏฐาสะ - ส่วนแห่งฤทธิ์
อิทธิวิกัปปะ - ฤทธิ์สำเร็จได้ต่าง ๆ. มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า อิทธิ-
วิธญาณ - ญาณในการแสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ.
๕๑. อรรถกถาโสตธาตุวิสุทธิญาณุทเทส
ว่าด้วย โสตธาตุวิสุทธิญาณ
คำว่า วิตกฺกวิปฺผารวเสน - ด้วยสามารถแห่งการแผ่วิตกไป
ความว่า ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปคือด้วยกำลังแห่งวิตกของตน ใน
สัททนิมิตในเวลาทำบริกรรมเพื่อให้แก่ทิพโสตธาตุ
๑. สํ. สฬา. ๑๘/๕๘๔.

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 141 (เล่ม 68)

ก็ในคำว่า วิตกฺโก นี้ มีวิเคราะห์ว่า ธรรมชาติใด ย่อม
ตรึก ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า วิตก อีกอย่างหนึ่งความตรึก
ชื่อว่า วิตก, มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า การพิจารณา. วิตกนี้นั้น-
มีการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ เป็นลักษณะ,
มีการประคองจิตไว้ในอารมณ์ เป็นกิจ.
จริงอย่างนั้น ท่านกล่าวว่า พระโยคีบุคคลย่อมกระทำอารมณ์
ให้ถูกกระทบด้วยวิตก.
มีจิตที่ทรงอยู่ในอารมณ์ เป็นปัจจุปัฏฐาน,
และท่านกล่าวว่า มีอารมณ์อันมีถึงซึ่งคลอง เป็น ปทัฏฐาน
เพราะเกิดขึ้นโดยอินทรีย์ที่มาประชุมพร้อมซึ่งอารมณ์นั้น และโดยไม่มี
อันตรายในอารมณ์อันแวดล้อมแล้ว.
คำว่า นานตฺเตกตฺตสทฺทนิมิตฺตานํ - ซึ่งเสียงเป็นนิมิต
หลายอย่างหรืออย่างเดียว ความว่า ซึ่งเสียงเป็นนิมิตมีสภาวะต่าง ๆ
และมีสภาวะเดียว. ก็ในคำว่าสัททนิมิตนี้ สัททะคือเสียงนั่นแหละเป็น
นิมิต เพราะเป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นแห่งวิตก และเพราะเป็นนิมิตแห่ง
สังขาร. เสียงที่กลมกล่อมเป็นอันเดียวกัน เช่นเสียงกลอง หรือหลาย
เสียงมากมาย, เสียงในทิศต่าง ๆ หรือเสียงสัตว์ต่าง ๆ ชื่อว่า นานัตต-
สัททา - เสียงต่าง ๆ, เสียงในทิศเดียว, หรือเสียงสัตว์ตัวเดียว, หรือเสียง
แต่ละเสียงเช่นเสียงกลองเป็นต้น ชื่อว่า เอกัตตสัททา - เสียงเดียว.

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 142 (เล่ม 68)

ก็ในคำว่า สทฺโท นี้ มีวิเคราะห์ว่า ธรรมชาติใดย่อมแผ่ไป
ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สัททะ - เสียง, อธิบายว่า เสียงที่เปล่งว่า
ออก
คำว่า ปริโยคาหเณ ปญฺญา - ปัญญาในการกำหนด ความว่า
ปัญญาเป็นเครื่องเข้าถึง อธิบายว่า ปัญญาเป็นเครื่องรู้.
คำว่า โสตธาตุวิสุทฺธญญาณํ - ญาณในโสตธาตุอันบริสุทธิ์
ความว่า ชื่อว่า โสตธาตุ เพราะอรรถว่าได้ยิน และเพราะอรรถว่า
มิใช่ชีวะ, และชื่อว่าโสตธาตุเพราะปัญญาทำกิจดุจโสตธาตุด้วยสามารถ
แห่งการทำกิจของโสตธาตุ, ชื่อว่า วิสุทธิ เพราะโสตธาตุนั้นหมดจด
แล้ว เพราะปราศจากอุปกิเลส, โสตธาตุนั่นแหละบริสุทธิ์ ชื่อว่า
โสตธาตุวิสุทธิ, ญาณคือความรู้ในโสตธาตุวิสุทธินั่นแหละ ชื่อว่า
โสตธาตุวิสุทธิญาณ.
๕๒. อรรถกถาเจโตปริยญาณุทเทส
ว่าด้วย เจโตปริยญาณ
คำว่า ติณฺณํ จิตฺตานํ - แห่งจิต ๓ ดวง ความว่า แห่งจิต
๓ ดวง คือ โสมนัสสสหคตจิต ๑, โทมนัสสสหคตจิต ๑, อุเปกขา
สหคตจิต ๑.

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 143 (เล่ม 68)

คำว่า วิปฺผารตฺตา - ด้วยความแผ่ไป ความว่า ด้วยความ
เป็นแห่งความแผ่ไป อธิบายว่า ด้วยความเร็ว. คำว่า วิปฺผารตฺตานี้
เป็นปัญจมีวิภัตติลงในอรรถแห่งเหตุ, ความว่า เพราะเหตุแห่งความ
แผ่ไปแห่งจิต ๓ ดวงของบุคคลเหล่าอื่น ในกาลเป็นที่กระทำบริกรรม
เพื่อให้เจโตปริยญาณเกิดขึ้น.
คำว่า อินฺทฺริยานํ ปสาทวเสน - ด้วยสามารถแห่งความ
ผ่องใสของอินทรีย์ทั้งหลาย ความว่า ด้วยสามารถความผ่องใสของ
อินทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น, ก็ในที่นี้โอกาสเป็นที่ตั้งแห่งอินทรีย์
ทั้งหลาย ท่านกล่าวด้วยคำว่า อินฺทฺริยานํ โดยผลูปจารนัย๑ ดุจคำว่า
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของท่าน
บริสุทธิ์ผุดผ่อง๒ดังนี้. หทัยวัตถุนั่นแหละท่านประสงค์แล้วในที่นี้ แม้
ในโอกาสแห่งอินทรีย์ประดิษฐานแล้ว.
คำว่า ปสาทวเสน - ด้วยสามารถแห่งความผ่องใส ความว่า
ด้วยสามารถแห่งความไม่ขุ่นมัว. เมื่อกล่าวว่า ปสาทปฺปสาทวเสน-
ด้วยสามารถแห่งความเลื่อมใสและเลื่อมใสยิ่ง คำนี้พึงทราบว่า
ท่านทำการลบ อปฺปสาท ศัพท์เสีย. อีกอย่างหนึ่ง คำนี้พึงทราบว่า
แม้ความไม่เลื่อมใส เป็นอันท่านกล่าวแล้ว ด้วยคำว่า ปสาทวเสน-
๑. ผลูปจารนัย - พูดเหตุแต่หมายถึงผล. ๒. วิ. มหา. ๔/๑๑.

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 144 (เล่ม 68)

ด้วยสามารถแห่งความเลื่อมใส นั่นเอง เพราะศัพท์ว่า อปฺปสนฺนํ-
ไม่ผ่องใสแล้ว เป็นศัพท์ที่ไม่เพ่งถึงความเลื่อมใส๑.
คำว่า นานตฺเตกตฺตวิญฺญาณจริยาปริโยคาหเณ ปญฺญา-
ปัญญาในการกำหนดจริยา คือวิญญาณหลายอย่างหรืออย่างเดียว
ความว่า ปัญญาในการรู้ความเป็นไปของจิต ๘๙ อันมีสภาวะต่าง ๆ กัน
และที่มีสภาวะเดียวกัน ตามสมควรแก่การเกิดขึ้น. ในวิญญาณจริยา
ทั้ง ๒ นี้ วิญญาณจริยาของไม่ได้สมาธิ เป็นนานัตตวิญญาณจริยา,
วิญญาณจริยาของผู้ได้สมาธิ เป็นเอกัตตวิญญาณจริยา. อีกอย่างหนึ่ง
จิตมีราคะเป็นต้น เป็นนานัตตวิญญาณจริยา. จิตปราศจากราคะเป็นต้น
เป็นเอกัตตวิญญาณจริยา.
ชื่อว่า ปริยะ ในคำนี้ว่า เจโตปริยญาณํ นี้ เพราะอรรถว่า
กำหนด อธิบายว่า กำหนดรอบ. การกำหนดด้วยใจ ชื่อว่า เจโตปริยะ-
กำหนดด้วยใจ เจโตปริยะ นั้นด้วย ญาณด้วย ฉะนั้น ชื่อว่า
เจโตปริยญาณ - ญาณในการกำหนดด้วยใจ. ปาฐะว่า วิปฺผารตา
ดังนี้ก็มี. มีความว่าด้วยการแผ่ไป.
๑. เลื่อมใส กินความถึง ไม่เลื่อมใสด้วย, แต่ ไม่ผ่องใส ไม่กินความถึงความ
เลื่อมใส.

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 145 (เล่ม 68)

๕๓. อรรถกถาบุพเพนิวาสานุสติญาณุทเทส
ว่าด้วย บุพเพนิวาสานุสติญาณ
คำว่า ปจฺจยปฺปวตฺตานํ ธมฺมานํ-ซึ่งธรรมทั้งหลายอันเป็น
ไปตามปัจจัย ความว่า ซึ่งปัจจยุปบันธรรมอันเป็นไปแล้วจากปัจจัย
ด้วยสามารถแห่งการอาศัยกันเกิดขึ้น.
อกุศลกรรม ชื่อว่า นานัตตะ - หลายอย่าง, กุศลกรรม ชื่อว่า
เอกัตตะ - อย่างเดียว ในคำว่า นานตฺเตกฺตฺตกมฺมวิปฺผารวเสน นี้.
อีกอย่างหนึ่ง กามาวจรกรรม ชื่อว่า นานัตตะ - หลายอย่าง, รูปาวจร
และอรูปาวจรกรรม ชื่อว่า เอกัตตะ - อย่างเดียว. สัมพันธ์ความว่า
ปัญญาในการกำหนดธรรมอันเป็นไปแต่ปัจจัยด้วยสามารถการแผ่ไปแห่ง
กรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว.
คำว่า ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ - ญาณเป็นเครื่องระลึก
ถึงชาติก่อน ๆ ได้. ความว่า ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในก่อนคือในอดีตชาติ
ชื่อว่า บุพเพนิวาสะ-ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในชาติก่อน.
คำว่า นิวุตฺถา - ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ ความว่า ขันธ์ที่เคย
อยู่ คือที่มีแล้ว เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปในสันดานของตน. หรือธรรม
ที่เคยอยู่แล้วในก่อนคือในอดีตชาติ ชื่อว่า บุพเพนิวาสะ - ธรรมที่เคย
อาศัยอยู่ในก่อน.

145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 146 (เล่ม 68)

บทว่า นิวุตฺถา - ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ ความว่า อยู่แล้วด้วย
การอยู่เพราะอาศัยธรรมดังกล่าวแล้วเป็นอารมณ์ คือ รู้แจ้งได้ด้วยจิต
ของตน ชื่อว่า การกำหนด ถึงแม้ว่ารู้แจ้งซึ่งจิตของคนอื่น ก็ชื่อว่า
การกำหนด แต่ผู้ที่ทรงคุณอย่างหลังนี้ ย่อมมีแก่พระพุทธเจ้าเท่านั้น
ในบรรดาการระลึกถึงการเวียนว่ายตายเถิดซึ่งขาดเป็นตอน ๆ เป็นต้น.
คำว่า ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติ - ตามระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้
ความว่า ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในครั้งก่อนได้ด้วยสติใด, สติ
นั้น ชื่อว่า บุพเพนิวาสานุสติ.
คำว่า ญาณํ - ญาณ ได้แก่ ญาณอันสัมปยุตด้วยสตินั้น.
๕๔. อรรถกถาทิพจักขุญาณุทเทส
ว่าด้วย ทิพจักขุญาณ
คำว่า โอภาสวเสน - ด้วยสามารถแสงสว่าง ความว่า ด้วย
อำนาจแสงสว่างแห่งกสิณ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือเตโชกสิณ โอทาต-
กสิณ อาโลกกสิณ อันเป็นอารมณ์แห่งจตุตถฌานอันแผ่ไปเพื่อเห็นรูป
ด้วยทิพยจักษุ.
คำว่า นานตฺเตกตฺตรูปนิมิตฺตานํ - นิมิตคือรูปต่างกันแล
อย่างเดียวกัน ความว่า รูปแห่งสัตว์ต่าง ๆ, หรือ รูปสัตว์ทั้งหลาย

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 147 (เล่ม 68)

ที่เกิดขึ้น ในจำพวกที่มีกายต่างกัน, หรือรูปทั้งหลายในทิศต่าง ๆ, หรือ
รูปทั้งหลายที่ไม่ระคนกัน ชื่อว่า นานตฺตรูป - รูปต่างกัน, รูปแห่ง
สัตว์ผู้เดียว, หรือรูปแห่งสัตว์ผู้เกิดในจำพวกที่มีกายอย่างเดียวกัน, หรือ
รูปทั้งหลายในทิศเดียว, หรือรูปทั้งหลายเข้ากันได้แห่งทิศต่าง ๆ เป็นต้น
ชื่อเอกตฺตรูป - รูปอย่างเดียวกัน.
ก็ ในคำว่า รูปํ นี้ ได้แก่ วัณณายตนะ (สี) เท่านั้น. เพราะ
วัณณายตนะนั้น ย่อมแตกดับไป ฉะนั้นจึงชื่อว่า รูป, อธิบายว่า
วัณณายตนะนั้น เมื่อถึงซึ่งวรรณวิการ - ความเปลี่ยนไปแห่งวรรณะ
ก็ย่อมประกาศความถึงซึ่งหทัย. รูปนั่นแหละ ชื่อว่า นิมิตคือรูป. แห่ง
นิมิตคือรูปต่างกันและอย่างเดียวกันเหล่านั้น.
คำว่า ทสฺสนฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในอรรถว่าเห็น ได้แก่
ปัญญาในการเห็นเป็นสภาวะ.
คำว่า ทิพฺพจกฺขุญาณํ - ญาณในทิพจักขุ ชื่อว่า ทิพย์
เพราะเป็นเช่นกับด้วยของทิพย์. ปสาทจักขุอันเป็นทิพย์ของทวยเทพ
อันเกิดขึ้นด้วยสุจริตกรรม อันไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินทั้งหลาย มี น้ำดี
เสมหะและโลหิตเป็นต้น สามารถรับอารมณ์แม้ในที่ไกลได้เพราะพ้น
จากมลทินเครื่องเศร้าหมอง. ญาณจักขุแม้นี้ อันเกิดเพราะกำลังแห่ง
วีริยภาวนา ก็เป็นเช่นนั้นนั่นเอง ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิพย์ เพราะเป็น
เช่นกับของทิพย์. ชื่อว่า ทิพย์ แม้เพราะเป็นธรรมอันตนอาศัย
ทิพวิหารธรรม เพราะได้เฉพาะด้วยอำนาจทิพวิหารธรรม, ชื่อว่า ทิพย์

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 148 (เล่ม 68)

เพราะเป็นของรุ่งเรืองมากด้วยการกำหนดอาโลกะ - แสงสว่าง, ชื่อว่า
ทิพย์ แม้เพราะมีทางไปมาก ด้วยการเห็นรูปภายในฝาเรือนเป็นต้นได้.
คำทั้งหมดนั้น พึงทราบตามครรลองแห่งคัมภีร์ศัพทศาสตร์.
เพราะอรรถว่าเห็น จึงชื่อว่า จักขุ, ญาณนั้นเหมือนกับจักขุ แม้
เหตุนั้น จึงชื่อว่า จักขุ, จักขุนั้นด้วยเป็นเพียงดังทิพย์ด้วย ฉะนั้น
จึงชื่อว่า ทิพจักขุ, ทิพจักขุนั้นด้วย ญาณด้วย รวมกันเป็น ทิพ-
จักขุญาณ - ญาณในทิพจักขุ.
๕๕. อรรถกถา อาสวักขยญาณุทเทส
ว่าด้วย อาสวักขยญาณ
คำว่า จตุสฏฺฐิยา อากาเรหิ - ด้วยอาการ ๖๔ ความว่า
ด้วยอาการแห่งอินทรีย์อย่างละ ๘ ในมรรคผลหนึ่ง ๆ ทั้ง ๘ ในมรรคผล
ละ ๘ ละ ๘ จึงรวมเป็น ๖๔.
คำว่า ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ - อินทรีย์ ๓ ความว่า ใน
อินทรีย์ ๓ เหล่านี้คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์, อัญญินทรีย์,
อัญญาตาวินทรีย์.
คำว่า วสิภาวตา ปญฺญา - ปัญญาคือความเป็นผู้มีความ
ชำนาญ ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ,

148