พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 129 (เล่ม 68)

ธาเน ปญฺญา - ปัญญาในการประชุมดังนี้ก็มี, ใจความก็อันนั้นนั่น
แหละ.
คำว่า ปเทสวิหาเร ญาณํ - ญาณในวิหารธรรมส่วนหนึ่ง
ความว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยอังคาพยพส่วนหนึ่ง โดยส่วนแห่ง
ธรรมมีขันธ์เป็นต้น ชื่อว่า ปเทสวิหาระ - ธรรมเป็นเครื่องอยู่ส่วน
หนึ่ง, ญาณในปเทสวิหารธรรมนั้น.
ในคำว่า ปเทสวิหาระนั้น ปเทสะมีอย่างต่าง ๆ คือ ขันธปเทสะ,
อายตนปเทสะ, ธาตุปเทสะ, สัจจปเทสะ, อินทริยปเทสะ, ปัจจยา-
การปเทสะ, สติปัฏฐานปเทสะ, ฌานปเทสะ, นามรูปปเทสะ, ธัมม-
ปเทสะ ชื่อว่า ปเทสะ. ก็ปเทสะมีอย่างต่าง ๆ อย่างนี้ ก็คือเวทนา
นั่นเอง. อย่างไร ? เวทนานั่นเองเป็นปเทสะแห่งธรรมมีขันธ์เป็นต้น
อย่างนี้ คือ
ขันธ์ ๕ เอกเทสแห่งขันธ์ คือเวทนาขันธ์,
อายตนะ ๑๒ เอกเทสแห่งธรรมายตนะ คือ
เวทนา, ธาตุ ๑๘ เอกเทสแห่งธรรมธาตุ คือ
เวทนา, สัจจะ ๔ เอกเทสแห่งทุกขสัจ คือ
เวทนา, อินทรีย์ ๒๒ เอกเทสแห่งอินทรีย์ คือ
เวทนินทรีย์ ๕, ปฏิจจสมุปปาทังคะ ๑๒ เอก-
เทสแห่งปัจจยาการ คือเวทนามีผัสสะเป็นปัจจัย,

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 130 (เล่ม 68)

สติปัฏฐาน ๔ เอา เทสแห่งสติปัฏฐาน คือเวทนา-
นุปัสนา, ฌาน ๔ เอกเทสแห่งฌาน คือสุข-
เวทนาและอุเบกขาเวทนา, นามรูป เอกเทสแห่ง
นามรูป คือเวทนาเจตสิก.
ธรรมทั้งปวงมีกุศลธรรมเป็นต้น, เอกเทสแห่งธรรม คือเวทนา
ชื่อว่า ปเทสวิหาระ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเวทนานั้นนั่นแล.
๔๔. อรรถกถาสัญญาวิวัฏญาณุทเทส
ว่าด้วย สัญญาวิวัฏญาณ
เพราะเหตุที่ปุถุชนและพระเสกขบุคคลทั้งหลาย เมื่อเจริญญาณ
อันสำเร็จแล้วด้วยสมาธิภาวนา กระทำภาวนาธรรมที่ควรเจริญนั้น ๆ
ให้เป็นอธิบดี ให้เป็นใหญ่ พิจารณาธรรมทั้งหลายที่ตรงกันข้ามกับ
ภาวนาธรรมนั้น มีสภาวะต่าง ๆ มีโทษเป็นเอนก โดยความเป็นธรรม
มีโทษ แล้วตั้งจิตไว้ด้วยสามารถแห่งภาวนาธรรมนั้น ๆ ก็ย่อมละปัจ-
นิกธรรมเหล่านั้น ๆ เสียได้, และเมื่อละก็เห็นสังขารธรรมทั้งปวงโดย
ความเป็นของว่างในกาลแห่งวิปัสสนาภายหลัง ย่อมละได้ด้วยสมุจเฉท-
ปหาน, ก็แลเมื่อละอยู่อย่างนั้น ย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลายละได้
ด้วยการตรัสรู้ในขณะเดียว, พระอริยะทั้งหลายแม้ทั้งปวง ย่อมปฏิบัติ

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 131 (เล่ม 68)

ตามควรด้วยอาการทั้งหลายตามที่กล่าวแล้วนั่นแล, ฉะนั้นพระธรรม-
เสนาบดีสารีบุตรจึงยกญาณทั้ง ๖ มีสัญญาวิวัฏญาณเป็นต้น ขึ้นแสดง
ต่อจากปเทสวิหารญาณตามลำดับ ณ บัดนี้.
ในสัญญาวิวัฏญาณนั้น คำว่า อธิปตตฺตา ปญฺญา - ปัญญา
มีกุศลเป็นอธิบดี ความว่า ปัญญาที่กระทำกุศลธรรมมีเนกขัมมะ
เป็นต้น ให้เป็นธรรมอันยิ่งโดยความเป็นแห่งอธิบดีแห่งกุศลธรรมทั้ง-
หลายมีเนกขัมมะเป็นต้น แล้วเป็นไปโดยความเป็นธรรมอันยิ่งในกุศล-
ธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้นนั้น.
คำว่า สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในความหลีกออกจาก
นิวรณ์ด้วยสัญญา ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า การหลีกออก การหมุนออก
ความเป็นผู้หันหลังให้นิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้น ได้ด้วยสัญญา ฉะนั้น
จึงชื่อว่า สัญญาวิวัฏฏะ, ญาณในการหลีกออกจากนิวรณ์มีกามฉันทะ
เป็นต้นนั้น ๆ ด้วยสัญญาที่กระทำภาวนาธรรมนั้น ๆ ให้เป็นอธิบดี เป็น
เหตุ เป็นกรณะ.
สัญญา แม้จะมิได้กล่าวไว้ว่า เอตฺโต วิวฏฺโฏ - หมุนกลับ
จากภาวนาธรรมนี้ แต่ก็เป็นเหตุให้สัญญาหมุนกลับ เหมือนอย่าง
วิวัฏนานุปัสสนา.
ก็สัญญานั้น มีความจำอารมณ์ เป็น ลักษณะ,

131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 132 (เล่ม 68)

มีการจำอารมณ์ได้และทำนิมิตไว้ เป็น กิจ เหมือนช่างไม้ ทำ
เครื่องหมายไว้ที่ไม้เป็นต้น,
มีความจำได้ในสิ่งที่หมายไว้ เป็น ปัจจุปัฏฐาน เหมือนคนตา
บอดคลำช้าง, อีกอย่างหนึ่ง มีการตั้งอยู่ไม่นานเพราะหยั่งลงในอารมณ์
เป็น ปัจจุปัฏฐาน เหมือนสายฟ้าแลบ,
มีอารมณ์ที่กำหนดไว้ เป็น ปทัฏฐาน เหมือนสัญญาในหุ่นที่
ทำด้วยหญ้าเกิดแก่ลูกเนื้อว่า เป็นบุรุษ.
๔๕. อรรถกถาเจโตวิวัฏญาณุทเทส
ว่าด้วย จโตวิวัฏญาณ
คำว่า นานตฺเต ปญฺญา - ปัญญาในนานัตตธรรม ความว่า
ปัญญาที่เป็นไปแล้วในสภาวธรรมต่าง ๆ โดยความเป็นภาเวตัพพธรรม-
ธรรมที่ควรเจริญ และในสภาวธรรมอื่น มีกามฉันทะเป็นต้น โดย
เห็นว่าเป็นธรรมมีโทษ.
และคำว่า นานตฺเต เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งนิมิตต-
สัตตมี, อีกอย่างหนึ่ง ละความเป็นต่าง ๆ ชื่อว่า นานัตตะ, อธิบายว่า
เหตุแห่งการละนานัตตธรรม เป็นนิมิตแห่งการละนานัตตธรรม เป็น
ปัญญาในกุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น.

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 133 (เล่ม 68)

คำว่า เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกจากนิวรณ์
ด้วยใจ ความว่า การออกจากนิวรณ์ มีกามฉันทะเป็นต้น ได้ด้วยใจ
เป็นญาณในกุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น.
ก็ในคำว่า เจโต นี้ ท่านประสงค์เอาเจตนา. เจตนานั้น
มีการชักชวนเป็น ลักษณะ, อีกอย่างหนึ่ง
มีการไหลออกแห่งผล เป็น ลักษณะ,
มีการรวบรวมมา เป็น กิจ,
มีการจัดแจง เห็น ปัจจุปัฏฐาน เหมือนนายช่างใหญ่ผู้
เป็นหัวหน้าศิษย์ ทำกิจของตนและกิจของคนอื่นให้สำเร็จฉะนั้น. ก็
และเจตนานี้ ย่อมปรากฏโดยความยกสัมปยุตธรรมทั้งหลายในกิจมีการ
ระลึกถึงการงานอันเร่งรีบ.
๔๖. อรรถกถาจิตวิวัฏญาณุทเทส
ว่าด้วย จิตวิวัฏญาณ
คำว่า อธิฏฺฐาเน ปญฺญา - ปัญญาในการอธิฏฐาน ความว่า
ปัญญาในการตั้งมั่นแห่งจิตด้วยสามารถแห่งคุณมีเนกขัมมะเป็นต้น.
คำว่า จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการออกไปแห่งจิต
ความว่า ญาณในการหลีกออกแห่งจิตด้วยสามารถแห่งการละนิวรณ์ มี

133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 134 (เล่ม 68)

กามฉันทะเป็นต้น. ก็ในที่นี้ จิต
มีการรู้นิวรณ์ เป็น ลักษณะ,
มีการเกิดก่อนและเป็นประธานในธรรมทั้งปวง เป็น กิจ,
มีการเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย เป็น ปัจจุปัฏฐาน,
มีนามรูป เป็น ปทัฏฐาน.
๔๗. อรรถกถา ญาณวิวัฏญาณุทเทส
ว่าด้วย ญาณวิวัฏญาณ
คำว่า สุญฺญเต ปญฺญา - ปัญาในความว่าง ความว่า
ปัญญาเป็นเครื่องตามความเห็นโดยความเป็นอนัตตา อันเป็นไปแล้ว
ในอนัตตธรรมและธรรมอันเนื่องด้วยอนัตตะ เพราะอัตตะและธรรมะ
อันเนื่องด้วยอัตตะเป็นของว่าง.
บทว่า ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในความหลีกออกด้วย
ญาณ ความว่า ญาณนั่นแหละย่อมหลีกออกจากความยึดมั่นถือมั่น
ฉะนั้นจึงชื่อว่า วิวัฏฏะ - ญาณอันเป็นเหตุแห่งการหลีกออกด้วยญาณ
นั้น.

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 135 (เล่ม 68)

๔๘. อรรถกถาวิโมกขวิวัฏญาณุทเทส
ว่าด้วย วิโมกขวิวัฏญาณ
ในคำนี้ว่า โวสฺสคฺเค ปญฺญา - ปัญญาในการสละ พึงทราบ
วินิจฉัยดังต่อไปนี้ ธรรมใดย่อมสลัดออก ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า
โวสสัคคะ - การสลัดออก, การสละเสียได้ซึ่งกามฉันทะเป็นต้น เป็น
ปัญญาในคุณมีเนกขัมมะเป็นต้น.
คำว่า วิโมกฺขวิวฏเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกแห่ง
จิตด้วยวิโมกข์ ความว่า ธรรมใดย่อมพ้นจากนิวรณ์ทั้งหลายมีกาม-
ฉันทะเป็นต้น ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า วิโมกข์, การหลีกออก คือ
วิโมกข์ ชื่อว่า วิโมกขวิวัฏฏะ, วิโมกขวิวัฏฏะนั้นนั่นแหละเป็นญาณ.
๔๙. อรรถกถาสัจวิวัฏญาณุทเทส
ว่าด้วย สัจวิวัฏญาณ
คำว่า ตถฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในสภาวะที่เป็นจริง ความว่า
ปัญญาที่เป็นไปโดยไม่หลงด้วยสามารถแห่งกิจในสภาวธรรมอันไม่วิปริต
ในสัจจะหนึ่ง ๆ สัจจะละ ๔ ๆ.
คำว่า สจฺวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกด้วยสัจจะ
ความว่า ธรรมใดย่อมหลีกออกด้วยสามารถแห่งการออกจากส่วนสุดทั้ง

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 136 (เล่ม 68)

๒ ในสัจจะทั้ง ๔ ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า สัจวิวัฏฏะ, สัจวิวัฏฏะ
นั่นแหละเป็นญาณ.
ญาณเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวไว้ถึง ๔ ประการอย่างนี้ คือ
๑. สัญญาวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งกุศลธรรมเป็นอธิบดี,
๒. เจโตวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งธรรมที่ควรประหาณ,
๓. จิตวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งการตั้งมั่นแห่งจิต,
๔. วิโมกขวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งการละปัจนิกธรรม.
อนัตตานุปัสนาแล ท่านกล่าวว่า ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณ
ในการหลีกออกด้วยญาณ ด้วยสามารถแห่งอาการอันว่างจากอัตตา,
ภายหลังท่านก็กล่าวมรรคญาณไว้ ๒ อย่างคือ มคฺเค ญาณํ - ญาณใน
มรรค และ อานนฺตริกสมาธิมฺหิ ญาณํ - ญาณในอนันตริกสมาธิ,
ท่านกล่าวคำว่า สจฺจวิวฏฺ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกด้วยสัจจะ.
๕๐. อรรถกถาอิทธิวิธญาณุทเทส
ว่าด้วย อิทธิวิธญาณ
บัดนี้ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ยกอภิญญา ๖ ที่เป็นไปด้วย
สามารถแห่งญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นไปด้วยอำนาจ
สัจวิวัฏญาณนั้น ขึ้นแสดงโดยลำดับ.

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 137 (เล่ม 68)

ในอภิญญา ๖ แม้นั้น ท่านยกอิทธิวิธญาณแสดงก่อน คือ
ความแปลกประหลาด เพราะเป็นอานุภาพอันปรากฏแก่โลก, ยกทิพ-
โสตญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๒ คือ ทิพโสตญาณอันเป็นโอฬาริกวิสัย
เพราะเป็นอารมณ์ของเจโตปริยญาณ, ยกเจโตปริยญาณขึ้นแสดงเป็น
อันดับที่ ๓ เพราะเป็นสุขุมวิสัย.
บรรดาวิชชา ๓ ท่านยกบุพเพนิวาสานุสติญาณ ขึ้นแสดงเป็น
อันดับที่ ๑ เพราะบรรเทาความมืดในอดีตที่ปกปิดบุพเพนิวาสคือการ
เกิดในชาติก่อน, ยกทิพจักขุญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๒ เพราะ
บรรเทาความมืดทั้งในปัจจุบันและอนาคต, ยกอาสวักขยญาณขึ้นแสดง
เป็นอันดับที่ ๓ เพราะตัดความมืดทั้งหมดเสียได้เด็ดขาด.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กายมฺปิ-แม้ซึ่งกาย ได้แก่ แม้
ซึ่งรูปกาย.
คำว่า จิตฺตมฺปิ - แม้ซึ่งจิต ได้แก่ แม้ซึ่งจิตอันมีฌานเป็นบาท.
คำว่า เอกววตฺถานตา - เพราะการกำหนดเข้าเป็นอันเดียว
กัน มีคำอธิบายว่า ด้วยทิสมานกายหรืออทิสมานกาย เพราะตั้งไว้
โดยความเป็นอันเดียวกันกับบริกรรมจิต และเพราะกระทำกายและจิต
ให้ระคนกันตามที่จะประกอบได้ ในคราวที่ประสงค์จะไป.
ก็คำว่า กาโย - กาย ในที่นี้ ได้แก่ สรีระ. จริงอยู่ สรีระ
ท่านเรียกว่า กาย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งอวัยวะทั้งหลายมีเกสา - ผม

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 138 (เล่ม 68)

เป็นต้นอันน่าเกลียดเพราะสั่งสมไว้ซึ่งอสุจิ และเป็นบ่อเกิดแห่งโรค
หลายร้อย มีโรคทางจักษุเป็นต้น.
จ ศัพท์ ท่านประกอบไว้ในคำนี้ว่า สุขสญฺญญฺจ ลหุ-
สญฺญญฺจ - ซึ่งสุขสัญญาด้วย ซึ่งลหุสัญญาด้วย เป็นสมุจจยัตถะ
ควบสัญญาศัพท์เดียวเท่านั้น อันสัมปยุตกับจตุตถฌานให้เป็น ๒ บท
เพราะต่างกันโดยอาการ. จริงอยู่ อุเบกขาในจตุตถฌาน ท่านกล่าวว่า
สนฺตํ - สงบ สุขํ - เป็นสุข, สัญญาที่สัมปยุตกับอุเบกขานั้น ชื่อว่า
สุขสัญญา. สุขสัญญานั่นแหละ ชื่อว่า ลหุสัญญา เพราะพ้นนิวรณ์
ทั้งหลายและปัจนิกธรรมมีวิตกเป็นต้น.
คำว่า อธิฏฺฐานวเสน - ด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้ ความว่า
ด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้อย่างยิ่ง, อธิบายว่า ด้วยสามารถแห่งการเข้า
ไป. จ ศัพท์ ในคำว่า อธิฏฺฐานวเสน จ ท่านนำมาเชื่อมเข้าไว้.
เหตุตามที่ประกอบได้ของอิทธิวิธมีประการทั้งปวง ท่านกล่าวไว้แล้ว
เพียงเท่านี้.
คำว่า อิชฺฌนฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในการสำเร็จ ความว่า
ปัญญาในสภาวะคือการสำเร็จ.
คำว่า อิทฺธิวิเธ ญาณํ - ญาณในการแสดงฤทธิได้ต่าง ๆ
มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ ในอรรถว่าสำเร็จ,
และในอรรถว่าได้เฉพาะ เพราะอรรถว่าสำเร็จ. จริงอยู่ สิ่งใดจะเกิด

138